1. ความฝันสู่ถิ่นที่อยู่ถาวรของแรงงานกึ่งฝีมือกว่า 5 หมื่นรายเผชิญด่านหิน ต้องมีเกณฑ์เงินเดือน 2 เท่าค่าจ้างขั้นต่ำ กระทรวงแรงงานเสนอปรับเกณฑ์ยืดหยุ่น
วิกฤตการขาดแคลนแรงงานกำลังกลายเป็นอุปสรรคสำคัญของภาคการผลิตแบบดั้งเดิม ภาคบริการ และภาคการดูแลระยะยาวของไต้หวัน โดยรัฐบาลประเมินว่าภายในปี 2573 ไต้หวันจะเผชิญภาวะขาดแคลนแรงงานสูงถึง 480,000 คน ขณะที่ปัจจุบันมีแรงงานต่างชาติทำงานอยู่ในไต้หวันมากกว่า 800,000 คนแล้ว

นายวีรพันธ์ เสนาะพิน แรงงานไทยจากนครปฐม ได้รับการยกระดับเป็นแรงงานกึ่งฝีมือ (ภาพจากศูนย์จัดหางานหูเหว่ย เมืองหยุนหลิน)
การดึงดูดแรงงานต่างชาติที่มีประสบการณ์และทักษะให้อยู่ทำงานระยะยาวจึงถูกมองว่าเป็นแนวทางสำคัญในการแก้ปัญหานี้ ไม่ต่างจากญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ที่เผชิญสถานการณ์คล้ายกันและต่างออกมาตรการด้านวีซ่าและสิทธิการพำนักเพื่อดึงดูดแรงงานกึ่งฝีมือเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม แม้โครงการ "รักษาและต่อยอดการจ้างงานแรงงานต่างชาติ" หรือโครงการแรงงานกึ่งฝีมือของไต้หวันจะได้รับความสนใจอย่างมาก แต่เกณฑ์เงินเดือนสำหรับการขอถิ่นที่อยู่ถาวรกลับกลายเป็นอุปสรรคสำคัญ เนื่องจากนายจ้างจำนวนมากเห็นตรงกันว่าไม่สามารถแบกรับค่าใช้จ่ายในระดับนั้นได้
นับตั้งแต่ไต้หวันเปิดรับแรงงานต่างชาติชุดแรกในปี พ.ศ. 2532 จนถึงปัจจุบัน ยอดจำนวนแรงงานต่างชาติที่ทำงานอยู่ในไต้หวันได้ทะลุเกิน 860,000 คนแล้ว แรงงานเหล่านี้มีบทบาทสำคัญทั้งในการเติมเต็มกำลังแรงงาน ช่วยดูแลผู้สูงอายุในครัวเรือน และเป็นกำลังหลักในสายการผลิตของภาคอุตสาหกรรม จนกลายเป็นกำลังแรงงานที่ขาดไม่ได้ของประเทศ

