Skip to the main content block
::: หน้าแรก| แผนผังเว็บไซต์| Podcasts|
|
Language

Formosa Dream Chasers - Programs - RTI Radio Taiwan International-logo

รายการ
| รายการล่าสุด
เลือกรายการ
ผู้จัดรายการ ตารางรายการ
ประเด็น (ข่าว) ยอดนิยม
繁體中文 简体中文 English Français Deutsch Indonesian 日本語 한국어 Русский Español ภาษาไทย Tiếng Việt Tagalog Українська แผนผังเว็บไซต์

ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 24 กรกฎาคม 2569

ขุนพลแรงงานไทย ไต้หวันปรับเพิ่มวงเงินประกันภัยรถยนต์ภาคบังคับ (พ.ร.บ.) เป็น 3 ล้านเหรียญ มีผล 1 กรกฎาคม 2569
ขุนพลแรงงานไทย ไต้หวันปรับเพิ่มวงเงินประกันภัยรถยนต์ภาคบังคับ (พ.ร.บ.) เป็น 3 ล้านเหรียญ มีผล 1 กรกฎาคม 2569

1. ยกระดับการคุ้มครองผู้ประสบภัยจากอุบัติเหตุทางถนน! ไต้หวันปรับเพิ่มวงเงินประกันภัยรถยนต์ภาคบังคับ (พ.ร.บ.) เป็น 3 ล้านเหรียญ มีผล 1 กรกฎาคม 2569

      คณะกรรมการกำกับดูแลสถาบันการเงินไต้หวัน (Financial Supervisory Commission หรือ FSC) ประกาศแก้ไข "เกณฑ์มาตรฐานการจ่ายค่าสินไหมทดแทนตามกฎหมายประกันภัยรถยนต์ภาคบังคับ" เพื่อยกระดับความคุ้มครองขั้นพื้นฐานแก่ผู้ประสบอุบัติเหตุจากการใช้รถใช้ถนน และเสริมสร้างความปลอดภัยด้านการจราจรภายในประเทศ โดยมีผลบังคับใช้กับอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป ทั้งนี้ FSC ยืนยันว่าจะไม่มีการปรับขึ้นอัตราเบี้ยประกันภัยแต่อย่างใด เพื่อให้ประชาชนได้รับความคุ้มครองที่สูงขึ้นโดยไม่ต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม

ระบบประกันภัยภาคบังคับ: หลักประกันขั้นพื้นฐานของสังคม

      สมาคมธุรกิจประกันวินาศภัยแห่งสาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) อธิบายว่า ระบบประกันภัยรถยนต์ภาคบังคับ หรือที่คนไทยคุ้นเคยในชื่อ "พ.ร.บ. รถยนต์" เป็นระบบสวัสดิการสังคมที่รัฐบาลจัดตั้งขึ้นเพื่อคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้ประสบภัยจากอุบัติเหตุทางถนน โดยกฎหมายกำหนดให้เจ้าของรถยนต์ รถจักรยานยนต์ และรถจักรยานไฟฟ้าทุกคันต้องทำประกันภัยประเภทนี้ การปรับเพิ่มวงเงินคุ้มครองในครั้งนี้มีขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป รวมถึงต้นทุนด้านการรักษาพยาบาลที่สูงขึ้นในปัจจุบัน

      นับตั้งแต่ไต้หวันเริ่มบังคับใช้ระบบนี้เมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2541 จนถึงปัจจุบันเป็นระยะเวลากว่า 28 ปี มีการจ่ายค่าสินไหมทดแทนสะสมไปแล้วกว่า 340,700 ล้านเหรียญไต้หวัน ให้แก่ผู้ได้รับประโยชน์มากกว่า 7.67 ล้านคนครั้ง ตอกย้ำบทบาทสำคัญของระบบนี้ในฐานะเครือข่ายความมั่นคงทางสังคมที่ช่วยบรรเทาภาระทางเศรษฐกิจแก่ครอบครัวผู้ประสบอุบัติเหตุได้อย่างทันท่วงที

ตั้งแต่ 30 พ.ย. 67 เป็นต้นมา รถจักรยานไฟฟ้า ต้องจดทะเบียนติดแผ่นป้ายและซื้อประกันภัยภาคบังคับ จึงจะอนุญาตให้ขับขี่บนถนนได้

สาระสำคัญของการปรับปรุงเกณฑ์

      จากภาวะค่าครองชีพและอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับเสียงเรียกร้องจากทุกภาคส่วนให้ยกระดับความคุ้มครอง FSC จึงประกาศใช้เกณฑ์มาตรฐานฉบับแก้ไข โดยยังคงอัตราเบี้ยประกันภัยเดิมไว้ และให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

      1. เงินชดเชยกรณีทุพพลภาพ ปรับเพิ่มวงเงินชดเชยสำหรับทุพพลภาพระดับที่ 1 จากเดิม 2 ล้านเหรียญไต้หวัน เป็น 3 ล้านเหรียญไต้หวัน ต่อผู้ประสบภัยหนึ่งรายต่ออุบัติเหตุแต่ละครั้ง ส่วนทุพพลภาพในระดับอื่น ๆ จะได้รับการปรับเพิ่มขึ้นในสัดส่วนเดียวกัน

      2. เงินชดเชยกรณีเสียชีวิต ปรับเพิ่มจากเดิม 2 ล้านเหรียญไต้หวัน เป็น 3 ล้านเหรียญไต้หวัน ต่อผู้ประสบภัยหนึ่งรายต่ออุบัติเหตุแต่ละครั้ง

