ปัจจุบันไต้หวันกำลังเผชิญกับปัญหาอัตราการเกิดต่ำอย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นหนึ่งในประเทศที่มีเด็กเกิดใหม่น้อยที่สุดในโลก หลายปีที่ผ่านมา รัฐบาลไต้หวันจึงพยายามออกมาตรการต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมการมีบุตร ไม่ว่าจะเป็นเงินอุดหนุนเด็กแรกเกิด การสนับสนุนค่าเลี้ยงดูบุตร การเพิ่มศูนย์รับเลี้ยงเด็ก หรือการขยายสวัสดิการสำหรับพ่อแม่ แต่ท่ามกลางความพยายามที่จะกระตุ้นให้คนมีลูกมากขึ้น กลับมีคนอีกจำนวนไม่น้อยที่อยากมีบุตร แต่ยังไม่สามารถทำได้อย่างถูกกฎหมาย โดยเฉพาะผู้หญิงโสดที่ต้องการเป็นแม่ และคู่รักเพศเดียวกันที่เป็นผู้หญิง แม้จะมีความพร้อมทั้งด้านการเงิน การงาน และการเลี้ยงดูบุตร แต่กฎหมายปัจจุบันของไต้หวันยังคงมีข้อจำกัดบางประการที่ทำให้พวกเธอไม่สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ภายในประเทศได้
ปัจจุบันผู้หญิงจำนวนมากทั่วโลกแต่งงานช้าลง และมีบุตรในอายุที่มากขึ้น ไต้หวันก็เป็นหนึ่งในประเทศที่กำลังเผชิญแนวโน้มดังกล่าว แพทย์หญิงหลี่อี๋เซวียน (李怡萱) ผู้อำนวยการศูนย์การเจริญพันธุ์กรุงไทเป อธิบายว่า ช่วงอายุ 30-35 ปี ถือเป็น "ช่วงเวลาทอง" ของการมีบุตร เพราะทั้งคุณภาพและจำนวนไข่ยังอยู่ในระดับที่ดี แต่ในความเป็นจริง ผู้หญิงจำนวนไม่น้อยยังอยู่ในช่วงสร้างความมั่นคงทางอาชีพ บางคนกำลังศึกษาต่อ บางคนเพิ่งเริ่มสร้างธุรกิจ หรือบางคนยังไม่พบคู่ชีวิตที่เหมาะสม ด้วยเหตุนี้ การแช่แข็งไข่จึงกลายเป็นเหมือนประกันโอกาสการมีลูกในอนาคต
ข้อมูลจากศูนย์การเจริญพันธุ์กรุงไทเปพบว่า ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา จำนวนผู้เข้ารับบริการฝากไข่เพิ่มขึ้นเกือบ 30% ยิ่งไปกว่านั้น กลุ่มผู้หญิงอายุ 31-35 ปี กลายเป็นกลุ่มหลักของผู้ใช้บริการ และในปีที่ผ่านมา ผู้ฝากไข่อายุต่ำกว่า 35 ปี มีสัดส่วนมากกว่า 60% ของผู้รับบริการทั้งหมด ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ผู้หญิงไต้หวันยุคใหม่ไม่ได้มองการมีลูกเป็นเรื่องเร่งด่วนเหมือนในอดีตอีกต่อไป แต่เลือกวางแผนชีวิตตามจังหวะของตัวเองมากขึ้น แม้จำนวนผู้ฝากไข่จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ข้อมูลอีกด้านกลับสร้างความประหลาดใจไม่น้อย จากสถิติในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา พบว่า ผู้หญิงในไต้หวันที่นำไข่แช่แข็งกลับมาใช้จริง มีเพียงประมาณ 8.4% เท่านั้น กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ จากผู้หญิง 100 คนที่ตัดสินใจฝากไข่ จะมีเพียงประมาณ 8 คนเท่านั้นที่กลับมาใช้ไข่เหล่านั้น ตัวเลขนี้ถือว่าต่ำมากเมื่อเปรียบเทียบกับสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีอัตราการนำไข่กลับมาใช้ภายใน 10 ปี สูงถึง 38.1%