แรงงานกึ่งฝีมือชาวฟิลิปปินส์ที่โรงงานในจางฮั่ว
เพื่อรับมือกับวิกฤตอัตราการเกิดต่ำและโครงสร้างประชากรที่เข้าสู่สังคมสูงวัยขั้นสุดยอด ซึ่งยิ่งทำให้การขาดแคลนแรงงานทวีความรุนแรงขึ้น รัฐบาลไต้หวันจึงผลักดันโครงการยกระดับและรักษาแรงงานต่างชาติฝีมือดีให้สามารถอยู่ทำงานต่อไป หรือ โครงการแรงงานกึ่งฝีมือขึ้นในปี พ.ศ. 2565 ภายใต้โครงการนี้ หากแรงงานต่างชาติทำงานในไต้หวันครบ 6 ปี มีรายได้ถึงเกณฑ์ และมีคุณสมบัติด้านทักษะตามที่กำหนด นายจ้างสามารถยื่นขอเปลี่ยนสถานะเป็นแรงงานกึ่งฝีมือได้ โดยไม่ถูกจำกัดระยะเวลาทำงานอีกต่อไป
เกณฑ์เงินเดือนปัจจุบัน แบ่งตามภาคงานดังนี้
- ภาคอุตสาหกรรม: เงินเดือนอย่างน้อย 35,000 เหรียญไต้หวันต่อเดือน พร้อมคุณสมบัติอย่างใดอย่างหนึ่ง ได้แก่ ใบประกอบวิชาชีพ หนังสือรับรองการฝึกอบรม หรือผ่านการประเมินทักษะภาคปฏิบัติ
- ภาคสวัสดิการสังคม: เงินเดือนอย่างน้อย 26,000 เหรียญไต้หวัน พร้อมผ่านการอบรมเพิ่มเติมและมีหลักฐานแสดงความสามารถทางภาษา
ทั้งนี้ หากนายจ้างเพิ่มค่าจ้างอีก 2,000 เหรียญไต้หวัน คือ 37,000 เหรียญสำหรับภาคอุตสาหกรรม หรือ 28,000 เหรียญสำหรับแรงงานดูแลผู้ป่วยในครัวเรือน จะได้รับการยกเว้นเงื่อนไขด้านทักษะทั้งหมด ไม่ต้องแสดงหลักฐานทางทักษะใด ๆ
ตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา มีแรงงานต่างชาติได้รับอนุมัติยกระดับเป็นแรงงานกึ่งฝีมือแล้วกว่า 50,000 คน สูงกว่าเป้าหมายที่รัฐบาลตั้งไว้ตั้งแต่เริ่มโครงการเป็นอย่างมาก

เงินเดือนพื้นฐานของแรงงานกึ่งฝีมืออยู่ที่ 3.5 หมื่น แต่เกณฑ์พำนักถาวรพุ่งสูงถึง 6 หมื่น
แม้โครงการจะเปิดโอกาสให้แรงงานกึ่งฝีมืออยู่ทำงานระยะยาวและมีสิทธิยื่นขอถิ่นที่อยู่ถาวรได้ แต่ในความเป็นจริงกลับมีความเป็นไปได้น้อยมาก เนื่องจากกฎหมายคนเข้าเมืองของไต้หวันกำหนดเกณฑ์ไว้ค่อนข้างสูง โดยผู้ขอถิ่นที่อยู่ถาวรต้องมีคุณสมบัติดังนี้
- พำนักในไต้หวันอย่างถูกต้องตามกฎหมายต่อเนื่อง 5 ปี โดยแต่ละปีต้องพำนักอยู่ไม่น้อยกว่า 183 วัน
- มีรายได้ต่อเดือนไม่น้อยกว่า 2 เท่าของค่าจ้างขั้นต่ำ หรือต้องได้รับใบรับรองผ่านการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานระดับ B ของไต้หวันซึ่งเป็นเรื่องยากมากสำหรับแรงงานต่างชาติ
ก่อนหน้านี้ นายจั่วหรงไท่ นายกรัฐมนตรีไต้หวัน ได้แสดงท่าทีหลายครั้งว่าค่าจ้างขั้นต่ำในปีหน้ามีแนวโน้มจะทะลุ 30,000 เหรียญไต้หวัน ซึ่งเมื่อคำนวณตามเกณฑ์ 2 เท่าแล้ว หากแรงงานกึ่งฝีมือต้องการยื่นขอถิ่นที่อยู่ถาวรโดยไม่มีใบรับรองมาตรฐานฝีมือแรงงานระดับ B จะต้องมีรายได้มากกว่า 60,000 เหรียญไต้หวันต่อเดือน จึงจะมีสิทธิยื่นคำขอได้

