Skip to the main content block
::: หน้าแรก| แผนผังเว็บไซต์| Podcasts|
|
Language

Formosa Dream Chasers - Programs - RTI Radio Taiwan International-logo

รายการ
| รายการล่าสุด
เลือกรายการ
ผู้จัดรายการ ตารางรายการ
ประเด็น (ข่าว) ยอดนิยม
繁體中文 简体中文 English Français Deutsch Indonesian 日本語 한국어 Русский Español ภาษาไทย Tiếng Việt Tagalog Українська แผนผังเว็บไซต์

สารานุกรมสุขภาพ 27 ก.ค.69 : กินเผ็ดช่วยลดความอ้วนได้จริงหรือ?

กินเผ็ดช่วยลดความอ้วนได้จริงหรือ ?
กินเผ็ดช่วยลดความอ้วนได้จริงหรือ ?

1.กินเผ็ดช่วยลดความอ้วนได้จริงหรือ? แพทย์ชี้ เหงื่อออกมากขึ้นแต่ช่วยเผาผลาญพลังงานและลดน้ำหนักได้เล็กน้อยเท่านั้น และอาจทำร้ายกระเพาะอาหารในระยะยาว

เมื่อไม่นานมานี้ อินฟลูเอนเซอร์รายหนึ่งได้แชร์ประสบการณ์ในสื่อสังคมออนไลน์เกี่ยวกับการ "กินพริกทุกวันเพื่อเร่งการเผาผลาญไขมัน" ทำให้มีผู้คนจำนวนมากลองทำตาม ในความเป็นจริงแล้ว สารสำคัญในพริกที่เรียกว่า แคปไซซิน (Capsaicin) สามารถทำให้ร่างกายรู้สึกร้อนและมีเหงื่อออกมาก จนหลายคนเข้าใจว่าเป็นสัญญาณของการเผาผลาญพลังงานที่เพิ่มขึ้น ซึ่งความรู้สึกนี้ถือว่า มีพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์อยู่บ้าง แต่ระหว่างคำว่า "กินเผ็ดแล้วร้อน" กับ "กินเผ็ดแล้วผอม" ยังมีความแตกต่างอยู่มาก โดยเฉพาะในช่วงที่บริการเดลิเวอรีได้รับความนิยม อาหารรสเผ็ด เช่น หม้อไฟหม่าล่า หรือเมนูผัดเผ็ด ในไต้หวันมียอดสั่งซื้อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลายคนหวังว่าจะช่วยกระตุ้นการเผาผลาญ แต่กลับมองข้ามผลกระทบต่อระบบทางเดินอาหารและการระบายความร้อนของร่างกายช่วยเผาผลาญพลังงานเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่เมนูเผ็ดมักมีแคลอรีสูงจนหักล้างผลดี

นพ.เฝิงอี้เจ๋อ (馮意哲) หัวหน้าแผนกโรคระบบทางเดินอาหาร โรงพยาบาลฉีเหม่ย อธิบายว่า เมื่อแคปไซซินเข้าสู่ร่างกาย จะกระตุ้นปลายประสาทในช่องปากและกระเพาะอาหาร ทำให้ร่างกายเข้าใจผิดว่าอุณหภูมิสูงขึ้น จึงเริ่มกระบวนการระบายความร้อน ส่งผลให้เกิดอาการต่าง ๆ เช่น หัวใจเต้นเร็วขึ้น ผิวหนังแดง เหงื่อออกมาก กระบวนการนี้ทำให้ร่างกายใช้พลังงานมากกว่าปกติเล็กน้อยจริง แต่ผลดังกล่าวเกิดขึ้นเพียงช่วงสั้น ๆ และมักหายไปภายในไม่กี่สิบนาทีหลังรับประทานอาหาร จึงแทบไม่มีผลต่อการลดน้ำหนักหรือการเผาผลาญไขมันโดยรวม

นอกจากนี้ อาหารรสเผ็ดที่นิยมในไต้หวัน เช่น หม้อไฟหม่าล่า มักมีทั้งไขมันและแป้งในปริมาณสูง ตัวอย่างเช่น หม้อไฟหม่าล่าหนึ่งมื้ออาจมีพลังงานสูงมาก จนเพียงพอที่จะหักล้างประโยชน์ด้านการเผาผลาญที่แคปไซซินช่วยเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ดังนั้น แม้สารแคปไซซินจะช่วยกระตุ้นการเผาผลาญได้บ้าง แต่ไม่มากพอที่จะชดเชยแคลอรีจากอาหารรสเผ็ดเหล่านั้น การหวังลดน้ำหนักด้วยการกินเผ็ดจึงไม่ใช่วิธีที่ได้ผลจริง โดยหลักสำคัญของการลดน้ำหนักยังคงเป็นการลดปริมาณอาหารที่รับประทานเพื่อจํากัดจำนวนแคลอรี่ที่ได้รับ และการออกกำลังกาย

