รายงาน Global Sovereign Asset Management Study ของอินเวสโก (Invesco) ซึ่งจัดทำต่อเนื่องเป็นปีที่ 14 ระบุว่า สถาบันการลงทุนของภาครัฐที่บริหารสินทรัพย์รวมประมาณ 29 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ กำลังทบทวนการจัดสรรสินทรัพย์ (Asset Allocation) ครั้งใหญ่ เพื่อรับมือกับสภาพแวดล้อมการลงทุนที่มีความซับซ้อนมากขึ้น ผลการศึกษาพบว่า ธนาคารกลางและกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ (Sovereign Wealth Fund) หลายแห่ง กำลังปรับแนวคิดการลงทุนครั้งสำคัญ โดยให้ความสำคัญกับการสร้าง ความยืดหยุ่นของพอร์ตการลงทุน (Portfolio Resilience) ควบคู่ไปกับการสร้างผลตอบแทนและการกระจายความเสี่ยง
อินเวสโกสำรวจความคิดเห็นจากสถาบันการเงินภาครัฐทั้งหมด 144 แห่ง ประกอบด้วยกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ 90 แห่ง และธนาคารกลาง 54 แห่ง ซึ่งผลสำรวจสะท้อนว่า ภายใต้สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ที่ตึงเครียดมากขึ้น แนวคิดและกลยุทธ์การลงทุนของสถาบันเหล่านี้กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงด้านพลังงาน เส้นทางการค้า และห่วงโซ่อุปทานโลก ทำให้ผู้ลงทุนภาครัฐต้องกลับมาทบทวนการจัดสรรสินทรัพย์ โดยให้ความสำคัญกับการสร้างความยืดหยุ่นและการกระจายการลงทุนมากกว่าเดิม
ในรายงานยังระบุว่า ในอดีตความยืดหยุ่นของพอร์ตการลงทุนเป็นเพียงผลลัพธ์จากการกระจายความเสี่ยง ได้กลายเป็นเป้าหมายหลักของการบริหารพอร์ตในปัจจุบัน ผลสำรวจพบว่า 71% ของธนาคารกลาง และ 54% ของกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ เห็นว่า การสร้างพอร์ตที่มีความยืดหยุ่น มีความสำคัญไม่ต่างจากการสร้างผลตอบแทน
เมื่อความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ทวีความรุนแรงขึ้น และความสัมพันธ์ของสินทรัพย์แต่ละประเภทเปลี่ยนแปลงไป กรอบการลงทุนแบบดั้งเดิมจึงเริ่มถูกท้าทาย ส่งผลให้สถาบันการลงทุนของภาครัฐทยอยปรับโครงสร้างพอร์ต เพื่อเพิ่มศักยภาพในการรับมือกับสถานการณ์ตลาดที่หลากหลาย เม็ดเงินลงทุนยังคงไหลเข้าสู่สินทรัพย์ที่สามารถสร้างทั้งความยืดหยุ่นและผลตอบแทนในระยะยาว โดย 80% ของสถาบันการลงทุนภาครัฐ มองว่า ความมั่นคงด้านพลังงาน และโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transition Infrastructure) เป็นธีมการลงทุนด้านความยืดหยุ่นที่ได้รับการยอมรับมากที่สุด
นอกจากนี้ การเติบโตอย่างรวดเร็วของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ยังช่วยผลักดันความต้องการใช้ไฟฟ้าและการลงทุนในศูนย์ข้อมูล (Data Center) เพิ่มขึ้นอย่างมาก ส่งผลให้แนวโน้มการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานแข็งแกร่งยิ่งขึ้น
