Skip to the main content block
::: หน้าแรก| แผนผังเว็บไซต์| Podcasts|
|
Language

Formosa Dream Chasers - Programs - RTI Radio Taiwan International-logo

รายการ
| รายการล่าสุด
เลือกรายการ
ผู้จัดรายการ ตารางรายการ
ประเด็น (ข่าว) ยอดนิยม
繁體中文 简体中文 English Français Deutsch Indonesian 日本語 한국어 Русский Español ภาษาไทย Tiếng Việt Tagalog Bahasa Melayu Українська แผนผังเว็บไซต์

ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 10 กรกฎาคม 2569

แรงงานกึ่งฝีมือกว่า 5 หมื่นรายเผชิญปัญหาในการขอถิ่นที่อยู่ถาวร ต้องมีเกณฑ์เงินเดือน 2 เท่าค่าจ้างขั้นต่ำ กระทรวงแรงงานเสนอปรับเกณฑ์ยืดหยุ่น
แรงงานกึ่งฝีมือกว่า 5 หมื่นรายเผชิญปัญหาในการขอถิ่นที่อยู่ถาวร ต้องมีเกณฑ์เงินเดือน 2 เท่าค่าจ้างขั้นต่ำ กระทรวงแรงงานเสนอปรับเกณฑ์ยืดหยุ่น

1. ความฝันสู่ถิ่นที่อยู่ถาวรของแรงงานกึ่งฝีมือกว่า 5 หมื่นรายเผชิญด่านหิน ต้องมีเกณฑ์เงินเดือน 2 เท่าค่าจ้างขั้นต่ำ กระทรวงแรงงานเสนอปรับเกณฑ์ยืดหยุ่น

      วิกฤตการขาดแคลนแรงงานกำลังกลายเป็นอุปสรรคสำคัญของภาคการผลิตแบบดั้งเดิม ภาคบริการ และภาคการดูแลระยะยาวของไต้หวัน โดยรัฐบาลประเมินว่าภายในปี 2573 ไต้หวันจะเผชิญภาวะขาดแคลนแรงงานสูงถึง 480,000 คน ขณะที่ปัจจุบันมีแรงงานต่างชาติทำงานอยู่ในไต้หวันมากกว่า 800,000 คนแล้ว

นายวีรพันธ์ เสนาะพิน แรงงานไทยจากนครปฐม ได้รับการยกระดับเป็นแรงงานกึ่งฝีมือ (ภาพจากศูนย์จัดหางานหูเหว่ย  เมืองหยุนหลิน)

      การดึงดูดแรงงานต่างชาติที่มีประสบการณ์และทักษะให้อยู่ทำงานระยะยาวจึงถูกมองว่าเป็นแนวทางสำคัญในการแก้ปัญหานี้ ไม่ต่างจากญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ที่เผชิญสถานการณ์คล้ายกันและต่างออกมาตรการด้านวีซ่าและสิทธิการพำนักเพื่อดึงดูดแรงงานกึ่งฝีมือเช่นกัน

      อย่างไรก็ตาม แม้โครงการ "รักษาและต่อยอดการจ้างงานแรงงานต่างชาติ" หรือโครงการแรงงานกึ่งฝีมือของไต้หวันจะได้รับความสนใจอย่างมาก แต่เกณฑ์เงินเดือนสำหรับการขอถิ่นที่อยู่ถาวรกลับกลายเป็นอุปสรรคสำคัญ เนื่องจากนายจ้างจำนวนมากเห็นตรงกันว่าไม่สามารถแบกรับค่าใช้จ่ายในระดับนั้นได้

      นับตั้งแต่ไต้หวันเปิดรับแรงงานต่างชาติชุดแรกในปี พ.ศ. 2532 จนถึงปัจจุบัน ยอดจำนวนแรงงานต่างชาติที่ทำงานอยู่ในไต้หวันได้ทะลุเกิน 860,000 คนแล้ว แรงงานเหล่านี้มีบทบาทสำคัญทั้งในการเติมเต็มกำลังแรงงาน ช่วยดูแลผู้สูงอายุในครัวเรือน และเป็นกำลังหลักในสายการผลิตของภาคอุตสาหกรรม จนกลายเป็นกำลังแรงงานที่ขาดไม่ได้ของประเทศ