คำถามสำคัญคือทำไมจึงเกิดความแตกต่างมากขนาดนี้? คำตอบไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยีทางการแพทย์ แต่อยู่ที่กฎหมาย ในสหรัฐอเมริกา ผู้หญิงโสดสามารถใช้สเปิร์มจากธนาคารอสุจิเพื่อมีบุตรได้อย่างถูกกฎหมาย แต่ในไต้หวัน กฎหมายเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน กำหนดว่าผู้เข้ารับบริการต้องมีคู่สมรสเพศตรงข้ามเท่านั้น นั่นหมายความว่า แม้ผู้หญิงจะมีไข่แช่แข็งอยู่แล้ว มีความพร้อมทางการเงิน พร้อมเลี้ยงดูบุตร และมีความต้องการเป็นแม่อย่างจริงจัง หากยังไม่ได้แต่งงานกับคู่สมรสเพศชาย ก็ไม่สามารถใช้ไข่ของตนเองในกระบวนการรักษาภายในประเทศได้
หนึ่งในกรณีศึกษาที่สะท้อนปัญหานี้ได้อย่างชัดเจน คือเรื่องราวของ "คุณหวัง" ซึ่งเป็นนามสมมติ คุณหวังเป็นผู้หญิงที่ใฝ่ฝันอยากสร้างครอบครัวและมีลูกมาโดยตลอด ตอนอายุ 33 ปี เธอตัดสินใจฝากไข่ไว้ เพราะตั้งใจว่าหลังจากสร้างความมั่นคงในหน้าที่การงานแล้ว จะเริ่มต้นครอบครัวกับแฟนหนุ่มที่คบหากันมานานเกือบ 10 ปี ทุกอย่างดูเหมือนจะเป็นไปตามแผน แต่ชีวิตจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้นเสมอไป ในเวลาต่อมา เธอพบว่าแฟนหนุ่มนอกใจ ความสัมพันธ์ที่ยาวนานเกือบสิบปีต้องสิ้นสุดลง เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้คุณหวังสูญเสียความเชื่อมั่นต่อการแต่งงาน แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงเลยคือความต้องการที่จะเป็นแม่ เมื่ออายุ 37 ปี เธอจึงกลับไปปรึกษาแพทย์อีกครั้งเพื่อขอใช้ไข่ที่เคยแช่แข็งไว้ แต่เธอกลับพบอุปสรรคสำคัญนั่นคือข้อจำกัดทางกฎหมาย เพราะเธอไม่มีคู่สมรสเพศชาย จึงไม่สามารถเข้ารับกระบวนการรักษาในไต้หวันได้
เมื่อไม่สามารถใช้ไข่ในประเทศได้ คุณหวังจึงตัดสินใจเลือกทางที่ยากที่สุดนั่นคือการขนส่งไข่แช่แข็งจากไต้หวันไปยังสหรัฐอเมริกา จากนั้นจึงเข้าสู่กระบวนการทำเด็กหลอดแก้ว หรือ IVF ฟังดูเหมือนเป็นเพียงการเดินทางไปรักษาต่างประเทศ แต่ในความเป็นจริงแล้ว กระบวนการนี้เต็มไปด้วยความซับซ้อนทั้งเรื่องเอกสารทางการแพทย์ การขนส่งตัวอย่างชีวภาพในอุณหภูมิที่เหมาะสม การประสานงานกับโรงพยาบาลในต่างประเทศ และการเดินทางหลายครั้ง ที่สำคัญที่สุดคือค่าใช้จ่ายมหาศาล คุณหวังต้องใช้เงินมากกว่า 1,400,000 เหรียญไต้หวัน ค่าใช้จ่ายดังกล่าวประกอบด้วย