“งานแต่งต้องยิ่งใหญ่ถึงจะเรียกว่าสมบูรณ์แบบหรือไม่?” คำถามนี้กำลังถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในสังคมไต้หวัน หลังคนรุ่นใหม่จำนวนมากเริ่มทบทวนความหมายของพิธีแต่งงาน ท่ามกลางค่าครองชีพที่สูงขึ้น ทั้งราคาบ้าน รถยนต์ ค่าเลี้ยงดูบุตร และภาระทางการเงิน ทำให้หลายคู่เลือกปรับรูปแบบงานแต่งให้เรียบง่ายขึ้น หรือบางคู่ตัดสินใจไม่จัดงานเลี้ยงเลย เพื่อนำเงินไปสร้างความมั่นคงให้ชีวิตคู่แทน
กระแส “มินิมอลเวดดิ้ง” (Minimal Wedding) หรือการแต่งงานแบบเรียบง่าย จึงได้รับความนิยมมากขึ้น เพราะคนรุ่นใหม่มองว่า ความสำเร็จของชีวิตคู่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับขนาดของงาน แต่ขึ้นอยู่กับการใช้ชีวิตหลังแต่งงาน ความเข้าใจ และการวางแผนอนาคตร่วมกัน
ประเด็นนี้เริ่มเป็นที่สนใจ หลังมีผู้ใช้งาน Threads รายหนึ่งเล่าว่า ผู้ใหญ่ในครอบครัวยังคงมองว่าการจัดงานแต่งเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะฝ่ายหญิง เพราะเป็นการแสดงให้สังคมเห็นว่าเจ้าสาวมีครอบครัวสนับสนุน มีคนรักและได้รับการดูแล ไม่ใช่การแต่งงานแบบเรียบง่ายจนดูเหมือนไม่ได้รับความสำคัญ
อย่างไรก็ตาม คนรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยกลับมีมุมมองต่างออกไป พวกเขาเห็นว่างานแต่งงานอาจต้องใช้เงินตั้งแต่หลักแสนไปจนถึงหลักล้านเหรียญไต้หวัน จึงเลือกนำงบประมาณไปใช้กับสิ่งที่จำเป็นกว่า เช่น ซื้อบ้าน ผ่อนรถ ตกแต่งบ้าน เก็บเป็นเงินสำรอง หรือเดินทางท่องเที่ยวหลังแต่งงาน
หนึ่งในตัวอย่างของ “มินิมอลเวดดิ้ง” ที่ได้รับความสนใจ คือคู่รักที่จัดพิธีเพียงไม่กี่ขั้นตอน ฝ่ายชายขับรถไปรับเจ้าสาวที่บ้าน จากนั้นพากลับไปบ้านฝ่ายชายเพื่อไหว้บรรพบุรุษ แจ้งให้ครอบครัวและบรรพชนรับรู้ถึงการเริ่มต้นชีวิตคู่ ก่อนจะรับประทานอาหารร่วมกันในห้องส่วนตัวของร้านอาหารเพียงหนึ่งโต๊ะ
แม้พิธีจะเรียบง่าย แต่ทั้งคู่ยังเลือกวันและเวลามงคลตามความเชื่อ สิ่งสำคัญคือ พวกเขามองว่าพิธีแต่งงานเป็นเพียงสัญลักษณ์ ขณะที่ชีวิตหลังแต่งงานต่างหากคือสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญ เพราะงานใหญ่ไม่ได้เป็นหลักประกันว่าชีวิตคู่จะมีความสุข