แรงงานกึ่งฝีมือชาวฟิลิปปินส์ที่โรงงานในจางฮั่ว

      เพื่อรับมือกับวิกฤตอัตราการเกิดต่ำและโครงสร้างประชากรที่เข้าสู่สังคมสูงวัยขั้นสุดยอด ซึ่งยิ่งทำให้การขาดแคลนแรงงานทวีความรุนแรงขึ้น รัฐบาลไต้หวันจึงผลักดันโครงการยกระดับและรักษาแรงงานต่างชาติฝีมือดีให้สามารถอยู่ทำงานต่อไป หรือ โครงการแรงงานกึ่งฝีมือขึ้นในปี พ.ศ. 2565 ภายใต้โครงการนี้ หากแรงงานต่างชาติทำงานในไต้หวันครบ 6 ปี มีรายได้ถึงเกณฑ์ และมีคุณสมบัติด้านทักษะตามที่กำหนด นายจ้างสามารถยื่นขอเปลี่ยนสถานะเป็นแรงงานกึ่งฝีมือได้ โดยไม่ถูกจำกัดระยะเวลาทำงานอีกต่อไป

      เกณฑ์เงินเดือนปัจจุบัน แบ่งตามภาคงานดังนี้

      - ภาคอุตสาหกรรม: เงินเดือนอย่างน้อย 35,000 เหรียญไต้หวันต่อเดือน พร้อมคุณสมบัติอย่างใดอย่างหนึ่ง ได้แก่ ใบประกอบวิชาชีพ หนังสือรับรองการฝึกอบรม หรือผ่านการประเมินทักษะภาคปฏิบัติ

      - ภาคสวัสดิการสังคม: เงินเดือนอย่างน้อย 26,000 เหรียญไต้หวัน พร้อมผ่านการอบรมเพิ่มเติมและมีหลักฐานแสดงความสามารถทางภาษา

      ทั้งนี้ หากนายจ้างเพิ่มค่าจ้างอีก 2,000 เหรียญไต้หวัน คือ 37,000 เหรียญสำหรับภาคอุตสาหกรรม หรือ 28,000 เหรียญสำหรับแรงงานดูแลผู้ป่วยในครัวเรือน จะได้รับการยกเว้นเงื่อนไขด้านทักษะทั้งหมด ไม่ต้องแสดงหลักฐานทางทักษะใด ๆ

      ตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา มีแรงงานต่างชาติได้รับอนุมัติยกระดับเป็นแรงงานกึ่งฝีมือแล้วกว่า 50,000 คน สูงกว่าเป้าหมายที่รัฐบาลตั้งไว้ตั้งแต่เริ่มโครงการเป็นอย่างมาก

เงินเดือนพื้นฐานของแรงงานกึ่งฝีมืออยู่ที่ 3.5 หมื่น แต่เกณฑ์พำนักถาวรพุ่งสูงถึง 6 หมื่น

      แม้โครงการจะเปิดโอกาสให้แรงงานกึ่งฝีมืออยู่ทำงานระยะยาวและมีสิทธิยื่นขอถิ่นที่อยู่ถาวรได้ แต่ในความเป็นจริงกลับมีความเป็นไปได้น้อยมาก เนื่องจากกฎหมายคนเข้าเมืองของไต้หวันกำหนดเกณฑ์ไว้ค่อนข้างสูง โดยผู้ขอถิ่นที่อยู่ถาวรต้องมีคุณสมบัติดังนี้

      - พำนักในไต้หวันอย่างถูกต้องตามกฎหมายต่อเนื่อง 5 ปี โดยแต่ละปีต้องพำนักอยู่ไม่น้อยกว่า 183 วัน

      - มีรายได้ต่อเดือนไม่น้อยกว่า 2 เท่าของค่าจ้างขั้นต่ำ หรือต้องได้รับใบรับรองผ่านการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานระดับ B ของไต้หวันซึ่งเป็นเรื่องยากมากสำหรับแรงงานต่างชาติ