แม้ขณะนี้ยังไม่มีแรงงานกึ่งฝีมือคนใดมีคุณสมบัติครบ 5 ปีตามที่กฎหมายกำหนด แต่เมื่อเทียบกับเกณฑ์การเปลี่ยนสถานะที่กำหนดเงินเดือนไว้เพียง 35,000–37,000 เหรียญไต้หวันสำหรับภาคอุตสาหกรรม และ 26,000–28,000 เหรียญไต้หวันสำหรับภาคสวัสดิการสังคม การจะเพิ่มรายได้ให้ถึงกว่า 60,000 เหรียญไต้หวันต่อเดือนภายในเวลาเพียง 5 ปี ถือเป็นเรื่องยากมากในทางปฏิบัติ และกลายเป็นอุปสรรคสำคัญที่ปิดกั้นโอกาสเข้าถึงสิทธิพำนักถาวร
มุมมองนายจ้าง: อยากรักษาคนเก่ง แต่จ่ายไม่ไหว
ผู้ประกอบธุรกิจจัดหางานระบุว่า ภายใต้ภาวะขาดแคลนแรงงาน นายจ้างส่วนใหญ่ยินดีช่วยแรงงานต่างชาติที่มีประสบการณ์เปลี่ยนสถานะเป็นแรงงานกึ่งฝีมือ หากมีคุณสมบัติครบถ้วน นายเจี่ยนเซิ่งหยวน กรรมการตรวจสอบของสมาพันธ์การจัดหางานแห่งไต้หวัน เปิดเผยว่านายจ้างเผชิญภาวะขาดแคลนแรงงานอย่างหนัก ขอเพียงแรงงานต่างชาติมีคุณสมบัติครบและสมัครใจ นายจ้างเกือบทั้งหมดก็ยินดีดำเนินการยกระดับสถานะให้

ผู้ประกอบการรายอื่นในธุรกิจจัดหางานก็ให้ความเห็นสอดคล้องกันว่า เหตุผลที่นายจ้างยินดีปรับสถานะแรงงานเป็นแรงงานกึ่งฝีมือ เพราะต้องการรักษาแรงงานฝีมือดีที่มีความเชี่ยวชาญไว้ และเพื่อเพิ่มโควตาในการจ้างงานแรงงานต่างชาติเพิ่มเติม แรงงานที่มีประสบการณ์สูงมักคุ้นเคยกับระบบงานและมีผลงานดี จึงถือเป็นทรัพยากรที่มีมูลค่าสูงซึ่งองค์กรควรรักษาไว้ ทำให้นายจ้างยินดีจ่ายค่าจ้างในอัตราที่สูงขึ้นระดับหนึ่ง
แต่เมื่อพูดถึงเกณฑ์การขอถิ่นที่อยู่ถาวร ผู้ประกอบการบริษัทจัดหางานกล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า ในอดีตค่าจ้างขั้นต่ำยังอยู่ในระดับต่ำ เกณฑ์ค่าจ้างขั้นต่ำ 2 เท่าจึงยังพอเป็นไปได้ แต่เมื่อค่าจ้างขั้นต่ำปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง เกณฑ์เงินเดือน 2 เท่าก็ยิ่งขยับสูงตามจนนายจ้างไม่มีปัญญาจ่ายไหว และแทบไม่เคยได้ยินว่ามีนายจ้างในภาคการผลิตรายใดจ่ายค่าจ้างให้แรงงานต่างชาติสูงถึง 2 เท่าของค่าจ้างขั้นต่ำ ส่วนแรงงานกึ่งฝีมือในตำแหน่งผู้อนุบาลในครัวเรือนยิ่งเป็นไปไม่ได้เลย นอกจากนี้ สำหรับนายจ้างแล้วก็แทบไม่มีแรงจูงใจใด ๆ ที่จะสนับสนุนให้แรงงานได้รับสิทธิพำนักถาวร
เสียงเรียกร้องจากนักวิชาการและกระทรวงแรงงาน: ถึงเวลาปรับเกณฑ์ให้ยืดหยุ่น

