อินเดียเผชิญปัญหามลพิษขยะพลาสติกอย่างรุนแรงและมีอัตราการรีไซเคิลที่ต่ำมาก จึงเกิดแนวคิด "การ์เบจ คาเฟ่" (Garbage Café) ขึ้นในเมืองอัมบิกาปูร์ รัฐฉัตติสครห์ บริหารงานโดยบริษัทเทศบาล (AMC) ภายใต้สโลแกน "เอาขยะพลาสติกมาแลกความอิ่มท้อง" โดยเปิดโอกาสให้ผู้คน โดยเฉพาะคนเก็บขยะที่มีรายได้น้อย นำขยะพลาสติกมาแลกเป็นเหรียญโทเคนเพื่อเปลี่ยนเป็นอาหาร โดยพลาสติก 1 กิโลกรัมแลกอาหารจานหลักได้ 1 มื้อ และครึ่งกิโลกรัมแลกอาหารเช้าได้ ซึ่งเป็นโมเดลที่ช่วยบรรเทาทั้งปัญหาสิ่งแวดล้อมและความยากจนไปพร้อมกัน
นับตั้งแต่เปิดบริการในปี 2019 โครงการนี้ช่วยลดปริมาณขยะพลาสติกในท้องถิ่นลงกว่าครึ่ง และทำให้เมืองอัมบิกาปูร์กลายเป็นหนึ่งในเมืองที่สะอาดที่สุดจนได้รับคำชื่นชมจากนายกรัฐมนตรี นเรนทรา โมดี สำหรับขยะพลาสติกที่รวบรวมได้จะถูกนำไปแปรรูปเป็น "ยางมะตอยผสมพลาสติก" เพื่อใช้ปูถนนทั่วประเทศ ซึ่งมีความทนทานต่อสภาพอากาศร้อนจัดและมรสุมได้ดีกว่าถนนทั่วไป นอกจากนี้ แนวคิด "จ่ายด้วยขยะ" ยังถูกนำไปประยุกต์ใช้ในโมเดล "ขยะแลกเรียน" ของโรงเรียนอักษร รัฐอัสสัม ที่ให้นักเรียนนำขยะพลาสติกมาจ่ายแทนค่าเทอม ช่วยลดปัญหาแรงงานเด็กและเปลี่ยนขยะเป็นอิฐบล็อกรักษ์โลก
แม้แนวคิดนี้จะเริ่มแพร่หลายไปยังเมืองอื่น ๆ แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าโมเดลนี้ยังมีข้อจำกัด เนื่องจากส่วนใหญ่ต้องพึ่งพาเงินอุดหนุนจากรัฐบาลท้องถิ่น หากเผชิญปัญหาทางการคลังหรือขาดแผนระยะยาวก็ยากจะดำเนินต่ออย่างยั่งยืน อีกทั้งยังมีอุปสรรคด้านต้นทุนการคัดแยกและการแปรรูปที่สูง ดังเช่นกรณีของกรุงเดลีที่เปิดตัวโครงการนี้ในปี 2020 แต่ไม่สามารถรักษาความนิยมไว้ได้ในระยะยาวเนื่องจากประชาชนขาดจิตสำนึกด้านการรีไซเคิล ระบบคัดแยกไม่มีประสิทธิภาพ และโครงสร้างพื้นฐานไม่เพียงพอ นอกจากนี้ หากนำไปเทียบกับพื้นที่ที่มีค่าครองชีพและต้นทุนธุรกิจอาหารสูง เช่น ไต้หวัน โมเดลนี้ก็อาจจะไม่คุ้มทุนและยากต่อการนำไปปฏิบัติตาม
ไต้หวันได้หันมามุ่งเน้นการจัดการขยะที่ต้นน้ำและการปรับเปลี่ยนเชิงระบบ ควบคู่ไปกับการเปิดตัว “แพลตฟอร์มบริการขนส่งสีเขียว” โดยกระทรวงคมนาคม เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนหันมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะแทนรถส่วนตัว แพลตฟอร์มนี้ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถตรวจสอบระยะทางการลดคาร์บอน รับสิทธิประโยชน์และเงินคืน (เช่น บัตร TPASS) อีกทั้งยังช่วยให้ภาคธุรกิจสามารถคำนวณการปล่อยคาร์บอนของพนักงานเพื่อประกอบการทำรายงาน ESG ได้ โดยตั้งเป้าหมายผสานความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนเพื่อนำประเทศไปสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2050