มิติใหม่ไต้หวันสัปดาห์นี้ยังอยู่กันที่ประเด็นระบบประกันภัยพืชผลทางการเกษตรของไต้หวันที่แม้จะเริ่มใช้งานมาเป็นเวลา 10 ปีแล้ว แต่จำนวนการทำประกันของเกษตรกรก็ยังไปไม่ถึงเป้าหมาย ยิ่งเจอกับภัยธรรมชาติและสภาพภูมิอากาศแบบสุดขั้วที่รุนแรงขึ้นทุกปี ก็ยิ่งทำให้ระบบประกันภัพืชผลทางการเกษตรของไต้หวันเผชิญโจทย์ที่ยากขึ้น (ตอนที่ 2)
แม้ไต้หวันจะผลักดันระบบประกันภัยการเกษตรมานานและมีการอุดหนุนค่าเบี้ยประกันจากภาครัฐ แต่การพัฒนากรมธรรม์และการเพิ่มอัตราการเข้าร่วมของเกษตรกรยังเผชิญอุปสรรคหลายด้าน โดยการพัฒนากรมธรรม์จะให้ความสำคัญกับพืชที่มีพื้นที่เพาะปลูกมาก มูลค่าทางเศรษฐกิจสูง และมีข้อมูลสถิติย้อนหลังเพียงพอ เพื่อใช้ประเมินความเสี่ยงและคำนวณเบี้ยประกันอย่างแม่นยำ ทั้งนี้ ขั้นตอนการอนุมัติยังต้องผ่านทั้งกระทรวงเกษตรและคณะกรรมการกำกับดูแลทางการเงิน ทำให้ใช้เวลานานกว่าประกันภัยทั่วไป

กรมการเงินเพื่อการเกษตรไต้หวัน ระบุว่า ปัญหาสำคัญที่สุดคือการขาดข้อมูล ทั้งข้อมูลผลกระทบของภัยพิบัติต่อพืชแต่ละชนิด และข้อมูลผลผลิตหรือรายได้ของเกษตรกรรายบุคคล ส่งผลให้การออกแบบกรมธรรม์และการชดเชยตามความเสียหายจริงทำได้ยาก ตัวอย่างเช่น แผนพัฒนาประกันภัยไร่ชา ซึ่งยังไม่สามารถกำหนดเกณฑ์การจ่ายค่าสินไหมได้ เนื่องจากข้อมูลอุณหภูมิไม่สะท้อนสภาพพื้นที่เพาะปลูกที่มีความแตกต่างด้านระดับความสูง
ผู้เชี่ยวชาญเสนอว่า ไต้หวันควรพัฒนาระบบจัดเก็บข้อมูลผลผลิตจริงของเกษตรกร เพื่อยกระดับการออกแบบกรมธรรม์ในอนาคต ขณะที่การพัฒนาประกันภัยยังต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างภาครัฐและบริษัทประกันเอกชน ซึ่งต้องคำนึงถึงต้นทุนและความเสี่ยงทางธุรกิจ ทำให้บริษัทส่วนใหญ่เลือกพัฒนากรมธรรม์แบบอิงพารามิเตอร์ทางอุตุนิยมวิทยา เนื่องจากบริหารจัดการง่ายและจ่ายค่าสินไหมได้รวดเร็วกว่า

แม้ปี ค.ศ. 2025 อัตราความครอบคลุมของประกันภัยการเกษตรโดยรวมจะอยู่ที่ 54% แต่หากไม่นับรวมข้าวซึ่งเป็นพืชที่รัฐกำหนดให้เข้าร่วมประกัน พืชส่วนใหญ่ยังมีอัตราการทำประกันต่ำ เช่น ส้มโอมีผู้ทำประกันเพียง 5.5% ลิ้นจี่ 0.2% และประกันผลผลิตสับปะรดทั่วประเทศมีผู้เข้าร่วมเพียง 2 ราย ขณะที่ข้าวฟ่างและน้อยหน่ามีอัตราการทำประกันสูง เนื่องจากได้รับแรงหนุนจากนโยบายภาครัฐและผลกระทบด้านตลาด
แม้รัฐบาลกลางและท้องถิ่นจะร่วมอุดหนุนค่าเบี้ยประกันสูงสุดถึง 90% แต่ความต้องการทำประกันของเกษตรกรยังเพิ่มขึ้นอย่างจำกัด โดยมีสาเหตุหลักจากความเคยชินกับการรอรับเงินเยียวยาหลังเกิดภัยพิบัติ บทบาทของสหกรณ์การเกษตรท้องถิ่นที่มีผลต่อการจำหน่ายกรมธรรม์ และการออกแบบประกันภัยที่ยังไม่สอดคล้องกับความต้องการของเกษตรกร จนทำให้บางกรมธรรม์ไม่มีผู้ซื้อเป็นเวลาหลายปี