ค่ารักษาในสหรัฐอเมริกา ค่าขนส่งไข่แช่แข็งระหว่างประเทศ ค่าตั๋วเครื่องบิน ค่าที่พัก ค่าดำเนินการทางการแพทย์ต่าง ๆ โดยรวมแล้วสูงกว่าการรักษาในไต้หวันประมาณ 3-4 เท่า หลังผ่านความยากลำบากทั้งหมด ในที่สุดคุณหวังก็สามารถให้กำเนิดลูกสาวที่แข็งแรงสมบูรณ์ได้ในปี 2569 แม้เรื่องราวจะจบลงอย่างมีความสุข แต่ก็สะท้อนให้เห็นว่าผู้หญิงจำนวนมากอาจไม่มีทรัพยากรเพียงพอที่จะเดินตามเส้นทางเดียวกัน
การเดินทางไปมีบุตรในต่างประเทศไม่ได้มีเพียงเรื่องค่าใช้จ่ายเท่านั้น แพทย์หญิงหลี่อี๋เซวียนชี้ว่า ยังมีความเสี่ยงอีกหลายด้านที่ผู้หญิงอาจต้องเผชิญ ประการแรก คืออุปสรรคด้านภาษา การสื่อสารเรื่องการรักษาพยาบาลเป็นเรื่องละเอียดอ่อนมาก หากเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนอาจส่งผลต่อการตัดสินใจสำคัญได้ ประการที่สอง คือปัญหาด้านกฎหมาย หากเกิดข้อพิพาททางการแพทย์ การเรียกร้องสิทธิ์ในต่างประเทศย่อมทำได้ยากกว่าภายในประเทศ ประการที่สาม คือการขนส่งตัวอย่างทางชีวภาพ แม้เทคโนโลยีในปัจจุบันจะมีมาตรฐานสูง แต่การเคลื่อนย้ายไข่แช่แข็งข้ามประเทศก็ยังมีความซับซ้อนและมีความเสี่ยงในตัวเอง นอกจากนี้ ยังมีปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านข้อมูล ไม่ใช่ทุกคนที่จะสามารถเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับสถานพยาบาลหรือขั้นตอนการรักษาในต่างประเทศได้ และในบางกรณี ผู้หญิงอาจตกเป็นเหยื่อของนายหน้าผิดกฎหมายที่แสวงหาผลประโยชน์จากความต้องการมีบุตรอีกด้วย
ปัจจุบันสังคมไต้หวันกำลังถกเถียงเรื่องนี้อย่างกว้างขวาง ผู้สนับสนุนการแก้กฎหมายมองว่าผู้หญิงควรมีสิทธิ์ตัดสินใจเกี่ยวกับการมีบุตรของตนเองโดยไม่จำเป็นต้องผูกติดกับสถานะการสมรส ขณะที่อีกฝ่ายยังมีข้อกังวลเกี่ยวกับผลกระทบทางสังคมและโครงสร้างครอบครัวในระยะยาว อย่างไรก็ตาม แพทย์หญิงหลี่เปิดเผยว่า ร่างแก้ไขกฎหมายเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ ซึ่งสภาบริหารไต้หวันได้ให้ความเห็นชอบไปเมื่อปลายปีที่ผ่านมา มีเนื้อหาสำคัญคือการเปิดทางให้ ผู้หญิงโสด คู่รักเพศเดียวกันที่เป็นผู้หญิง สามารถเข้ารับบริการรักษาภาวะมีบุตรยากและใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ได้อย่างถูกกฎหมายภายในประเทศ หากร่างกฎหมายดังกล่าวผ่านการพิจารณาของสภานิติบัญญัติ ก็อาจช่วยให้ผู้หญิงจำนวนมากไม่ต้องเดินทางไกลไปต่างประเทศเหมือนกรณีของคุณหวังและอาจลดปัญหา “ฝากไข่ไว้แต่ไม่ได้ใช้” ที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบันได้ด้วย
แหล่งอ้างอิง