ดร. ซินปิ่งหลง รองศาสตราจารย์พิเศษ สถาบันบัณฑิตศึกษาการบริหารทรัพยากรมนุษย์ มหาวิทยาลัยแห่งชาติจงยัง (NCU) กล่าวว่า หลังจากเริ่มผลักดันโครงการแรงงานกึ่งฝีมือ ได้มีการทำวิจัยสอบถามแรงงานต่างชาติว่าต้องการตั้งรกรากในไต้หวันอย่างถาวรหรือไม่ ในช่วงนั้นแรงงานส่วนใหญ่เข้ามาทำงานภายใต้ระบบเก่าซึ่งไม่มีโอกาสได้รับสิทธิพำนักถาวร จึงไม่ได้วางแผนจะอยู่ถาวรตั้งแต่แรก แต่ผลสำรวจในอีก 1-2 ปีต่อมากลับพบว่า ความต้องการขอถิ่นที่อยู่ถาวรเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน เนื่องจากแรงงานเริ่มเห็นว่าการพำนักถาวรมีความเป็นไปได้จริง จึงเห็นว่ารัฐควรทบทวนและปรับเกณฑ์การยื่นขอให้เหมาะสมยิ่งขึ้น
ผลการศึกษาจากสถาบันวิจัยแรงงาน กระทรวงแรงงาน ก็ชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า แม้เงื่อนไขรายได้ 2 เท่าของค่าจ้างขั้นต่ำจะเป็นช่องทางที่แรงงานกึ่งฝีมือมีโอกาสผ่านเกณฑ์ได้มากที่สุด แต่เมื่อค่าจ้างขั้นต่ำปรับสูงขึ้นต่อเนื่อง ก็ยิ่งทำให้การขอถิ่นที่อยู่ถาวรเป็นเรื่องยากขึ้นเรื่อย ๆ จึงมีข้อเสนอแนะให้รัฐบาลปรับเปลี่ยนเกณฑ์คุณสมบัติของชาวต่างชาติ จากเกณฑ์มาตรฐานเดี่ยวเป็นเกณฑ์หลายระดับ โดยกำหนดเงื่อนไขที่แตกต่างกันตามแต่ละอุตสาหกรรม เพื่อเพิ่มโอกาสให้แรงงานกึ่งฝีมือและนักศึกษาต่างชาติที่สำเร็จการศึกษาในไต้หวันสามารถตั้งถิ่นฐานและทำงานได้อย่างมั่นคงในระยะยาว
เจ้าหน้าที่กระทรวงแรงงานเปิดเผยว่า ขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการหารือร่วมกับสภาบริหารและสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง กระทรวงมหาดไทย เพื่อพิจารณาปรับหลักเกณฑ์ให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น เปิดโอกาสให้แรงงานกึ่งฝีมือที่มีผลงานเป็นประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมไต้หวันและสามารถปรับตัวเข้ากับสังคมไต้หวันได้ มีโอกาสได้รับสิทธิพำนักถาวรและตั้งถิ่นฐานในไต้หวันได้อย่างแท้จริง
2. ผัวสุดแสบ! แอบอัดคลิปเมียอาบน้ำข้ามประเทศ ตำรวจไถหนานจับกุมหลังบินมาทำงานไต้หวันเอง
สถานีตำรวจไถหนานเปิดเผยคดีอาชญากรรมข้ามชาติที่มีพล็อตเรื่องหักมุมยิ่งกว่าละคร หลังเจ้าหน้าที่เกือบต้องยุติการสอบสวนเพราะเข้าใจว่าไม่มีอำนาจดำเนินคดี แต่สุดท้ายผู้ต้องหาดันเดินทางเข้ามาให้จับถึงถิ่น!
ผู้เสียหายเป็นแรงงานหญิงต่างชาติที่เดินทางมาทำงานในไต้หวันตามลำพัง โดยมักวิดีโอคอลพูดคุยกับสามีที่ยังอยู่ประเทศบ้านเกิดเพื่อคลายความคิดถึง ในการสนทนาครั้งหนึ่ง เธอขอตัวไปอาบน้ำโดยไม่ได้วางสายวิดีโอคอล โดยไม่ทราบว่าสามีได้แอบกดบันทึกหน้าจอเก็บภาพขณะอาบน้ำไว้ทั้งหมดโดยไม่ได้รับความยินยอม หลังจากนั้น สามีได้นำคลิปดังกล่าวมาใช้เป็นเครื่องมือกดดัน บีบให้ภรรยาต้องประพฤติตัวตามที่ต้องการระหว่างทำงานในไต้หวัน ฝ่ายภรรยาเกรงว่าภาพจะหลุดออกไป แต่เนื่องจากสามีอยู่ต่างประเทศ ซึ่งเกินขอบเขตที่กฎหมายไต้หวันจะเอื้อมถึงได้ในขณะนั้น เธอจึงเก็บความทุกข์และความหวาดกลัวไว้เพียงผู้เดียว ไม่ได้แจ้งความแต่อย่างใด

