Skip to the main content block
::: หน้าแรก| แผนผังเว็บไซต์| Podcasts|
|
Language

Formosa Dream Chasers - Programs - RTI Radio Taiwan International-logo

รายการ
| รายการล่าสุด
เลือกรายการ
ผู้จัดรายการ ตารางรายการ
ประเด็น (ข่าว) ยอดนิยม
繁體中文 简体中文 English Français Deutsch Indonesian 日本語 한국어 Русский Español ภาษาไทย Tiếng Việt Tagalog Bahasa Melayu Українська แผนผังเว็บไซต์

ชีพจรเศรษฐกิจ ประจำวันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

ชีพจรเศรษฐกิจ 13 กรกฎาคม 2569
ชีพจรเศรษฐกิจ 13 กรกฎาคม 2569

อินเวสโกเผยผลวิจัย กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติทั่วโลกปรับพอร์ตครั้งใหญ่ เน้น "ความยืดหยุ่น" รับมือความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ 

     รายงาน Global Sovereign Asset Management Study ของอินเวสโก (Invesco) ซึ่งจัดทำต่อเนื่องเป็นปีที่ 14 ระบุว่า สถาบันการลงทุนของภาครัฐที่บริหารสินทรัพย์รวมประมาณ 29 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ กำลังทบทวนการจัดสรรสินทรัพย์ (Asset Allocation) ครั้งใหญ่ เพื่อรับมือกับสภาพแวดล้อมการลงทุนที่มีความซับซ้อนมากขึ้น ผลการศึกษาพบว่า ธนาคารกลางและกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ (Sovereign Wealth Fund) หลายแห่ง กำลังปรับแนวคิดการลงทุนครั้งสำคัญ โดยให้ความสำคัญกับการสร้าง ความยืดหยุ่นของพอร์ตการลงทุน (Portfolio Resilience) ควบคู่ไปกับการสร้างผลตอบแทนและการกระจายความเสี่ยง

    อินเวสโกสำรวจความคิดเห็นจากสถาบันการเงินภาครัฐทั้งหมด 144 แห่ง ประกอบด้วยกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ 90 แห่ง และธนาคารกลาง 54 แห่ง ซึ่งผลสำรวจสะท้อนว่า ภายใต้สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ที่ตึงเครียดมากขึ้น แนวคิดและกลยุทธ์การลงทุนของสถาบันเหล่านี้กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงด้านพลังงาน เส้นทางการค้า และห่วงโซ่อุปทานโลก ทำให้ผู้ลงทุนภาครัฐต้องกลับมาทบทวนการจัดสรรสินทรัพย์ โดยให้ความสำคัญกับการสร้างความยืดหยุ่นและการกระจายการลงทุนมากกว่าเดิม

     ในรายงานยังระบุว่า ในอดีตความยืดหยุ่นของพอร์ตการลงทุนเป็นเพียงผลลัพธ์จากการกระจายความเสี่ยง ได้กลายเป็นเป้าหมายหลักของการบริหารพอร์ตในปัจจุบัน ผลสำรวจพบว่า 71% ของธนาคารกลาง และ 54% ของกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ เห็นว่า การสร้างพอร์ตที่มีความยืดหยุ่น มีความสำคัญไม่ต่างจากการสร้างผลตอบแทน

     เมื่อความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ทวีความรุนแรงขึ้น และความสัมพันธ์ของสินทรัพย์แต่ละประเภทเปลี่ยนแปลงไป กรอบการลงทุนแบบดั้งเดิมจึงเริ่มถูกท้าทาย ส่งผลให้สถาบันการลงทุนของภาครัฐทยอยปรับโครงสร้างพอร์ต เพื่อเพิ่มศักยภาพในการรับมือกับสถานการณ์ตลาดที่หลากหลาย เม็ดเงินลงทุนยังคงไหลเข้าสู่สินทรัพย์ที่สามารถสร้างทั้งความยืดหยุ่นและผลตอบแทนในระยะยาว โดย 80% ของสถาบันการลงทุนภาครัฐ มองว่า ความมั่นคงด้านพลังงาน และโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transition Infrastructure) เป็นธีมการลงทุนด้านความยืดหยุ่นที่ได้รับการยอมรับมากที่สุด

