1. เกาสงเดินหน้าโครงการสกัดไข้เลือดออกจากต่างประเทศ แจกฟรีสเปรย์กันยุงแก่แรงงานต่างชาติ พร้อมมอบคูปอง 500 เหรียญสำหรับผู้เข้ารับการตรวจคัดกรองหลังกลับไต้หวัน
เมื่อเข้าสู่ฤดูฝนและฤดูท่องเที่ยวหน้าร้อนซึ่งเป็นช่วงที่โรคไข้เลือดออกมักแพร่ระบาด นครเกาสงได้ยกระดับมาตรการเฝ้าระวังและป้องกันโรคอย่างเข้มข้น โดยกองอนามัยนครเกาสงได้เปิดตัวโครงการรณรงค์ "สกัดไข้เลือดออกจากต่างประเทศ" ซึ่งดำเนินการระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคมนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อไวรัสจากต่างประเทศแพร่กระจายเข้าสู่ชุมชนในไต้หวัน

โครงการนี้ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมาย 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ แรงงานต่างชาติที่มีกำหนดเดินทางกลับประเทศ ผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่พร้อมสมาชิกในครอบครัว และกลุ่มครู-นักเรียนตั้งแต่ระดับมหาวิทยาลัยลงมา โดยทุกกลุ่มสามารถติดต่อขอรับยากันยุงฟรีคนละ 1 ขวด ได้ที่สถานศึกษาหรือสถานีอนามัยประจำพื้นที่ก่อนออกเดินทาง เพื่อใช้ป้องกันยุงกัดในระหว่างที่พำนักอยู่ต่างประเทศ พร้อมทั้งรณรงค์ให้เฝ้าระวังสุขภาพตนเองอย่างต่อเนื่องและเข้ารับการตรวจคัดกรองทันทีหลังเดินทางกลับสู่ไต้หวัน

สืบเนื่องจากก่อนหน้านี้เคยเกิดการระบาดของไข้เลือดออกเป็นกลุ่มก้อนภายในโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง กองอนามัยจึงออกหนังสือเวียนกำชับให้แรงงานต่างชาติต้องฉีดพ่นสเปรย์กันยุงทุกครั้งก่อนขึ้นและหลังลงจากรถ โดยเฉพาะในการเดินทางไปยังสถานพยาบาลเพื่อรับการตรวจสุขภาพตามกำหนด ทั้งนี้เพื่อลดความเสี่ยงในการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสระหว่างการเดินทาง
สำหรับผู้ที่เดินทางกลับสู่ไต้หวัน ไม่ว่าจะมีอาการหรือไม่มีอาการก็ตาม หากเข้ารับการตรวจคัดกรองเชิงรุกจะได้รับคูปองมูลค่า 500 เหรียญไต้หวันเป็นสิ่งตอบแทน กองอนามัยนครเกาสงชี้แจงว่า ช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคมตรงกับช่วงปิดภาคเรียนฤดูร้อน ซึ่งคาดว่าจะมีทั้งชาวไต้หวันและชาวต่างชาติเดินทางไปท่องเที่ยว เยี่ยมญาติ หรือกลับภูมิลำเนาในประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น เวียดนาม อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ไทย สิงคโปร์ และกัมพูชา เพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้ความเสี่ยงในการนำเชื้อไข้เลือดออกจากต่างประเทศเข้าสู่ไต้หวันสูงขึ้นตามไปด้วย ด้วยเหตุนี้ กองอนามัยจึงประกาศมาตรการจูงใจด้านการป้องกันโรค โดยแรงงานต่างชาติและอีก 2 กลุ่มเป้าหมายสามารถขอรับสเปรย์กันยุงฟรีได้ที่สถานีอนามัยประจำเขตก่อนเดินทาง พร้อมขอความร่วมมือให้ปฏิบัติตามมาตรการป้องกันยุงกัดอย่างเคร่งครัดตลอดระยะเวลาที่พำนักในต่างประเทศ