      ก่อนหน้านี้ นายจั่วหรงไท่ นายกรัฐมนตรีไต้หวัน ได้แสดงท่าทีหลายครั้งว่าค่าจ้างขั้นต่ำในปีหน้ามีแนวโน้มจะทะลุ 30,000 เหรียญไต้หวัน ซึ่งเมื่อคำนวณตามเกณฑ์ 2 เท่าแล้ว หากแรงงานกึ่งฝีมือต้องการยื่นขอถิ่นที่อยู่ถาวรโดยไม่มีใบรับรองมาตรฐานฝีมือแรงงานระดับ B จะต้องมีรายได้มากกว่า 60,000 เหรียญไต้หวันต่อเดือน จึงจะมีสิทธิยื่นคำขอได้

      แม้ขณะนี้ยังไม่มีแรงงานกึ่งฝีมือคนใดมีคุณสมบัติครบ 5 ปีตามที่กฎหมายกำหนด แต่เมื่อเทียบกับเกณฑ์การเปลี่ยนสถานะที่กำหนดเงินเดือนไว้เพียง 35,000–37,000 เหรียญไต้หวันสำหรับภาคอุตสาหกรรม และ 26,000–28,000 เหรียญไต้หวันสำหรับภาคสวัสดิการสังคม การจะเพิ่มรายได้ให้ถึงกว่า 60,000 เหรียญไต้หวันต่อเดือนภายในเวลาเพียง 5 ปี ถือเป็นเรื่องยากมากในทางปฏิบัติ และกลายเป็นอุปสรรคสำคัญที่ปิดกั้นโอกาสเข้าถึงสิทธิพำนักถาวร

มุมมองนายจ้าง: อยากรักษาคนเก่ง แต่จ่ายไม่ไหว

      ผู้ประกอบธุรกิจจัดหางานระบุว่า ภายใต้ภาวะขาดแคลนแรงงาน นายจ้างส่วนใหญ่ยินดีช่วยแรงงานต่างชาติที่มีประสบการณ์เปลี่ยนสถานะเป็นแรงงานกึ่งฝีมือ หากมีคุณสมบัติครบถ้วน นายเจี่ยนเซิ่งหยวน กรรมการตรวจสอบของสมาพันธ์การจัดหางานแห่งไต้หวัน เปิดเผยว่านายจ้างเผชิญภาวะขาดแคลนแรงงานอย่างหนัก ขอเพียงแรงงานต่างชาติมีคุณสมบัติครบและสมัครใจ นายจ้างเกือบทั้งหมดก็ยินดีดำเนินการยกระดับสถานะให้

      ผู้ประกอบการรายอื่นในธุรกิจจัดหางานก็ให้ความเห็นสอดคล้องกันว่า เหตุผลที่นายจ้างยินดีปรับสถานะแรงงานเป็นแรงงานกึ่งฝีมือ เพราะต้องการรักษาแรงงานฝีมือดีที่มีความเชี่ยวชาญไว้ และเพื่อเพิ่มโควตาในการจ้างงานแรงงานต่างชาติเพิ่มเติม แรงงานที่มีประสบการณ์สูงมักคุ้นเคยกับระบบงานและมีผลงานดี จึงถือเป็นทรัพยากรที่มีมูลค่าสูงซึ่งองค์กรควรรักษาไว้ ทำให้นายจ้างยินดีจ่ายค่าจ้างในอัตราที่สูงขึ้นระดับหนึ่ง

      แต่เมื่อพูดถึงเกณฑ์การขอถิ่นที่อยู่ถาวร ผู้ประกอบการบริษัทจัดหางานกล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า ในอดีตค่าจ้างขั้นต่ำยังอยู่ในระดับต่ำ เกณฑ์ค่าจ้างขั้นต่ำ 2 เท่าจึงยังพอเป็นไปได้ แต่เมื่อค่าจ้างขั้นต่ำปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง เกณฑ์เงินเดือน 2 เท่าก็ยิ่งขยับสูงตามจนนายจ้างไม่มีปัญญาจ่ายไหว และแทบไม่เคยได้ยินว่ามีนายจ้างในภาคการผลิตรายใดจ่ายค่าจ้างให้แรงงานต่างชาติสูงถึง 2 เท่าของค่าจ้างขั้นต่ำ ส่วนแรงงานกึ่งฝีมือในตำแหน่งผู้อนุบาลในครัวเรือนยิ่งเป็นไปไม่ได้เลย นอกจากนี้ สำหรับนายจ้างแล้วก็แทบไม่มีแรงจูงใจใด ๆ ที่จะสนับสนุนให้แรงงานได้รับสิทธิพำนักถาวร

