ผักกาดดองเป็นวัตถุดิบสำคัญของอาหารไต้หวัน แต่กระบวนการหมักกลับก่อให้เกิด “น้ำผักกาดดอง” ที่มีความเค็มสูง ซึ่งมักถูกปล่อยสู่สิ่งแวดล้อมจนส่งผลให้ดินและแหล่งน้ำมีความเค็มสะสม ปัจจุบันเทศบาลเมืองหยุนหลินร่วมกับนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวัน (NTU) ทดลองนำน้ำดองดังกล่าวมาแปรรูปเป็นวัสดุช่วยเพาะเลี้ยงหอยตลับ และพบผลลัพธ์ที่น่าพอใจ
อย่างไรก็ตาม ในทางกฎหมาย น้ำผักกาดดองยังถูกจัดเป็นน้ำเสีย จึงยังไม่สามารถนำมาใช้ในระบบเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำได้อย่างเป็นทางการ ขณะที่พื้นที่แห่งนี้ผลิตผักกาดดองถึง 85% ของทั้งประเทศ ทำให้เกิดน้ำหมักปริมาณมหาศาลและสร้างปัญหาดินกับน้ำใต้ดินเค็มสะสมมาอย่างยาวนาน แม้จะมีการจัดตั้งเขตอุตสาหกรรมรองรับ แต่ต้นทุนบำบัดน้ำเสียยังสูงกว่ามูลค่าผลิตภัณฑ์ ส่งผลให้น้ำเสียจำนวนมากยังคงถูกกักเก็บหรือรั่วไหลสู่พื้นที่เกษตร
เหอเซิ่งเหวย(何勝惟) นักศึกษาปริญญาเอกด้านวิทยาศาสตร์การประมงจาก NTU ผู้ผลักดันโครงการ มองว่าแนวคิด “เปลี่ยนของเสียให้เป็นทรัพยากร” อาจเป็นทางออกสำคัญ เพราะแม้น้ำผักกาดดองจะเป็นมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม แต่ก็อาจกลายเป็นวัตถุดิบที่ช่วยกระตุ้นจุลินทรีย์และสาหร่าย ซึ่งเป็นฐานอาหารสำคัญในระบบเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำได้
จากโจทย์ที่ “น้ำผักกาดดองต้องการการกำจัด” และ “บ่อเลี้ยงต้องการแบคทีเรียกรดแลกติก” เขาจึงตั้งคำถามว่าสามารถเชื่อมสองสิ่งนี้เข้าด้วยกันได้หรือไม่ อย่างไรก็ตาม จากการวิจัยและลงพื้นที่ พบว่าในอดีตเคยมีการใช้น้ำผักกาดดองเลี้ยงกุ้งขาวและปลานวลจันทร์ทะเล โดยช่วงแรกให้ผลดี แต่คุณภาพน้ำเสื่อมลงในระยะยาว ขณะที่การทดลองกับหอยตลับกลับให้ผลลัพธ์ดีและไม่พบปัญหาโรค คุณเหอเซิ่งเหวียเห็นว่าแนวทางนี้อาจช่วยลดทั้งปัญหาน้ำเสียจากอุตสาหกรรมผักกาดดอง และเพิ่มประสิทธิภาพการเพาะเลี้ยงหอยตลับได้พร้อมกัน ซึ่งสำคัญต่อพื้นที่ต้าผีที่กำลังเผชิญปัญหาดินเค็มและการทรุดตัวจากการใช้น้ำบาดาลอย่างต่อเนื่อง
หลังเริ่มโครงการทดลองในปี 2023 กำนันตำบลต้าผีและหน่วยงานเมืองหยุนหลินได้ให้การสนับสนุนอย่างจริงจัง และในปี 2026 ได้ขยายการทดลองไปยังพื้นที่เพาะเลี้ยงในตำบลโข่วหูและไถซี พร้อมเปิดให้เกษตรกรเข้าร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์มากขึ้น