คุณเฉิน เจียเฟย (陳嘉妃) หัวหน้าฝ่ายธุรกิจลูกค้าสถาบัน ประจำภูมิภาคจีนแผ่นดินใหญ่ ฮ่องกง ไต้หวัน และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ของอินเวสโก กล่าวว่า "ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เกิดขึ้นในปี 2026 เป็นเพียงตัวอย่างล่าสุดของเหตุการณ์ภายนอกหลายครั้งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ที่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อตลาดการเงินทั่วโลก" เธอกล่าวว่า สถาบันการลงทุนของภาครัฐจำเป็นต้องประเมินผลกระทบของปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจมีต่อพอร์ตการลงทุนอย่างรอบด้าน ส่งผลให้การสร้างความยืดหยุ่นของพอร์ต การวางแผนตามสถานการณ์ (Scenario Planning) และการใช้แบบจำลองบริหารความเสี่ยง กลายเป็นองค์ประกอบสำคัญที่สุดในการตัดสินใจลงทุน คุณเฉิน เจียเฟย ยังระบุว่า แม้เศรษฐกิจโลกยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน แต่สินทรัพย์ส่วนใหญ่ทั่วโลกในช่วงปี 2025–2026 ยังคงให้ผลตอบแทนที่ค่อนข้างแข็งแกร่ง เธอเห็นว่า แม้การบริหารความเสี่ยงจะมีความสำคัญ แต่การจัดสรรสินทรัพย์อย่างหลากหลายและมีกลยุทธ์ ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้นักลงทุนสามารถบรรลุเป้าหมายด้านผลตอบแทนได้ในระยะยาว
ปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังกลายเป็นประเด็นสำคัญที่สถาบันการลงทุนของภาครัฐทั่วโลกให้ความสนใจมากขึ้น ผลสำรวจพบว่า 77% ของผู้ตอบแบบสอบถาม มองว่า AI เป็นเทคโนโลยีพลิกโฉม (Disruptive Technology) ที่จะส่งผลอย่างมีนัยสำคัญต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลกในช่วงหลายทศวรรษข้างหน้า อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนความเชื่อมั่นดังกล่าวให้กลายเป็นการจัดสรรสินทรัพย์ในพอร์ตการลงทุนจริง ยังเผชิญกับความท้าทายหลายด้าน
โอกาสการลงทุนด้าน AI ได้ขยายตัวจากธุรกิจซอฟต์แวร์ไปสู่โครงสร้างพื้นฐานด้านกายภาพ ระบบพลังงาน และอุตสาหกรรมที่ช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ อย่างไรก็ตาม 52% ของกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ ระบุว่า ความเสี่ยงสำคัญของการลงทุนใน AI คือการกระจุกตัวของตลาด (Market Concentration) เนื่องจากการลงทุนในธุรกิจ AI มักหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะกระจุกตัวอยู่ในบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่เพียงไม่กี่แห่ง ผลสำรวจยังพบว่า 75% ของผู้ตอบแบบสอบถาม มองว่าสหรัฐอเมริกายังคงเป็นผู้นำด้านการพัฒนาและการประยุกต์ใช้ AI ขณะที่ 16% เห็นว่าจีนแผ่นดินใหญ่เป็นประเทศที่มีศักยภาพรองลงมา
อย่างไรก็ตาม สถาบันการลงทุนบางแห่งมองว่า ความเป็นผู้นำของสหรัฐฯ อาจไม่สามารถรักษาไว้ได้ในระยะยาว โดยให้เหตุผลว่าจีนยังคงเดินหน้าผลักดันยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมระยะยาว พร้อมมีบุคลากรด้าน AI จำนวนมากรองรับการเติบโต อีกทั้งยังเร่งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI โดยให้ความสำคัญกับการใช้งานในวงกว้าง ต้นทุนต่ำ และประสิทธิภาพสูง ซึ่งถูกมองว่ามีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ไม่แพ้การพัฒนาโมเดล AI ที่ล้ำสมัยที่สุด