เสียงเรียกร้องจากนักวิชาการและกระทรวงแรงงาน: ถึงเวลาปรับเกณฑ์ให้ยืดหยุ่น

      ดร. ซินปิ่งหลง รองศาสตราจารย์พิเศษ สถาบันบัณฑิตศึกษาการบริหารทรัพยากรมนุษย์ มหาวิทยาลัยแห่งชาติจงยัง (NCU) กล่าวว่า หลังจากเริ่มผลักดันโครงการแรงงานกึ่งฝีมือ ได้มีการทำวิจัยสอบถามแรงงานต่างชาติว่าต้องการตั้งรกรากในไต้หวันอย่างถาวรหรือไม่ ในช่วงนั้นแรงงานส่วนใหญ่เข้ามาทำงานภายใต้ระบบเก่าซึ่งไม่มีโอกาสได้รับสิทธิพำนักถาวร จึงไม่ได้วางแผนจะอยู่ถาวรตั้งแต่แรก แต่ผลสำรวจในอีก 1-2 ปีต่อมากลับพบว่า ความต้องการขอถิ่นที่อยู่ถาวรเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน เนื่องจากแรงงานเริ่มเห็นว่าการพำนักถาวรมีความเป็นไปได้จริง จึงเห็นว่ารัฐควรทบทวนและปรับเกณฑ์การยื่นขอให้เหมาะสมยิ่งขึ้น

      ผลการศึกษาจากสถาบันวิจัยแรงงาน กระทรวงแรงงาน ก็ชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า แม้เงื่อนไขรายได้ 2 เท่าของค่าจ้างขั้นต่ำจะเป็นช่องทางที่แรงงานกึ่งฝีมือมีโอกาสผ่านเกณฑ์ได้มากที่สุด แต่เมื่อค่าจ้างขั้นต่ำปรับสูงขึ้นต่อเนื่อง ก็ยิ่งทำให้การขอถิ่นที่อยู่ถาวรเป็นเรื่องยากขึ้นเรื่อย ๆ จึงมีข้อเสนอแนะให้รัฐบาลปรับเปลี่ยนเกณฑ์คุณสมบัติของชาวต่างชาติ จากเกณฑ์มาตรฐานเดี่ยวเป็นเกณฑ์หลายระดับ โดยกำหนดเงื่อนไขที่แตกต่างกันตามแต่ละอุตสาหกรรม เพื่อเพิ่มโอกาสให้แรงงานกึ่งฝีมือและนักศึกษาต่างชาติที่สำเร็จการศึกษาในไต้หวันสามารถตั้งถิ่นฐานและทำงานได้อย่างมั่นคงในระยะยาว

      เจ้าหน้าที่กระทรวงแรงงานเปิดเผยว่า ขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการหารือร่วมกับสภาบริหารและสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง กระทรวงมหาดไทย เพื่อพิจารณาปรับหลักเกณฑ์ให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น เปิดโอกาสให้แรงงานกึ่งฝีมือที่มีผลงานเป็นประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมไต้หวันและสามารถปรับตัวเข้ากับสังคมไต้หวันได้ มีโอกาสได้รับสิทธิพำนักถาวรและตั้งถิ่นฐานในไต้หวันได้อย่างแท้จริง

2. ผัวสุดแสบ! แอบอัดคลิปเมียอาบน้ำข้ามประเทศ ตำรวจไถหนานจับกุมหลังบินมาทำงานไต้หวันเอง

      สถานีตำรวจไถหนานเปิดเผยคดีอาชญากรรมข้ามชาติที่มีพล็อตเรื่องหักมุมยิ่งกว่าละคร หลังเจ้าหน้าที่เกือบต้องยุติการสอบสวนเพราะเข้าใจว่าไม่มีอำนาจดำเนินคดี แต่สุดท้ายผู้ต้องหาดันเดินทางเข้ามาให้จับถึงถิ่น!