หากภายใน 2 สัปดาห์หลังเดินทางกลับไต้หวันมีอาการที่น่าสงสัยว่าเป็นไข้เลือดออก เช่น มีไข้ ปวดศีรษะ ปวดกระบอกตา ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อและข้อ หรือมีผื่นแดงขึ้นตามตัว ควรรีบพบแพทย์ภายใน 2 วัน พร้อมแจ้งข้อมูลประวัติ TOCC ได้แก่ ประวัติการเดินทาง ประวัติอาชีพ ประวัติการสัมผัสผู้ป่วย และประวัติการอยู่ในพื้นที่ที่มีการระบาดเป็นกลุ่ม เพื่อให้แพทย์ใช้ประกอบการประเมินความเสี่ยงและตรวจคัดกรองด้วยชุดตรวจแบบรวดเร็ว ทั้งนี้ แม้ผู้เดินทางกลับจะไม่มีอาการผิดปกติใด ๆ ก็ยังสามารถเข้ารับการตรวจคัดกรองเชิงรุกได้ที่สถานีอนามัยประจำเขต โดยผู้ที่มีคุณสมบัติตรงตามเกณฑ์จะได้รับคูปองมูลค่า 500 เหรียญไต้หวันเป็นรางวัลตอบแทนเช่นกัน

นอกจากนี้ กองอนามัยยังได้จัดทำสื่อประชาสัมพันธ์ทั้งภาษาจีนและภาษาต่างประเทศ เพื่อขอความร่วมมือจากแรงงานต่างชาติและผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ให้ปฏิบัติตามมาตรการเฝ้าระวังสุขภาพอย่างเคร่งครัด พร้อมย้ำเตือนว่าหัวใจสำคัญของการควบคุมโรคไข้เลือดออก คือ ตรวจพบไว วินิจฉัยเร็ว และควบคุมโรคได้อย่างทันท่วงที จึงขอให้ประชาชนเตรียมอุปกรณ์ป้องกันยุงให้พร้อมก่อนเดินทางไปต่างประเทศ หมั่นสังเกตอาการของตนเองอย่างต่อเนื่องหลังเดินทางกลับ และหากพบอาการต้องสงสัย ไม่ควรซื้อยารับประทานเองหรือปล่อยให้การเข้ารับการรักษาล่าช้า เพื่อร่วมกันลดความเสี่ยงของการนำเชื้อจากต่างประเทศเข้าสู่ไต้หวันและการแพร่ระบาดในชุมชน
แนะแรงงานต่างชาติฉีดสเปรย์กันยุงก่อนขึ้น-ลงรถไปตรวจสุขภาพ
จากกรณีที่โรงพยาบาลหมินเซิงในนครเกาสงพบการระบาดของไข้เลือดออกภายในโรงพยาบาล มีผู้ติดเชื้อรวม 6 ราย โดยแหล่งแพร่เชื้อหลักได้รับการยืนยันว่ามาจากผู้ป่วยที่ติดเชื้อจากประเทศเวียดนามและเริ่มแสดงอาการตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายนที่ผ่านมา ทางโรงพยาบาลจึงได้ยกระดับมาตรการควบคุมโรคทันที ทั้งการติดตามเฝ้าระวังผู้สัมผัสเสี่ยง การสำรวจและกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายในจุดที่ตรวจพบเชื้อ การจัดพื้นที่แยกผู้ป่วยเพื่อป้องกันยุงกัดซ้ำ ตลอดจนการปรับระบบการเคลื่อนย้ายและเส้นทางเดินภายในโรงพยาบาลเพื่อลดความเสี่ยงในการแพร่กระจายของโรค