     นอกจากนี้ การเติบโตอย่างรวดเร็วของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ยังช่วยผลักดันความต้องการใช้ไฟฟ้าและการลงทุนในศูนย์ข้อมูล (Data Center) เพิ่มขึ้นอย่างมาก ส่งผลให้แนวโน้มการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานแข็งแกร่งยิ่งขึ้น 

     คุณเฉิน เจียเฟย (陳嘉妃) หัวหน้าฝ่ายธุรกิจลูกค้าสถาบัน ประจำภูมิภาคจีนแผ่นดินใหญ่ ฮ่องกง ไต้หวัน และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ของอินเวสโก กล่าวว่า "ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เกิดขึ้นในปี 2026 เป็นเพียงตัวอย่างล่าสุดของเหตุการณ์ภายนอกหลายครั้งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ที่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อตลาดการเงินทั่วโลก" เธอกล่าวว่า สถาบันการลงทุนของภาครัฐจำเป็นต้องประเมินผลกระทบของปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจมีต่อพอร์ตการลงทุนอย่างรอบด้าน ส่งผลให้การสร้างความยืดหยุ่นของพอร์ต การวางแผนตามสถานการณ์ (Scenario Planning) และการใช้แบบจำลองบริหารความเสี่ยง กลายเป็นองค์ประกอบสำคัญที่สุดในการตัดสินใจลงทุน คุณเฉิน เจียเฟย ยังระบุว่า แม้เศรษฐกิจโลกยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน แต่สินทรัพย์ส่วนใหญ่ทั่วโลกในช่วงปี 2025–2026 ยังคงให้ผลตอบแทนที่ค่อนข้างแข็งแกร่ง เธอเห็นว่า แม้การบริหารความเสี่ยงจะมีความสำคัญ แต่การจัดสรรสินทรัพย์อย่างหลากหลายและมีกลยุทธ์ ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้นักลงทุนสามารถบรรลุเป้าหมายด้านผลตอบแทนได้ในระยะยาว

    ปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังกลายเป็นประเด็นสำคัญที่สถาบันการลงทุนของภาครัฐทั่วโลกให้ความสนใจมากขึ้น ผลสำรวจพบว่า 77% ของผู้ตอบแบบสอบถาม มองว่า AI เป็นเทคโนโลยีพลิกโฉม (Disruptive Technology) ที่จะส่งผลอย่างมีนัยสำคัญต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลกในช่วงหลายทศวรรษข้างหน้า อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนความเชื่อมั่นดังกล่าวให้กลายเป็นการจัดสรรสินทรัพย์ในพอร์ตการลงทุนจริง ยังเผชิญกับความท้าทายหลายด้าน

    โอกาสการลงทุนด้าน AI ได้ขยายตัวจากธุรกิจซอฟต์แวร์ไปสู่โครงสร้างพื้นฐานด้านกายภาพ ระบบพลังงาน และอุตสาหกรรมที่ช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ อย่างไรก็ตาม 52% ของกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ ระบุว่า ความเสี่ยงสำคัญของการลงทุนใน AI คือการกระจุกตัวของตลาด (Market Concentration) เนื่องจากการลงทุนในธุรกิจ AI มักหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะกระจุกตัวอยู่ในบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่เพียงไม่กี่แห่ง ผลสำรวจยังพบว่า 75% ของผู้ตอบแบบสอบถาม มองว่าสหรัฐอเมริกายังคงเป็นผู้นำด้านการพัฒนาและการประยุกต์ใช้ AI ขณะที่ 16% เห็นว่าจีนแผ่นดินใหญ่เป็นประเทศที่มีศักยภาพรองลงมา

     อย่างไรก็ตาม สถาบันการลงทุนบางแห่งมองว่า ความเป็นผู้นำของสหรัฐฯ อาจไม่สามารถรักษาไว้ได้ในระยะยาว โดยให้เหตุผลว่าจีนยังคงเดินหน้าผลักดันยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมระยะยาว พร้อมมีบุคลากรด้าน AI จำนวนมากรองรับการเติบโต อีกทั้งยังเร่งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI โดยให้ความสำคัญกับการใช้งานในวงกว้าง ต้นทุนต่ำ และประสิทธิภาพสูง ซึ่งถูกมองว่ามีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ไม่แพ้การพัฒนาโมเดล AI ที่ล้ำสมัยที่สุด