      ผู้เสียหายเป็นแรงงานหญิงต่างชาติที่เดินทางมาทำงานในไต้หวันตามลำพัง โดยมักวิดีโอคอลพูดคุยกับสามีที่ยังอยู่ประเทศบ้านเกิดเพื่อคลายความคิดถึง ในการสนทนาครั้งหนึ่ง เธอขอตัวไปอาบน้ำโดยไม่ได้วางสายวิดีโอคอล โดยไม่ทราบว่าสามีได้แอบกดบันทึกหน้าจอเก็บภาพขณะอาบน้ำไว้ทั้งหมดโดยไม่ได้รับความยินยอม หลังจากนั้น สามีได้นำคลิปดังกล่าวมาใช้เป็นเครื่องมือกดดัน บีบให้ภรรยาต้องประพฤติตัวตามที่ต้องการระหว่างทำงานในไต้หวัน ฝ่ายภรรยาเกรงว่าภาพจะหลุดออกไป แต่เนื่องจากสามีอยู่ต่างประเทศ ซึ่งเกินขอบเขตที่กฎหมายไต้หวันจะเอื้อมถึงได้ในขณะนั้น เธอจึงเก็บความทุกข์และความหวาดกลัวไว้เพียงผู้เดียว ไม่ได้แจ้งความแต่อย่างใด

      สถานการณ์เปลี่ยนไปในเดือนมิถุนายน เมื่อภรรยาทราบว่าสามีสมัครเดินทางมาทำงานเป็นแรงงานต่างชาติในไต้หวันเช่นกัน เธอจึงตัดสินใจเข้าแจ้งความกับตำรวจทันที ในช่วงแรก เจ้าหน้าที่ยอมรับว่าคดีนี้มีความซับซ้อนทางกฎหมาย เนื่องจากการกระทำความผิดคือการบันทึกภาพ เกิดขึ้นในต่างประเทศ ซึ่งอาจทำให้ไต้หวันไม่มีเขตอำนาจศาลในการดำเนินคดี จึงต้องประสานงานหารือร่วมกับอัยการอย่างเร่งด่วน

      อย่างไรก็ดี สำนักงานอัยการไถหนานพิจารณาแล้วเห็นว่า ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 4 หากการกระทำความผิดหรือผลของการกระทำความผิดเกิดขึ้นในไต้หวันแม้เพียงส่วนใดส่วนหนึ่ง ก็ถือว่าอยู่ภายใต้การบังคับใช้กฎหมายอาญาของไต้หวัน แม้การบันทึกคลิปจะเกิดขึ้นในต่างประเทศ แต่ผลจากการละเมิดสิทธิความเป็นส่วนตัวของผู้เสียหายเกิดขึ้นในไต้หวัน จึงเข้าข่ายอยู่ในขอบเขตที่กฎหมายไต้หวันให้ความคุ้มครอง

      นอกจากนี้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 5 ยังกำหนดให้ศาลในพื้นที่เกิดเหตุหรือพื้นที่ที่จำเลยพำนักมีอำนาจพิจารณาคดีได้ เมื่อสามีเดินทางเข้ามาทำงานในไต้หวันแล้ว เขตอำนาจศาลจึงเกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์ จากการตีความข้อกฎหมายอย่างรอบด้านนี้ สำนักงานอัยการไถหนานได้ออกหมายจับ และตำรวจสามารถควบคุมตัวผู้ต้องหาได้เมื่อวันที่ 23 มิถุนายนที่ผ่านมา ก่อนส่งตัวให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีในข้อหาละเมิดความเป็นส่วนตัวและความลับของผู้อื่นตามกฎหมายต่อไป

      คดีนี้สะท้อนให้เห็นชัดว่า สถานะความเป็นสามีภรรยาไม่ใช่ใบอนุญาตให้ละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของอีกฝ่าย หลายคนเข้าใจผิดว่าเมื่อแต่งงานหรือคบหากันแล้ว ร่างกายและความเป็นส่วนตัวของคู่รักถือเป็นสิทธิ์ร่วมกัน แต่ในทางกฎหมายและหลักสิทธิมนุษยชนสากล ความเป็นส่วนตัวและสิทธิในร่างกายเป็นของบุคคลนั้นโดยเด็ดขาด การบันทึกภาพหรือคลิปส่วนตัวโดยไม่ได้รับความยินยอม ถือเป็นการละเมิดสิทธิอย่างรุนแรง ไม่ว่าจะอ้างเหตุผลว่าเป็นความรัก ความหึงหวง หรือความคะนองก็ตาม