ในขณะเดียวกัน กองอนามัยนครเกาสงได้ทำหนังสือแจ้งเตือนไปยังนายจ้าง บริษัทจัดหางาน และบริษัทรับส่งแรงงานต่างชาติไปตรวจสุขภาพ โดยกำชับว่า ไม่ว่าจะเป็นการรับแรงงานต่างชาติที่เพิ่งเดินทางเข้าไต้หวันจากสนามบินไปตรวจสุขภาพ หรือการนำแรงงานต่างชาติไปตรวจสุขภาพตามกำหนดหลังเดินทางเข้าประเทศ ผู้โดยสารทุกคนควรฉีดพ่นสเปรย์กันยุงทุกครั้งทั้งก่อนขึ้นและหลังลงจากรถรับส่ง เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อไวรัสไข้เลือดออกแพร่กระจายออกสู่ชุมชน
จากสถิติของกระทรวงสาธารณสุขและสวัสดิการไต้หวัน ช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ มีชาวไต้หวันและแรงงานต่างชาติติดเชื้อจากต่างประเทศแล้ว 86 ราย โดยพบผู้ติดเชื้อจากอินโดนีเซียมากที่สุด 23 ราย มอลดีพ 14 ราย เวียดนาม 13 ราย มาเลเซีย 9 ราย ฟิลิปปินส์ 8 ราย ไทย 6 ราย อินเดีย 5 ราย
2. เตือนภัย! แรงงานต่างชาติอ้างอีซี่การ์ดเงินหมด ขอให้ช่วยรูดจ่ายค่าจอดรถแทนแลกเงินสด ชาวเน็ตเตือน: ระวังตำรวจจะมาเคาะประตูบ้าน
ท่ามกลางกระแสที่ลานจอดรถในไต้หวันหันมาใช้ระบบชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์แทนเงินสดมากขึ้นเรื่อย ๆ แม้จะเพิ่มความสะดวกสบายในการชำระเงิน แต่ขณะเดียวกันก็กลายเป็นช่องว่างที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงรูปแบบใหม่ เมื่อจูเจียเหว่ย ผู้ก่อตั้งสื่อยานยนต์ชื่อดัง BuycarTV.com ออกมาเล่าประสบการณ์ที่พบว่าแรงงานต่างชาติรายหนึ่งขอให้ตนช่วยรูดบัตรอีซี่การ์ด (悠遊卡) จ่ายค่าจอดรถแทน โดยอ้างว่าบัตรไม่มีเงิน พร้อมยื่นเงินสด 120 เหรียญไต้หวันให้ แต่ที่น่าผิดสังเกตคือ ทั้งที่มีร้านสะดวกซื้ออยู่ใกล้ ๆ ให้เติมเงินได้ แต่แรงงานคนดังกล่าวกลับยืนกรานที่จะขอความช่วยเหลือจากคนแปลกหน้า ทำให้เขาเอะใจและปฏิเสธไปทันที ซึ่งหลังจากเรื่องนี้ถูกเผยแพร่ออกไป ชาวเน็ตจำนวนมากต่างเข้ามาเตือนว่า การรูดบัตรจะถูกบันทึกข้อมูลคู่กับทะเบียนรถ หากเป็นรถที่ขโมยมา ตำรวจจะตามตัวคุณเป็นคนแรก และการใช้บัตรหรือเติมเงินล้วนทิ้งร่องรอย (Digital Footprint) การปฏิเสธไม่ช่วยเหลือนั้นถูกต้องที่สุดแล้ว"

โพสต์ดังกล่าวจุดกระแสวิจารณ์และเตือนภัยจากชาวเน็ตจำนวนมาก ข้อความที่ได้รับความสนใจมากที่สุดประกอบด้วย “การรูดบัตรจะผูกกับทะเบียนรถ ถ้ารถนั้นเป็นของโจรขโมยมา เจ้าของรถจะตามหาคุณ แล้วคุณก็กลายเป็นคนขโมยรถไปเสียเอง” “มีระบบจดจำทะเบียนรถ และจะบันทึกข้อมูลของผู้ใช้บัตรเครดิตด้วย” “การใช้หรือเติมเงินอีซี่การ์ดมีบันทึกทั้งหมด มีร่องรอยตามได้ ไม่ช่วยถือว่าถูกต้องแล้ว” “อย่าปล่อยให้ข้อมูลการเงินของตัวเองไปผูกกับทะเบียนรถของคนอื่น” และ “อาจเป็นรถขโมย บัตรผี หรือแรงงานผิดกฎหมาย หรืออาจเป็นทั้งหมดรวมกันก็เป็นได้”
นอกจากคำเตือนข้างต้น ยังมีชาวเน็ตบางส่วนแสดงความเห็นในเชิงแนะนำแนวทางรับมือ เช่น แจ้งตำรวจให้มาช่วยดีกว่า ถ้าไม่มีอะไรซ่อนเร้น ก็ไม่ต้องกลัว หรือยุคนี้มิจฉาชีพเยอะ เรื่องที่ไม่แน่ใจให้โทรตำรวจไว้ก่อน และเข้าร้านสะดวกซื้อมีกล้องวงจรปิด เติมเงินก็มีบันทึก ที่ไม่ยอมเข้าร้านแสดงว่าเรื่องนี้ไม่ธรรมดา มีผู้ใช้รายหนึ่งแสดงความคิดเห็นตลก ๆ ว่า “แย่ล่ะ ถ้าไม่ได้อ่านกระทู้นี้ก่อน เจอเข้ากับตัวฉันคงช่วยไปแล้ว ดูท่าถ้าไม่ระวังคงได้เข้าไปนอนในคุกเข้าสักวัน”