นอกจากนี้ ยังมีคู่รักอีกหลายคู่ที่ต้องลดขนาดงานแต่งลง เพราะก่อนแต่งงานมีค่าใช้จ่ายจำเป็นจำนวนมาก เช่น ซื้อรถ ติดตั้งเครื่องใช้ไฟฟ้า ปรับปรุงบ้าน หรือเตรียมที่อยู่อาศัยสำหรับครอบครัวใหม่ จึงตัดสินใจยกเลิกพิธีหมั้นและงานเลี้ยงใหญ่ เหลือเพียงการไหว้บรรพบุรุษ แจกขนมมงคล และจัดอาหารเลี้ยงญาติสนิทเท่านั้น บางคนยอมรับว่าอาจมีความเสียดายที่ไม่ได้มีงานแต่งตามความฝัน แต่เชื่อว่าสามารถจัดงานฉลองย้อนหลังได้ในอนาคต เมื่อฐานะการเงินพร้อมมากขึ้น
เสียงสะท้อนจากชาวเน็ตจำนวนมากเห็นตรงกันว่า การมีหรือไม่มีงานแต่งไม่ควรเป็นตัววัดคุณค่าของชีวิตสมรส เพราะสิ่งสำคัญคือหลังแต่งงานแล้ว ทั้งคู่สามารถช่วยเหลือกัน สร้างครอบครัว และผ่านอุปสรรคไปด้วยกันได้หรือไม่ อย่างไรก็ตาม ยังมีคนอีกกลุ่มที่มองว่างานแต่งเป็นความทรงจำสำคัญครั้งหนึ่งในชีวิต พวกเขาเลือกจัดงานอย่างเต็มที่ เพราะต้องการให้ครอบครัว ญาติ และเพื่อนสนิทได้ร่วมเป็นสักขีพยานในช่วงเวลาพิเศษ บางคนลงทุนกับสถานที่ ชุดแต่งงาน การถ่ายภาพ และดนตรีภายในงาน เพื่อสร้างความทรงจำที่ไม่สามารถย้อนกลับมาได้
แต่แนวโน้มที่เห็นชัดคือ คนรุ่นใหม่เริ่มลดความสำคัญของ “หน้าตาทางสังคม” จากเดิมที่งานแต่งขนาดใหญ่เคยสะท้อนฐานะและเกียรติของครอบครัว ปัจจุบันหลายคนกลับมองว่าการเริ่มต้นชีวิตคู่โดยไม่มีหนี้สิน ย่อมมีค่ามากกว่าการจัดงานหรูเพียงวันเดียว
มีคำพูดจากคุณแม่รายหนึ่งที่ได้รับการแชร์อย่างมากว่า “ทุกวันนี้ซื้ออะไรก็แพง งานแต่งต้องใช้เงินก้อนใหญ่ หลังจากนั้นยังต้องซื้อบ้าน ซื้อรถ และใช้ชีวิตต่อ อย่าเอาหน้าเพียงชั่วคราว จนสุดท้ายไม่มีเงินใช้ในวันที่จำเป็น”
สำหรับค่าใช้จ่ายงานแต่งในไต้หวันนั้น มีคู่รักรายหนึ่งแบ่งปันประสบการณ์ว่า การถ่ายภาพพรีเวดดิ้งใช้เงินประมาณ 38,000 เหรียญไต้หวัน งานเลี้ยง 19 โต๊ะประมาณ 130,000 เหรียญไต้หวัน แหวนแต่งงานประมาณ 34,000 เหรียญไต้หวัน รวมค่าใช้จ่ายอื่นๆ แล้วอย่างน้อยประมาณ 400,000 เหรียญไต้หวัน และหากจัดงานใหญ่ แขกจำนวนมาก ค่าใช้จ่ายอาจเพิ่มขึ้นถึงหลักล้านได้
ท้ายที่สุด กระแส “มินิมอลเวดดิ้ง” ไม่ได้หมายความว่าคนรุ่นใหม่ไม่ให้ความสำคัญกับการแต่งงาน แต่เป็นการเปลี่ยนวิธีคิด พวกเขายังคงให้คุณค่ากับความรักและครอบครัว เพียงแต่เลือกใช้เงินกับสิ่งที่ช่วยสร้างอนาคตมากกว่า
สำหรับบางคน งานแต่งคือพิธีสำคัญและความทรงจำครั้งหนึ่งในชีวิต แต่สำหรับอีกหลายคู่ การเริ่มต้นชีวิตคู่ด้วยความมั่นคงทางการเงินและความสุขที่ยั่งยืน อาจเป็นของขวัญแต่งงานที่ดีที่สุด
เพราะท้ายที่สุดแล้ว ความรักไม่ได้วัดจากขนาดของงานแต่ง แต่พิสูจน์ได้จากการใช้ชีวิตร่วมกันหลังวันแต่งงานต่างหาก.