      ผู้ต้องหาในคดีนี้คิดว่าการบันทึกคลิปขณะอยู่ต่างประเทศจะทำให้กฎหมายไต้หวันเอื้อมไม่ถึง แต่ในทางปฏิบัติ กฎหมายปัจจุบันได้พัฒนาให้ครอบคลุมและทันต่อบริบทเทคโนโลยีมากขึ้น โดยยึดหลักว่าผลกระทบเกิดขึ้นที่ใด กฎหมายของประเทศนั้นก็มีอำนาจคุ้มครองได้ แม้การกระทำจะเกิดขึ้นจากอีกฟากหนึ่งของโลก หากผู้เสียหายได้รับความอับอาย หวาดกลัว หรือเสียหายขณะอยู่ในประเทศใด กฎหมายของประเทศนั้นก็พร้อมเอาผิดผู้กระทำ

      ความสะใจชั่วครู่หรือความคิดที่จะเก็บคลิปไว้ข่มขู่ ต้องแลกมาด้วยโทษทางอาญาที่ร้ายแรง ผู้ต้องหารายนี้ถูกตั้งข้อหาละเมิดความเป็นส่วนตัวและความลับของผู้อื่น ซึ่งมีทั้งโทษจำคุกและโทษปรับ นอกจากต้องเสียอนาคตด้านการทำงานและชื่อเสียงแล้ว ความสัมพันธ์ในครอบครัวก็ต้องจบลงอย่างไม่มีทางย้อนกลับ

      คดีนี้จึงเป็นเครื่องเตือนใจว่า ไม่ว่าจะรักกันมากเพียงใด หรือมีสถานะผูกพันทางกฎหมายแบบใด คำว่า "ความยินยอม" คือเส้นแบ่งที่ไม่อาจล่วงละเมิดได้ การบันทึกภาพหรือวิดีโอในพื้นที่ส่วนตัวโดยอีกฝ่ายไม่รู้เห็น ไม่ใช่เรื่องโรแมนติกหรือเรื่องล้อเล่น แต่คืออาชญากรรมที่มีราคาต้องจ่ายแพงกว่าที่คิด

3. ทลายแก๊งเวียดนามปลอมบัตรถิ่นที่อยู่ ใช้ร้านหอยทอดบังหน้า ส่งขายแรงงานผิดกฎหมาย พบผู้ถือเอกสารปลอมแล้วอย่างน้อย 60 ราย

      นางฝ่าม หญิงชาวเวียดนามและนายเฉิน สามีใช้แผงหอยนางรมทอดในตลาดซงซานในกรุงไทเปเป็นสถานที่อำพรางการนัดส่งมอบเอกสารปลอมให้ลูกค้า อาศัยเครื่องพิมพ์สีและเครื่องเคลือบบัตรผลิตบัตรถิ่นที่อยู่ (ARC) ปลอมและใบรับรองผ่านการอบรมผู้อนุบาลปลอม จำหน่ายแก่แรงงานผิดกฎหมายชาติเดียวกันเป็นจำนวนมาก กระทั่งเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองไต้หวัน ประจำกรุงไทเป ตรวจยึดเอกสารปลอมจำนวนมาก ดำเนินการสืบสวนจนสามารถจับกุมคู่สามีภรรยาคู่นี้ได้สำเร็จ ล่าสุดศาลท้องถิ่นนครนิวไทเปพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดตามกฎหมายทะเบียนราษฎรและความผิดฐานปลอมแปลงเอกสาร จำคุกคนละ 6 เดือน

สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ประจำกรุงไทเป ตรวจยึดเอกสารปลอมจำนวนมาก (ภาพจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง)

      ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองกรุงไทเปเปิดเผยว่า เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปีที่แล้ว เจ้าหน้าที่ตรวจพบแรงงานต่างชาติที่หลบหนีนายจ้างหลายรายพกพาบัตร ARC ปลอมติดตัว จึงขยายผลสืบสวนต่อ จนพบว่านายบุ่ย แรงงานชายชาวเวียดนามมองเห็นว่า แรงงานผิดกฎหมายมีความต้องการเอกสารปลอมสูง จึงชักชวนนางฝ่ามและสามีร่วมกันตั้งเครือข่ายปลอมแปลงเอกสาร โดยทั้งสามคนตั้งโรงงานลับขึ้นภายในที่พักอาศัยย่านกรุงไทเป เพื่อปลอมเอกสารยืนยันตัวตนหลากหลายประเภท ขายให้แรงงานผิดกฎหมายนำไปใช้สมัครงาน

ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองกรุงไทเปทลายแก๊งเวียดนามปลอมบัตรถิ่นที่อยู่ ใช้ร้านหอยทอดบังหน้า ส่งขายแรงงานผิดกฎหมาย พบผู้ถือเอกสารปลอมแล้วอย่างน้อย 60 ราย  (ภาพจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง)

      โดยนางฝ่ามและสามี เริ่มจากการหาลูกค้าผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย เมื่อได้รับออร์เดอร์แล้วจึงใช้คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์การพิมพ์ผลิตเอกสารปลอม โดยตั้งราคาขายใบละ 5,000-10,000 เหรียญไต้หวัน ทั้งนี้ ฝ่ายสามีมีอาชีพขายหอยนางรมทอดอยู่ที่ตลาดซงซานเป็นทุนเดิม นางฝ่ามจึงอาศัยแผงขายของดังกล่าวเป็นจุดนัดพบส่งมอบเอกสารให้ลูกค้าโดยตรง เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจจับของเจ้าหน้าที่

ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองกรุงไทเปทลายแก๊งเวียดนามปลอมบัตรถิ่นที่อยู่ ใช้ร้านหอยทอดบังหน้า ส่งขายแรงงานผิดกฎหมาย พบผู้ถือเอกสารปลอมแล้วอย่างน้อย 60 ราย  (ภาพจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง)

      ทั้งนี้ พบว่าแรงงานผิดกฎหมายที่ถือเอกสารปลอมมักนำไปยื่นสมัครงานกับสถานดูแลผู้สูงอายุ ซึ่งนายจ้างส่วนใหญ่มักตรวจสอบเพียงผิวเผินแล้วก็เชื่อว่าเป็นเอกสารจริง หลังจากเจ้าหน้าที่รวบรวมพยานหลักฐานอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน จึงสามารถจับกุมนางฝ่าม นายเฉินผู้เป็นสามี และผู้ร่วมขบวนการรวมทั้งสิ้น 7 คน พร้อมตรวจยึดเอกสารปลอมจำนวนมาก จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า มีแรงงานผิดกฎหมายอย่างน้อย 60 รายที่ถือครองเอกสารปลอมจากกลุ่มนี้ และขบวนการดังกล่าวมีรายได้จากการกระทำผิดรวมกว่า 500,000 เหรียญไต้หวัน

ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองกรุงไทเปทลายแก๊งเวียดนามปลอมบัตรถิ่นที่อยู่ ใช้ร้านหอยทอดบังหน้า ส่งขายแรงงานผิดกฎหมาย พบผู้ถือเอกสารปลอมแล้วอย่างน้อย 60 ราย  (ภาพจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง)

      สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองไต้หวันย้ำเตือนว่า การปลอมแปลงหรือใช้เอกสารเท็จส่งผลกระทบร้ายแรงต่อความน่าเชื่อถือของเอกสารราชการของประเทศ นายจ้างที่ประสงค์จ้างแรงงานต่างชาติจะต้องยื่นขอใบอนุญาตจ้างงานตามกฎหมายอย่างถูกต้อง และตรวจสอบความแท้จริงของเอกสารอย่างรอบคอบ หากพบว่ามีการจ้างแรงงานต่างชาติที่ไม่ได้รับอนุญาตโดยผิดกฎหมาย จะมีโทษปรับตามกฎหมายการจ้างงาน สูงสุดถึง 750,000 เหรียญไต้หวัน ส่วนผู้ที่แสวงหาผลกำไรจากการเป็นนายหน้าจัดหางานผิดกฎหมาย อาจได้รับโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี กักขัง หรือปรับไม่เกิน 1,200,000 เหรียญไต้หวัน จึงขอเตือนอย่าได้คิดฝ่าฝืนกฎหมายโดยเด็ดขาด

為提供您更好的網站服務,本網站使用cookies。

若您繼續瀏覽網頁即表示您同意我們的cookies政策,進一步了解隱私權政策。 

我了解