สถานการณ์เปลี่ยนไปในเดือนมิถุนายน เมื่อภรรยาทราบว่าสามีสมัครเดินทางมาทำงานเป็นแรงงานต่างชาติในไต้หวันเช่นกัน เธอจึงตัดสินใจเข้าแจ้งความกับตำรวจทันที ในช่วงแรก เจ้าหน้าที่ยอมรับว่าคดีนี้มีความซับซ้อนทางกฎหมาย เนื่องจากการกระทำความผิดคือการบันทึกภาพ เกิดขึ้นในต่างประเทศ ซึ่งอาจทำให้ไต้หวันไม่มีเขตอำนาจศาลในการดำเนินคดี จึงต้องประสานงานหารือร่วมกับอัยการอย่างเร่งด่วน
อย่างไรก็ดี สำนักงานอัยการไถหนานพิจารณาแล้วเห็นว่า ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 4 หากการกระทำความผิดหรือผลของการกระทำความผิดเกิดขึ้นในไต้หวันแม้เพียงส่วนใดส่วนหนึ่ง ก็ถือว่าอยู่ภายใต้การบังคับใช้กฎหมายอาญาของไต้หวัน แม้การบันทึกคลิปจะเกิดขึ้นในต่างประเทศ แต่ผลจากการละเมิดสิทธิความเป็นส่วนตัวของผู้เสียหายเกิดขึ้นในไต้หวัน จึงเข้าข่ายอยู่ในขอบเขตที่กฎหมายไต้หวันให้ความคุ้มครอง

นอกจากนี้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 5 ยังกำหนดให้ศาลในพื้นที่เกิดเหตุหรือพื้นที่ที่จำเลยพำนักมีอำนาจพิจารณาคดีได้ เมื่อสามีเดินทางเข้ามาทำงานในไต้หวันแล้ว เขตอำนาจศาลจึงเกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์ จากการตีความข้อกฎหมายอย่างรอบด้านนี้ สำนักงานอัยการไถหนานได้ออกหมายจับ และตำรวจสามารถควบคุมตัวผู้ต้องหาได้เมื่อวันที่ 23 มิถุนายนที่ผ่านมา ก่อนส่งตัวให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีในข้อหาละเมิดความเป็นส่วนตัวและความลับของผู้อื่นตามกฎหมายต่อไป
คดีนี้สะท้อนให้เห็นชัดว่า สถานะความเป็นสามีภรรยาไม่ใช่ใบอนุญาตให้ละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของอีกฝ่าย หลายคนเข้าใจผิดว่าเมื่อแต่งงานหรือคบหากันแล้ว ร่างกายและความเป็นส่วนตัวของคู่รักถือเป็นสิทธิ์ร่วมกัน แต่ในทางกฎหมายและหลักสิทธิมนุษยชนสากล ความเป็นส่วนตัวและสิทธิในร่างกายเป็นของบุคคลนั้นโดยเด็ดขาด การบันทึกภาพหรือคลิปส่วนตัวโดยไม่ได้รับความยินยอม ถือเป็นการละเมิดสิทธิอย่างรุนแรง ไม่ว่าจะอ้างเหตุผลว่าเป็นความรัก ความหึงหวง หรือความคะนองก็ตาม