คุณเฉิน เจียเฟย ยังได้กล่าวอีกว่า "ปัจจุบันตลาดเริ่มมีมุมมองร่วมกันอยู่ 2 ประการ ได้แก่ AI จะเป็นเทคโนโลยีหลักที่ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ และสหรัฐฯ กับจีนจะยังคงเป็นผู้นำการพัฒนาเทคโนโลยี AI ต่อไป" เธอกล่าวว่า เมื่ออุตสาหกรรม AI เติบโตมากขึ้น บริษัทชั้นนำในระบบนิเวศ AI จะเผชิญแรงกดดันเพิ่มขึ้น เนื่องจากนักลงทุนคาดหวังให้ธุรกิจสามารถสร้างรายได้ที่มั่นคง เพื่อรองรับการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานและการวิจัยพัฒนาโมเดล AI ขั้นสูง ดังนั้น ในอนาคต ประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจ (Economic Efficiency) จะกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการประเมินการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับ AI
นอกจากการลงทุนแล้ว สถาบันการลงทุนของภาครัฐยังเร่งนำ AI มาใช้ภายในองค์กรอย่างต่อเนื่อง ผลสำรวจพบว่า 69% ของสถาบันการลงทุนภาครัฐ ได้นำ AI มาใช้ในกระบวนการลงทุนแล้ว เพิ่มขึ้นจาก 33% ในปี 2024 ปัจจุบัน AI ถูกนำมาใช้เป็นหลักในการวิเคราะห์ข้อมูล การวิจัย และการรวบรวมข้อมูล รวมถึงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน สนับสนุนการสร้างแนวคิดการลงทุนใหม่ ๆ และช่วยประกอบการตัดสินใจลงทุนมากขึ้นเรื่อย ๆ
ท่ามกลางความไม่แน่นอนที่เพิ่มสูงขึ้น การลงทุนระยะยาวมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่การนำไปปฏิบัติจริงกลับทำได้ยากกว่าเดิม ผลสำรวจพบว่า 39% ของกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติระบุว่า ระยะเวลาการถือครองสินทรัพย์จริงสั้นกว่าที่วางแผนไว้
รายงานระบุว่า ความสามารถในการสร้างผลตอบแทนส่วนเพิ่ม (Illiquidity Premium) จากสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องต่ำ รวมถึงผลตอบแทนในระยะยาว ขึ้นอยู่กับว่านักลงทุนสถาบันจะสามารถถือครองสินทรัพย์ได้อย่างต่อเนื่องเพียงใด อย่างไรก็ตาม ภายใต้ภาวะตลาดที่ผันผวนมากขึ้น การรักษากลยุทธ์การลงทุนระยะยาวไว้ถือเป็นความท้าทาย
ขณะเดียวกัน เม็ดเงินลงทุนเริ่มทยอยลดสัดส่วนการลงทุนในหุ้นจดทะเบียนที่มีการกระจุกตัวสูง เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพตลาดในปัจจุบัน โดย 65% ของกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ มองว่า ตลาดการลงทุนภาคเอกชน (Private Market) เป็นแหล่งสร้างผลตอบแทนที่สำคัญ ด้านการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จาก 4.9% ของสินทรัพย์ทั้งหมดในปี 2022 เป็น 9.0% ในปี 2026 นับเป็นสินทรัพย์ทางเลือกที่เติบโตเร็วที่สุดในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา
การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานในแต่ละภูมิภาคส่วนใหญ่มุ่งเน้นไปที่การลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน พลังงานหมุนเวียน โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และศูนย์ข้อมูล (Data Center) ซึ่งถูกมองว่าเป็นปัจจัยสำคัญในการยกระดับผลิตภาพและขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว
ความต้องการด้านความยืดหยุ่น สภาพคล่อง และประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกรรมของนักลงทุนสถาบัน ยังคงเป็นแรงผลักดันให้มูลค่าสินทรัพย์ของกองทุน ETF ทั่วโลกเติบโตอย่างต่อเนื่อง แม้ที่ผ่านมา ธนาคารกลางและกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติจะไม่ใช่กลุ่มหลักที่ขับเคลื่อนการเติบโตของตลาด ETF เนื่องจากนิยมลงทุนโดยตรงหรือใช้กลยุทธ์การลงทุนที่ออกแบบเฉพาะมากกว่า แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การนำ ETF มาใช้เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน โดยปัจจุบัน 39% ของสถาบันที่สำรวจ มีการลงทุนผ่าน ETF แล้ว