นพ.เฟิงอี้เจ๋อ เตือนเพิ่มเติมว่า เมื่อแคปไซซินเข้าสู่กระเพาะอาหาร จะกระตุ้นเยื่อบุกระเพาะโดยตรง และทำให้มีการหลั่งกรดในกระเพาะมากขึ้น หากรับประทานเป็นครั้งคราว ผลกระทบต่อคนสุขภาพดีมักไม่มาก แต่หากรับประทานเผ็ดจัดเป็นประจำในระยะยาว อาจทำให้เกิดอาการต่าง ๆ เช่น ปวดท้อง แสบท้อง คลื่นไส้ ท้องอืด และท้องเสีย

นอกจากนี้ แคปไซซินยังอาจทำให้หูรูดระหว่างหลอดอาหารกับกระเพาะอาหารคลายตัว ส่งผลให้กรดไหลย้อนขึ้นสู่หลอดอาหาร เกิดอาการแสบร้อนกลางอกหรือที่เรียกว่า "กรดไหลย้อน"และความเสี่ยงจะยิ่งสูงขึ้นหากนอนทันทีหลังรับประทานอาหารเผ็ด สำหรับผู้ที่มีโรคประจำตัวเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหารอยู่แล้ว เช่น กระเพาะอาหารอักเสบเรื้อรัง โรคกรดไหลย้อน แผลในกระเพาะอาหาร โรคลำไส้แปรปรวน (IBS) การรับประทานอาหารรสเผ็ดอาจทำให้อาการรุนแรงขึ้น และส่งผลต่อการฟื้นตัวของเยื่อบุกระเพาะอาหาร

คำแนะนำจากแพทย์

ผู้ที่มีประวัติโรคทางเดินอาหารควรจำกัดการรับประทานอาหารรสเผ็ดอย่างเคร่งครัด แม้แต่คนที่มีระบบทางเดินอาหารปกติก็ไม่ควรใช้เหตุผลเรื่อง "เพิ่มการเผาผลาญ" มาเป็นข้ออ้างในการกินเผ็ดมากเกินไป การรับประทานอาหารรสเผ็ดเป็นครั้งคราวถือเป็นความสุขในการใช้ชีวิตได้ แต่หากมองว่าการกินเผ็ดเป็นวิธีลดน้ำหนัก นอกจากจะได้ผลน้อยแล้ว ยังอาจต้องแลกมาด้วยปัญหาสุขภาพทางเดินอาหารในระยะยาว ซึ่งเป็นเรื่องที่ควรให้ความสำคัญมากกว่า

ประโยชน์ของพริก

พริก มีถิ่นกำเนิดมาจากทวีปอเมริกาใต้ ความเผ็ดของพริกมาจากสารชื่อ แคปไซซิน” (Capsaicin) ซึ่งจะมีอยู่มากในบริเวณเยื่อแกนกลางสีขาว (คือส่วนเผ็ดมากที่สุด) ส่วนเปลือกและเมล็ดนั้นจะมีสารนี้น้อย ซึ่งคนทั่วไปมักเข้าใจผิดว่าส่วนเมล็ดและเปลือกคือส่วนที่เผ็ดที่สุด และสารชนิดนี้จะทนทานต่อความร้อนและความเย็นอย่างมาก แม้จะนำมาต้มให้สุดหรือแช่แข็งก็ไม่ได้ทำให้สูญเสียความเผ็ดไปแต่อย่างใด พริกอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุต่าง ๆ อย่าง วิตามินเอ วิตามินบี 6 วิตามินซี ธาตุแมกนีเซียม ธาตุโพแทสเซียม ธาตุเหล็ก ใยอาหาร เป็นต้น โดยในพริก 100 กรัม จะมีวิตามินซีสูงถึง 144 มิลลิกรัม

 หากต้องการลดความเผ็ดร้อนของพริกคุณควรรับประทานอาหารที่มีไขมันหรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์มากกว่าที่จะดื่มน้ำ เพราะการดื่มน้ำจะมีผลเพียงแค่ช่วยให้บรรเทาอาการแสบร้อนได้เท่านั้น แต่ความเผ็ดยังคงอยู่ สำหรับผู้ที่เป็นโรคกระเพาะอาหาร ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานพริกเพราะอาจจะทำให้กรดไปกัดแผลในกระเพาะอาหารได้ และสำหรับเด็กและผู้สูงอายุที่มักจะสำลักง่ายก็ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานเช่นกัน และควรจะระวังพริกป่นตามร้านอาหาร พริกซองที่อาจจะมีสารอะฟลาทอกซินปนอยู่ ซึ่งเป็นสารพิษที่เกิดจากเชื้อรา หากร่างกายได้รับอย่างต่อเนื่องอาจจะเกิดการสะสมจนกลายเป็นมะเร็งตับในที่สุด ดังนั้นควรเลือกรับประทานพริกป่นที่สะอาด ไม่มีเชื้อราและพริกป่นต้องจัดเก็บในภาชนะที่แห้งและสะอาดและควรทิ้งหลังแกะซอง 3 วัน

พริกมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่วยชะลอวัย ช่วยให้อารมณ์ดี ทำให้ร่างกายสร้างสาร Endorphin (สารแห่งความสุข) ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานให้แข็งแรงมากยิ่งขึ้น วิตามินซีที่ช่วยเสริมสร้างคอลลาเจนในร่างกาย ช่วยในการบำรุงและรักษาสายตา ช่วยกระตุ้นให้เจริญอาหารยิ่งขึ้น สารแคปไซซินช่วยให้เกิดอาการตื่นตัวของร่างกาย ช่วยในการดีท็อกซ์ของร่างกาย พริกช่วยบรรเทาอาการไข้หวัด ลดน้ำมูก และลดเสมหะ ช่วยบรรเทาอาการอาหารไม่ย่อย ขับแก๊สในกระเพาะ มีส่วนช่วยในการขับปัสสาวะ ช่วยกระตุ้นให้อยากอาหารมากขึ้น ใช้ในการประกอบอาหาร และปรุงแต่งอาหาร ในด้านการแพทย์แผนจีนนำสารนี้มาใช้ประโยชน์เพื่อบำรุงพลังหยาง ในด้านการแพทย์แผนปัจจุบันได้มีการสกัดเอาสารแคปไซซินในพริกออกมาในรูปแบบครีมหรือเจล ใช้ทาเพื่อบรรเทาอาการเจ็บปวดที่ผิวหนัง เช่น ไฟไหม้ น้ำร้อนลวก งูสวัด เป็นต้น ในด้านความงามจะใช้สารสกัดจากแคปไซซินมาสกัดเป็นเจลเพื่อใช้ในการนวดลดเซลลูไลต์และสลายไขมัน

/uploads/temp/images/large/fc546e5a-97c9-4a51-98f5-a3c626578f8b.jpg

2. 10 อันดับสาเหตุการตายของชาวไต้หวัน ปี 2568 มะเร็งครองอันดับ 1 ติดต่อกันเป็นปีที่ 44

กระทรวงสาธารณสุขและสวัสดิการของไต้หวัน ประกาศสถิติการเสียชีวิตประจำปี 2568 โดย โรคมะเร็ง (เนื้องอกร้าย) ยังคงเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1 ติดต่อกันเป็นปีที่ 44 โดยในปีที่ผ่านมา มีผู้เสียชีวิตจากโรคมะเร็งรวม 54,838 คน สำหรับมะเร็งที่คร่าชีวิตมากที่สุด ได้แก่ มะเร็งหลอดลม ปอด และทางเดินหายใจ 10,831 คน มะเร็งตับและท่อน้ำดีในตับ 7,601 คน มะเร็งลำไส้ใหญ่ ลำไส้ตรง และทวารหนัก 7,146 คน ข้อมูลสถิติระบุว่า ในปี 2568 มีผู้เสียชีวิตทั้งหมด 199,576 คน ลดลงจากปี 2567 จำนวน 1,807 คน หรือลดลง 0.9% อัตราการเสียชีวิตอยู่ที่ 854.7 คนต่อประชากร 100,000 คน ลดลง 0.6%

สำหรับ 10 อันดับสาเหตุการเสียชีวิตของชาวไต้หวันปี 2568 ได้แก่

1.มะเร็ง 54,838 คน

2.โรคหัวใจ 22ม907 คน

3.ปอดอักเสบ 17,468 คน

4.โรคหลอดเลือดสมอง 12,425 คน

5.เบาหวาน 10,524 คน

6.โรคความดันโลหิตสูง 8,517  คน 

7.การบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ 6,678 คน

8.โรคไตอักเสบ กลุ่มอาการไตเนโฟรติกและโรคไต 5,980 คน

9.โรคทางเดินหายใจส่วนล่างเรื้อรัง 5,796 คน

10.การฆ่าตัวตาย 3,951 คน

สำหรับผู้เสียชีวิตจากมะเร็งปี 2568 มีจำนวนทั้งสิ้น 54,838 คน คิดเป็น 234.9 คนต่อประชากร 100,000 คน โดย 10 อันดับมะเร็งที่คร่าชีวิตมากที่สุด ได้แก่

1.มะเร็งหลอดลม ปอด และทางเดินหายใจ

2.มะเร็งตับและท่อน้ำดีในตับ

3.มะเร็งลำไส้ใหญ่ ลำไส้ตรง และทวารหนัก

4.มะเร็งเต้านม (สตรี)

5.มะเร็งต่อมลูกหมาก

6.มะเร็งช่องปาก

7.มะเร็งตับอ่อน

8.มะเร็งกระเพาะอาหาร

9.มะเร็งหลอดอาหาร

10.มะเร็งรังไข่

ข้อมูลอ้างอิง

1. https://healthmedia.com.tw/

2. medthai.com

3. paolohospital.com

ประเด็นร่วม & Podcast
สารานุกรมสุขภาพ
สารานุกรมสุขภาพ
ผู้จัดรายการ: อัญชัน ทรงพุทธิ์
เวลาออกอากาศ: วันจันทร์

為提供您更好的網站服務,本網站使用cookies。

若您繼續瀏覽網頁即表示您同意我們的cookies政策,進一步了解隱私權政策。 

我了解
00:00
00:00
0.5x 1x 1.5x 2x