บัตรอีซี่การ์ดหรือที่ภาษาจีนเรียกว่า โยวโหยวข่า (EasyCard - 悠遊卡) บัตรอิเล็กทรอนิกส์ที่สามารถเติมเงินได้สารพัดประโยชน์
ผู้เชี่ยวชาญและชาวเน็ตต่างแนะนำว่า หากพบเหตุการณ์ลักษณะนี้ ควรปฏิเสธการช่วยรูดบัตรทุกกรณี เนื่องจากข้อมูลทางการเงินของผู้ช่วยอาจถูกผูกโยงกับคดีที่ไม่เกี่ยวข้อง และหากสงสัยว่ามีพฤติกรรมผิดปกติ การแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจถือเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุด
บัตรอีซี่การ์ดหรือที่ภาษาจีนเรียกว่า โยวโหยวข่า (EasyCard - 悠遊卡) คือบัตรอิเล็กทรอนิกส์ที่สามารถเติมเงินได้สารพัดประโยชน์ ใช้สำหรับแตะจ่ายค่าเดินทางระบบขนส่งสาธารณะ เช่น MRT รถไฟ รถบัส จักรยาน YouBike และใช้จ่ายแทนเงินสดซื้อของตามร้านสะดวกซื้อ คาเฟ่ หรือร้านอาหารทั่วไปได้อย่างสะดวกสบาย แรงงานไทยจำนวนมากก็นิยมใช้ และจากเรื่องนี้ ขอเตือนเจ้าของบัตรอีซี่การ์ดว่า อย่ารูดบัตรชำระค่าใช้จ่ายแทนคนอื่น เพราะอาจนำความเดือดร้อนมาสู่ตัวได้
3. แรงงานเวียดนามรอเปลี่ยนนายจ้าง รับจ้างเก็บบัตร ATM ให้แก๊งคอลเซ็นเตอร์ นัดส่งของในป่าช้าหวังเลี่ยงตำรวจแต่ไม่รอดถูกจับ
ตำรวจสืบสวนคดีอาญานครไทจงจับกุมแรงงานชาวเวียดนามรายหนึ่ง ซึ่งทำหน้าที่รับบัตรเอทีเอ็มให้แก๊งคอลเซ็นเตอร์ พร้อมเปิดโปงกลโกงของขบวนการมิจฉาชีพที่ใช้แผน "อ้างปล่อยกู้ แต่หลอกเอาบัตรธนาคาร" หลอกล่อผู้ที่กำลังเดือดร้อนเรื่องเงินให้ส่งบัตรเอทีเอ็มผ่านร้านสะดวกซื้อ ก่อนจ้างคนไปรับพัสดุแลกกับเงินค่าจ้างครั้งละหลายพันเหรียญไต้หวัน

แก๊งมิจฉาชีพกลุ่มนี้จะโพสต์ข้อความชวนเชื่อทางออนไลน์ อ้างว่าเป็น "บริการเงินกู้ อนุมัติไว ได้เงินจริง" เพื่อล่อเหยื่อที่กำลังขัดสนเงิน จากนั้นจะโน้มน้าวให้ส่งบัตรเอทีเอ็มผ่านระบบขนส่งพัสดุของร้านสะดวกซื้อ พร้อมจ้าง "คนรับพัสดุ" ในราคาเที่ยวละหลายพันเหรียญให้คอยไล่เก็บพัสดุเหล่านี้ ที่แยบยลกว่านั้นคือ เพื่อหลบเลี่ยงการติดตามของเจ้าหน้าที่ แก๊งนี้จะสั่งให้คนรับพัสดุนำบัตรเอทีเอ็มที่ได้มา "โยนทิ้ง" ไว้ในสุสานที่ห่างไกล เพื่อให้คนอีกกลุ่มมารับช่วงเก็บต่อ เปลี่ยนป่าช้าให้กลายเป็นจุดพักของขบวนการฉ้อโกง