หลินจื่อเยี่ยน(林子硯) เกษตรกรผู้เข้าร่วมทดลองจากตำบลม่ายเหลียว เมืองหยุนหลิน กล่าวว่า “น้ำหมักผักกาดดอง” มีลักษณะคล้ายโพรไบโอติก (จุลินทรีย์ดี) สามารถช่วยเสริมความแข็งแรงของหอยตลับได้ อีกด้านหนึ่งยังช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตของสาหร่าย โดยในช่วงฤดูร้อน เพียงประมาณ 2 วันหลังการใช้งาน จะเห็นการเปลี่ยนแปลงของสีในน้ำบ่อเลี้ยงอย่างชัดเจน
จางปิ่งหง (張秉宏) รองนักวิจัยสาขาไถหนานของสถาบันวิจัยประมง ผู้เชี่ยวชาญด้านหอยตลับ ระบุว่า ในอดีตเกษตรกรนิยมใช้อาหารสัตว์ ปลาป่น และจุลินทรีย์สังเคราะห์แสงเพื่อเพิ่มอาหารในบ่อเลี้ยง แต่สิ่งเหล่านี้อาจทำให้เกิดก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์ในดินเลน ส่งผลให้น้ำเป็นกรดมากขึ้นและออกซิเจนลดลง จนต้องพึ่งสารเคมีปรับคุณภาพน้ำซึ่งมีต้นทุนสูงและผลลัพธ์ไม่คงที่ และเขามองว่าการใช้สารเคมีไม่ใช่ทางออกที่ยั่งยืน หากสามารถใช้วิธีธรรมชาติหรือทางกายภาพในการปรับระบบน้ำได้จะเหมาะสมกว่า
ในการทดลองใช้ “น้ำผักกาดดอง” ในปริมาณต่ำ พบว่าหอยตลับกินอาหารดีขึ้นและแข็งแรงขึ้นอย่างชัดเจน การวิเคราะห์ยังพบว่ามีแบคทีเรียกรดแลกติก สารอินทรีย์ และกรดไขมันสายสั้นที่ช่วยส่งเสริมระบบย่อยอาหารและเพิ่มรสสัมผัสของหอย และการเติมในปริมาณเหมาะสมอย่างต่อเนื่องช่วยเพิ่มสาหร่ายกลุ่มไดอะตอม ซึ่งเป็นอาหารโปรดของหอยตลับและส่งเสริมการเติบโตของเปลือก จากการสังเกตพบว่าหอยอ้าปากกินอาหารมากขึ้น จึงเป็นไปได้ว่าน้ำผักกาดดองอาจให้ผลดีกว่าปุ๋ยหรือจุลินทรีย์บางชนิดในบางเงื่อนไข
เนื่องจากในการจัดตั้งเขตอุตสาหกรรมผักกาดดองเดิม น้ำผักกาดดองถูกจัดให้เป็น “น้ำเสีย” ตามผลการประเมินสิ่งแวดล้อม จึงต้องอยู่ภายใต้กฎหมายจัดการของเสียและมาตรฐานน้ำเสียอุตสาหกรรม หากต้องการนำกลับมาใช้ใหม่ มีสองแนวทางคือ ยื่นขอประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมใหม่ ซึ่งมีความซับซ้อนสูง หรือให้หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องเข้ามากำกับดูแลเป็นกรณีพิเศษ แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีข้อสรุปว่าเขตอุตสาหกรรมผักกาดดองควรอยู่ภายใต้การกำกับของกระทรวงเกษตรหรือกระทรวงเศรษฐการ ทำให้การผลักดันยังติดข้อจำกัดทางกฎหมาย ในระหว่างนี้จึงมุ่งรับสมัครเกษตรกรเข้าร่วมโครงการทดลอง พร้อมจัดทำระบบบริหารจัดการและฐานข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ เพื่อรอการแก้ไขกฎหมาย ก่อนผลักดันให้น้ำเสียจากการดองผักกาดถูกนำมาใช้ในระบบเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอย่างเป็นรูปธรรม และช่วยแก้ปัญหาให้ทั้งอุตสาหกรรมผักกาดดองและภาคเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไปพร้อมกัน