เมื่อพิจารณาตามประเภทของสถาบัน พบว่ามีความแตกต่างอย่างชัดเจน โดยกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติประเภทลงทุนมีอัตราการใช้ ETF สูงที่สุดที่ 58% รองลงมาคือกองทุนประเภทบริหารหนี้ 53% ธนาคารกลาง 31% และกองทุนเพื่อการพัฒนา 24% สะท้อนว่ากองทุนเพื่อการพัฒนายังคงเน้นการลงทุนโดยตรง การจัดสรรสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์ และการบริหารแบบเชิงรุก (Active Management) มากกว่า ปัจจุบัน Passive ETF ยังคงเป็นเครื่องมือหลักที่ธนาคารกลางและกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติเลือกใช้ ขณะที่ Thematic ETF มีสัดส่วนการลงทุนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
สำหรับธนาคารกลาง ETF ที่อ้างอิงสินค้าโภคภัณฑ์มีบทบาทเฉพาะด้าน โดยเฉพาะการลงทุนในทองคำ ซึ่งช่วยให้สามารถเพิ่มสัดส่วนการถือครองทองคำได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่จำเป็นต้องถือครองทองคำแท่งจริง ส่วน Active ETF ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการนำมาใช้ โดยมีเพียง 7% ของกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ ที่ลงทุนแล้ว ขณะที่อีก 26% อยู่ระหว่างการพิจารณานำเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของพอร์ตการลงทุน
ภายใต้แรงกดดันจากเงินเฟ้อ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และสภาพแวดล้อมของตลาดที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง การบริหารเงินทุนสำรองระหว่างประเทศของธนาคารกลางทั่วโลกกำลังเข้าสู่ช่วงของการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง ธนาคารกลางหลายแห่งเริ่มกระจายการลงทุนไปยังสินทรัพย์ที่นอกเหนือจากตราสารหนี้แบบดั้งเดิม โดยหุ้น หุ้นกู้ภาคเอกชน และพันธบัตรที่เชื่อมโยงกับอัตราเงินเฟ้อ (Inflation-linked Bonds) ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกัน ความกังวลต่อสถานะของเงินดอลลาร์สหรัฐในฐานะสกุลเงินสำรองของโลกยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดย 61% ของธนาคารกลาง มองว่า ระดับหนี้สาธารณะของสหรัฐฯ กำลังบั่นทอนสถานะของเงินดอลลาร์ในระยะยาว เพิ่มขึ้นจาก 20% ในปี 2024
แม้แนวโน้มการลดสัดส่วนการถือครองเงินดอลลาร์จะเริ่มชัดเจนขึ้น แต่การปรับพอร์ตยังเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป เนื่องจากยังไม่มีสกุลเงินหรือสินทรัพย์ทางเลือกที่มีขนาดตลาดและความน่าเชื่อถือเพียงพอที่จะเข้ามาทดแทนได้อย่างสมบูรณ์
ในบริบทดังกล่าว ทองคำจึงกลายเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ที่ได้รับอานิสงส์จากการกระจายความเสี่ยง และยังคงเป็นสินทรัพย์หลักในการบริหารเงินทุนสำรองของธนาคารกลาง โดยมากกว่าหนึ่งในสามของธนาคารกลางทั่วโลก คาดว่าจะเพิ่มสัดส่วนการถือครองทองคำภายในช่วง 3 ปีข้างหน้า

(ที่มา: CNA)