ตำรวจไทจงจับแรงงานเวียดนามที่รอเปลี่ยนงาน รับจ้างวิ่งเก็บบัตร ATM ให้แก๊งคอลเซ็นเตอร์ นัดรับของกลางป่าช้าหวังเลี่ยงจับ แต่ไม่รอด
ตำรวจแกะรอยจนจับกุมคนรับพัสดุสายแรกได้ 2 ราย คือนายเฉินและนายหลัว ก่อนขยายผลไปถึงนายฟาน แรงงานถูกกฎหมายชาวเวียดนามที่ทำหน้าที่รับของในลำดับถัดไป เจ้าหน้าที่จึงวางแผนซุ่มเฝ้าบริเวณสุสานเป็นเวลานาน กระทั่งพบตัวผู้ต้องหามาตามนัดหมายเพื่อรับพัสดุ เมื่อได้ของแล้ว นายฟานรีบขึ้นรถจักรยานยนต์หลบหนีทันที แต่ไม่พ้น เพราะรถสืบสวนที่แอบตามประกบอยู่เข้าปิดล้อมจับกุมได้ในทันที ตรวจค้นพบของกลางในกระเป๋า ได้แก่ บัตรเอทีเอ็ม 12 ใบ ถุงพัสดุเปล่า 5 ถุง โทรศัพท์มือถือ และเงินสดกว่า 7,000 เหรียญไต้หวัน หลักฐานชัดเจนจนนายฟานจำนนและไม่อาจปฏิเสธข้อกล่าวหาได้

แก๊งมิจฉาชีพหลอกเหยื่อที่เดือดร้อนเงินด้วย "เงินกู้อนุมัติไว" ให้ส่งบัตร ATM ผ่านร้านสะดวกซื้อ แล้วจ้างคนไปรับและส่งต่อ
จากการสอบสวนพบว่า นายฟานเพิ่งยกเลิกสัญญาจ้างกับนายจ้างเดิมเพื่อขอเปลี่ยนงาน และยังอยู่ในช่วงเวลา 60 วันที่กฎหมายอนุญาตให้หางานใหม่ได้ แต่แทนที่จะไปสมัครงาน กลับหลงเชื่อคำชักชวนของเพื่อนร่วมชาติให้มา "รับจ้างวิ่งรับพัสดุ" ซึ่งอ้างว่าได้ค่าตอบแทนสูง ทำเพียงวันเดียวก็ได้เงินมากกว่าทำงานปกติทั้งสัปดาห์ จึงตัดสินใจเข้าร่วมเป็นคนรับบัตรเอทีเอ็มลำดับที่สองของขบวนการ สุดท้ายนอกจากจะไม่ได้งานใหม่ตามที่หวังแล้ว ยังถูกตั้งข้อหาร้ายแรงถึง 3 กระทง ได้แก่ ฉ้อโกงประชาชน มีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรม และฟอกเงิน โดยศาลสั่งควบคุมตัวไว้ระหว่างพิจารณาคดี และอัยการได้เร่งส่งฟ้องดำเนินคดีทันที

ตำรวจเตือน! ห้ามส่งบัตร ATM/สมุดบัญชีให้คนแปลกหน้าเด็ดขาด รับจ้างรับพัสดุ-รับบัตรธนาคารเสี่ยงเป็นเหยื่อแทนแก๊งคอลเซ็นเตอร์โดยไม่รู้ตัว
จี๋เหยียนซี ผู้บังคับการกองสืบสวนคดีอาญานครไทจง ออกโรงเตือนประชาชนว่า แม้บริการรับ-ส่งพัสดุผ่านร้านสะดวกซื้อจะสะดวกสบาย แต่ห้ามส่งบัตรเอทีเอ็มหรือสมุดบัญชีให้คนแปลกหน้าเด็ดขาด และอย่าหลงเชื่อว่าการรับจ้างรับพัสดุหรือรับบัตรธนาคารเป็นงานหารายได้เสริมง่าย ๆ เพราะนั่นคือการเดินเข้าไปเป็นเหยื่อรับเคราะห์แทนแก๊งคอลเซ็นเตอร์โดยไม่รู้ตัว
หากพบเห็นข้อความชวนเชื่อเรื่องเงินกู้ที่ต้องให้ส่งมอบบัตรธนาคาร หรือมีคนมาจ้างให้ไปรับ-ส่งพัสดุแปลก ๆ ให้รีบโทรแจ้งสายด่วนต่อต้านการฉ้อโกง 165 หรือแจ้งความที่สายด่วน 110 ทันที อย่ารอจนบัญชีธนาคารถูกอายัดและกลายเป็น "บัญชีม้า" เพราะถึงตอนนั้นอาจสายเกินแก้แล้ว