     คุณเฉิน เจียเฟย ยังได้กล่าวอีกว่า "ปัจจุบันตลาดเริ่มมีมุมมองร่วมกันอยู่ 2 ประการ ได้แก่ AI จะเป็นเทคโนโลยีหลักที่ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ และสหรัฐฯ กับจีนจะยังคงเป็นผู้นำการพัฒนาเทคโนโลยี AI ต่อไป" เธอกล่าวว่า เมื่ออุตสาหกรรม AI เติบโตมากขึ้น บริษัทชั้นนำในระบบนิเวศ AI จะเผชิญแรงกดดันเพิ่มขึ้น เนื่องจากนักลงทุนคาดหวังให้ธุรกิจสามารถสร้างรายได้ที่มั่นคง เพื่อรองรับการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานและการวิจัยพัฒนาโมเดล AI ขั้นสูง ดังนั้น ในอนาคต ประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจ (Economic Efficiency) จะกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการประเมินการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับ AI

     นอกจากการลงทุนแล้ว สถาบันการลงทุนของภาครัฐยังเร่งนำ AI มาใช้ภายในองค์กรอย่างต่อเนื่อง ผลสำรวจพบว่า 69% ของสถาบันการลงทุนภาครัฐ ได้นำ AI มาใช้ในกระบวนการลงทุนแล้ว เพิ่มขึ้นจาก 33% ในปี 2024 ปัจจุบัน AI ถูกนำมาใช้เป็นหลักในการวิเคราะห์ข้อมูล การวิจัย และการรวบรวมข้อมูล รวมถึงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน สนับสนุนการสร้างแนวคิดการลงทุนใหม่ ๆ และช่วยประกอบการตัดสินใจลงทุนมากขึ้นเรื่อย ๆ

    ท่ามกลางความไม่แน่นอนที่เพิ่มสูงขึ้น การลงทุนระยะยาวมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่การนำไปปฏิบัติจริงกลับทำได้ยากกว่าเดิม ผลสำรวจพบว่า 39% ของกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติระบุว่า ระยะเวลาการถือครองสินทรัพย์จริงสั้นกว่าที่วางแผนไว้

     รายงานระบุว่า ความสามารถในการสร้างผลตอบแทนส่วนเพิ่ม (Illiquidity Premium) จากสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องต่ำ รวมถึงผลตอบแทนในระยะยาว ขึ้นอยู่กับว่านักลงทุนสถาบันจะสามารถถือครองสินทรัพย์ได้อย่างต่อเนื่องเพียงใด อย่างไรก็ตาม ภายใต้ภาวะตลาดที่ผันผวนมากขึ้น การรักษากลยุทธ์การลงทุนระยะยาวไว้ถือเป็นความท้าทาย

     ขณะเดียวกัน เม็ดเงินลงทุนเริ่มทยอยลดสัดส่วนการลงทุนในหุ้นจดทะเบียนที่มีการกระจุกตัวสูง เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพตลาดในปัจจุบัน โดย 65% ของกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ มองว่า ตลาดการลงทุนภาคเอกชน (Private Market) เป็นแหล่งสร้างผลตอบแทนที่สำคัญ ด้านการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จาก 4.9% ของสินทรัพย์ทั้งหมดในปี 2022 เป็น 9.0% ในปี 2026 นับเป็นสินทรัพย์ทางเลือกที่เติบโตเร็วที่สุดในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา

     การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานในแต่ละภูมิภาคส่วนใหญ่มุ่งเน้นไปที่การลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน พลังงานหมุนเวียน โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และศูนย์ข้อมูล (Data Center) ซึ่งถูกมองว่าเป็นปัจจัยสำคัญในการยกระดับผลิตภาพและขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว

     ความต้องการด้านความยืดหยุ่น สภาพคล่อง และประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกรรมของนักลงทุนสถาบัน ยังคงเป็นแรงผลักดันให้มูลค่าสินทรัพย์ของกองทุน ETF ทั่วโลกเติบโตอย่างต่อเนื่อง แม้ที่ผ่านมา ธนาคารกลางและกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติจะไม่ใช่กลุ่มหลักที่ขับเคลื่อนการเติบโตของตลาด ETF เนื่องจากนิยมลงทุนโดยตรงหรือใช้กลยุทธ์การลงทุนที่ออกแบบเฉพาะมากกว่า แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การนำ ETF มาใช้เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน โดยปัจจุบัน 39% ของสถาบันที่สำรวจ มีการลงทุนผ่าน ETF แล้ว

    เมื่อพิจารณาตามประเภทของสถาบัน พบว่ามีความแตกต่างอย่างชัดเจน โดยกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติประเภทลงทุนมีอัตราการใช้ ETF สูงที่สุดที่ 58% รองลงมาคือกองทุนประเภทบริหารหนี้ 53% ธนาคารกลาง 31% และกองทุนเพื่อการพัฒนา 24% สะท้อนว่ากองทุนเพื่อการพัฒนายังคงเน้นการลงทุนโดยตรง การจัดสรรสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์ และการบริหารแบบเชิงรุก (Active Management) มากกว่า ปัจจุบัน Passive ETF ยังคงเป็นเครื่องมือหลักที่ธนาคารกลางและกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติเลือกใช้ ขณะที่ Thematic ETF มีสัดส่วนการลงทุนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    สำหรับธนาคารกลาง ETF ที่อ้างอิงสินค้าโภคภัณฑ์มีบทบาทเฉพาะด้าน โดยเฉพาะการลงทุนในทองคำ ซึ่งช่วยให้สามารถเพิ่มสัดส่วนการถือครองทองคำได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่จำเป็นต้องถือครองทองคำแท่งจริง ส่วน Active ETF ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการนำมาใช้ โดยมีเพียง 7% ของกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ ที่ลงทุนแล้ว ขณะที่อีก 26% อยู่ระหว่างการพิจารณานำเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของพอร์ตการลงทุน

    ภายใต้แรงกดดันจากเงินเฟ้อ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และสภาพแวดล้อมของตลาดที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง การบริหารเงินทุนสำรองระหว่างประเทศของธนาคารกลางทั่วโลกกำลังเข้าสู่ช่วงของการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง ธนาคารกลางหลายแห่งเริ่มกระจายการลงทุนไปยังสินทรัพย์ที่นอกเหนือจากตราสารหนี้แบบดั้งเดิม โดยหุ้น หุ้นกู้ภาคเอกชน และพันธบัตรที่เชื่อมโยงกับอัตราเงินเฟ้อ (Inflation-linked Bonds) ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกัน ความกังวลต่อสถานะของเงินดอลลาร์สหรัฐในฐานะสกุลเงินสำรองของโลกยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดย 61% ของธนาคารกลาง มองว่า ระดับหนี้สาธารณะของสหรัฐฯ กำลังบั่นทอนสถานะของเงินดอลลาร์ในระยะยาว เพิ่มขึ้นจาก 20% ในปี 2024

    แม้แนวโน้มการลดสัดส่วนการถือครองเงินดอลลาร์จะเริ่มชัดเจนขึ้น แต่การปรับพอร์ตยังเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป เนื่องจากยังไม่มีสกุลเงินหรือสินทรัพย์ทางเลือกที่มีขนาดตลาดและความน่าเชื่อถือเพียงพอที่จะเข้ามาทดแทนได้อย่างสมบูรณ์

    ในบริบทดังกล่าว ทองคำจึงกลายเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ที่ได้รับอานิสงส์จากการกระจายความเสี่ยง และยังคงเป็นสินทรัพย์หลักในการบริหารเงินทุนสำรองของธนาคารกลาง โดยมากกว่าหนึ่งในสามของธนาคารกลางทั่วโลก คาดว่าจะเพิ่มสัดส่วนการถือครองทองคำภายในช่วง 3 ปีข้างหน้า



(ที่มา: CNA)

為提供您更好的網站服務,本網站使用cookies。

若您繼續瀏覽網頁即表示您同意我們的cookies政策,進一步了解隱私權政策。 

我了解