ผู้ต้องหาในคดีนี้คิดว่าการบันทึกคลิปขณะอยู่ต่างประเทศจะทำให้กฎหมายไต้หวันเอื้อมไม่ถึง แต่ในทางปฏิบัติ กฎหมายปัจจุบันได้พัฒนาให้ครอบคลุมและทันต่อบริบทเทคโนโลยีมากขึ้น โดยยึดหลักว่าผลกระทบเกิดขึ้นที่ใด กฎหมายของประเทศนั้นก็มีอำนาจคุ้มครองได้ แม้การกระทำจะเกิดขึ้นจากอีกฟากหนึ่งของโลก หากผู้เสียหายได้รับความอับอาย หวาดกลัว หรือเสียหายขณะอยู่ในประเทศใด กฎหมายของประเทศนั้นก็พร้อมเอาผิดผู้กระทำ
ความสะใจชั่วครู่หรือความคิดที่จะเก็บคลิปไว้ข่มขู่ ต้องแลกมาด้วยโทษทางอาญาที่ร้ายแรง ผู้ต้องหารายนี้ถูกตั้งข้อหาละเมิดความเป็นส่วนตัวและความลับของผู้อื่น ซึ่งมีทั้งโทษจำคุกและโทษปรับ นอกจากต้องเสียอนาคตด้านการทำงานและชื่อเสียงแล้ว ความสัมพันธ์ในครอบครัวก็ต้องจบลงอย่างไม่มีทางย้อนกลับ
คดีนี้จึงเป็นเครื่องเตือนใจว่า ไม่ว่าจะรักกันมากเพียงใด หรือมีสถานะผูกพันทางกฎหมายแบบใด คำว่า "ความยินยอม" คือเส้นแบ่งที่ไม่อาจล่วงละเมิดได้ การบันทึกภาพหรือวิดีโอในพื้นที่ส่วนตัวโดยอีกฝ่ายไม่รู้เห็น ไม่ใช่เรื่องโรแมนติกหรือเรื่องล้อเล่น แต่คืออาชญากรรมที่มีราคาต้องจ่ายแพงกว่าที่คิด
3. ทลายแก๊งเวียดนามปลอมบัตรถิ่นที่อยู่ ใช้ร้านหอยทอดบังหน้า ส่งขายแรงงานผิดกฎหมาย พบผู้ถือเอกสารปลอมแล้วอย่างน้อย 60 ราย
นางฝ่าม หญิงชาวเวียดนามและนายเฉิน สามีใช้แผงหอยนางรมทอดในตลาดซงซานในกรุงไทเปเป็นสถานที่อำพรางการนัดส่งมอบเอกสารปลอมให้ลูกค้า อาศัยเครื่องพิมพ์สีและเครื่องเคลือบบัตรผลิตบัตรถิ่นที่อยู่ (ARC) ปลอมและใบรับรองผ่านการอบรมผู้อนุบาลปลอม จำหน่ายแก่แรงงานผิดกฎหมายชาติเดียวกันเป็นจำนวนมาก กระทั่งเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองไต้หวัน ประจำกรุงไทเป ตรวจยึดเอกสารปลอมจำนวนมาก ดำเนินการสืบสวนจนสามารถจับกุมคู่สามีภรรยาคู่นี้ได้สำเร็จ ล่าสุดศาลท้องถิ่นนครนิวไทเปพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดตามกฎหมายทะเบียนราษฎรและความผิดฐานปลอมแปลงเอกสาร จำคุกคนละ 6 เดือน

สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ประจำกรุงไทเป ตรวจยึดเอกสารปลอมจำนวนมาก (ภาพจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง)
ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองกรุงไทเปเปิดเผยว่า เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปีที่แล้ว เจ้าหน้าที่ตรวจพบแรงงานต่างชาติที่หลบหนีนายจ้างหลายรายพกพาบัตร ARC ปลอมติดตัว จึงขยายผลสืบสวนต่อ จนพบว่านายบุ่ย แรงงานชายชาวเวียดนามมองเห็นว่า แรงงานผิดกฎหมายมีความต้องการเอกสารปลอมสูง จึงชักชวนนางฝ่ามและสามีร่วมกันตั้งเครือข่ายปลอมแปลงเอกสาร โดยทั้งสามคนตั้งโรงงานลับขึ้นภายในที่พักอาศัยย่านกรุงไทเป เพื่อปลอมเอกสารยืนยันตัวตนหลากหลายประเภท ขายให้แรงงานผิดกฎหมายนำไปใช้สมัครงาน

ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองกรุงไทเปทลายแก๊งเวียดนามปลอมบัตรถิ่นที่อยู่ ใช้ร้านหอยทอดบังหน้า ส่งขายแรงงานผิดกฎหมาย พบผู้ถือเอกสารปลอมแล้วอย่างน้อย 60 ราย (ภาพจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง)
โดยนางฝ่ามและสามี เริ่มจากการหาลูกค้าผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย เมื่อได้รับออร์เดอร์แล้วจึงใช้คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์การพิมพ์ผลิตเอกสารปลอม โดยตั้งราคาขายใบละ 5,000-10,000 เหรียญไต้หวัน ทั้งนี้ ฝ่ายสามีมีอาชีพขายหอยนางรมทอดอยู่ที่ตลาดซงซานเป็นทุนเดิม นางฝ่ามจึงอาศัยแผงขายของดังกล่าวเป็นจุดนัดพบส่งมอบเอกสารให้ลูกค้าโดยตรง เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจจับของเจ้าหน้าที่

ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองกรุงไทเปทลายแก๊งเวียดนามปลอมบัตรถิ่นที่อยู่ ใช้ร้านหอยทอดบังหน้า ส่งขายแรงงานผิดกฎหมาย พบผู้ถือเอกสารปลอมแล้วอย่างน้อย 60 ราย (ภาพจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง)
ทั้งนี้ พบว่าแรงงานผิดกฎหมายที่ถือเอกสารปลอมมักนำไปยื่นสมัครงานกับสถานดูแลผู้สูงอายุ ซึ่งนายจ้างส่วนใหญ่มักตรวจสอบเพียงผิวเผินแล้วก็เชื่อว่าเป็นเอกสารจริง หลังจากเจ้าหน้าที่รวบรวมพยานหลักฐานอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน จึงสามารถจับกุมนางฝ่าม นายเฉินผู้เป็นสามี และผู้ร่วมขบวนการรวมทั้งสิ้น 7 คน พร้อมตรวจยึดเอกสารปลอมจำนวนมาก จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า มีแรงงานผิดกฎหมายอย่างน้อย 60 รายที่ถือครองเอกสารปลอมจากกลุ่มนี้ และขบวนการดังกล่าวมีรายได้จากการกระทำผิดรวมกว่า 500,000 เหรียญไต้หวัน

ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองกรุงไทเปทลายแก๊งเวียดนามปลอมบัตรถิ่นที่อยู่ ใช้ร้านหอยทอดบังหน้า ส่งขายแรงงานผิดกฎหมาย พบผู้ถือเอกสารปลอมแล้วอย่างน้อย 60 ราย (ภาพจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง)
สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองไต้หวันย้ำเตือนว่า การปลอมแปลงหรือใช้เอกสารเท็จส่งผลกระทบร้ายแรงต่อความน่าเชื่อถือของเอกสารราชการของประเทศ นายจ้างที่ประสงค์จ้างแรงงานต่างชาติจะต้องยื่นขอใบอนุญาตจ้างงานตามกฎหมายอย่างถูกต้อง และตรวจสอบความแท้จริงของเอกสารอย่างรอบคอบ หากพบว่ามีการจ้างแรงงานต่างชาติที่ไม่ได้รับอนุญาตโดยผิดกฎหมาย จะมีโทษปรับตามกฎหมายการจ้างงาน สูงสุดถึง 750,000 เหรียญไต้หวัน ส่วนผู้ที่แสวงหาผลกำไรจากการเป็นนายหน้าจัดหางานผิดกฎหมาย อาจได้รับโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี กักขัง หรือปรับไม่เกิน 1,200,000 เหรียญไต้หวัน จึงขอเตือนอย่าได้คิดฝ่าฝืนกฎหมายโดยเด็ดขาด