      3. วงเงินคุ้มครองสูงสุดรวม ปรับเพิ่มยอดรวมสูงสุดของค่าชดเชยกรณีเสียชีวิต ทุพพลภาพ และค่ารักษาพยาบาลจากอาการบาดเจ็บ จากเดิมรวมกันไม่เกิน 2.2 ล้านเหรียญไต้หวัน เป็นไม่เกิน 3.2 ล้านเหรียญไต้หวัน ต่อผู้ประสบภัยหนึ่งรายต่ออุบัติเหตุแต่ละครั้ง

ขอบเขตความคุ้มครองและคำแนะนำเพิ่มเติม

      FSC ย้ำว่า ประกันภัยรถยนต์ภาคบังคับมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความคุ้มครองขั้นพื้นฐานแก่ผู้ประสบอุบัติเหตุทางถนนเท่านั้น โดยครอบคลุมเฉพาะกรณีบาดเจ็บ ทุพพลภาพ และเสียชีวิตเท่านั้น แต่ไม่ครอบคลุมความเสียหายต่อทรัพย์สิน ดังนั้น ประชาชนจึงสามารถเลือกซื้อประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจเพิ่มเติมได้ตามความต้องการ เพื่อให้ได้รับความคุ้มครองที่ครอบคลุมทั้งชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินอย่างสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ทั้งนี้ FSC จะยังคงพัฒนาระบบประกันภัยภาคบังคับอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดความยั่งยืนและเป็นหลักประกันที่มั่นคงสำหรับผู้ใช้รถใช้ถนนทุกคน

           เพื่อให้ทั้งชาวไต้หวันและชาวต่างชาติเข้าใจรายละเอียดของการปรับปรุงระบบครั้งนี้อย่างทั่วถึง สมาคมธุรกิจประกันวินาศภัยแห่งสาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) ได้จัดทำเอกสารประชาสัมพันธ์ 6 ภาษา ได้แก่ จีน อังกฤษ อินโดนีเซีย ไทย เวียดนาม และมาเลย์ พร้อมประสานความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ รัฐบาลท้องถิ่น และภาคประชาสังคม เพื่อเผยแพร่ข้อมูลให้ประชาชนไต้หวัน ผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ และแรงงานต่างชาติได้รับทราบสิทธิประโยชน์ของตนเองอย่างครบถ้วน

      นอกจากนี้ สมาคมฯ ยังเตือนเจ้าของรถทุกคนว่า ประกันภัยรถยนต์ภาคบังคับเป็นสิ่งที่กฎหมายกำหนดให้ต้องทำ จึงควรหมั่นตรวจสอบวันหมดอายุของกรมธรรม์และต่ออายุให้ตรงเวลา เพื่อรักษาสิทธิประโยชน์ของตนเองไว้ให้ครบถ้วน ผู้ที่ฝ่าฝืนไม่ทำประกันภัยตามที่กฎหมายกำหนดจะมีโทษปรับ และหากปล่อยให้กรมธรรม์ขาดอายุติดต่อกันเกิน 6 เดือนโดยไม่ต่ออายุ อาจถูกหน่วยงานกำกับดูแลด้านการขนส่งและยานพาหนะเพิกถอนทะเบียนรถได้ตามกฎหมาย

2. เหล้าเข้าปากเป็นเหตุ! แรงงานเวียดนามเมาทะเลาะวิวาทบานปลายถึงขั้นใช้อาวุธดับ 1 ตำรวจเจียอี้รวบ 3 ผู้ต้องหาดำเนินคดี

           เกิดเหตุการณ์น่าสลดใจในกลุ่มแรงงานเวียดนามที่เมืองเจียอี้ เมื่อรวมตัวดื่มสุราจนเมามาย ก่อนเกิดปากเสียงและทะเลาะวิวาทกันอย่างรุนแรง ลุกลามถึงขั้นใช้อาวุธมีคมไล่ทำร้ายกัน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย ล่าสุดตำรวจสามารถติดตามจับกุมผู้ก่อเหตุได้แล้วทั้งหมด 3 คน

           เหตุเกิดขึ้นที่ตำบลลิ่วเจี่ยว เมืองเจียอี้ โดยสถานีตำรวจพู่จื่อได้รับแจ้งเหตุทะเลาะวิวาทในช่วงเช้ามืดของวันที่ 13 กรกฎาคม จึงรีบส่งเจ้าหน้าที่เดินทางไปยังที่เกิดเหตุโดยทันที เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุ พบนายเหงียน อายุ 34 ปี แรงงานจากไถหนาน นอนจมกองเลือด มีบาดแผลถูกแทงด้วยของมีคมบริเวณหลังส่วนบนด้านซ้ายและไหล่ขวา อาการสาหัส เจ้าหน้าที่จึงรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลเพื่อทำการรักษา แต่สุดท้ายผู้บาดเจ็บทนพิษบาดแผลไม่ไหว เสียชีวิตในเวลาต่อมา

แรงงานเวียดนามเมาทะเลาะวิวาทบานปลายถึงขั้นใช้อาวุธดับ 1 ตำรวจเจียอี้รวบ 3 ผู้ต้องหาดำเนินคดี

           จากการสอบสวนเบื้องต้นของตำรวจพบว่า ผู้เสียชีวิตพร้อมเพื่อนร่วมชาติอีก 3 คน ได้เดินทางจากนครไถหนานมายังเจียอี้ เพื่อพบปะและดื่มสุราร่วมกับเพื่อนที่มาจากบ้านเกิดเดียวกัน ระหว่างการสังสรรค์ยังพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน แต่ไม่ทราบเป็นเพราะอะไรเกิดมีปากเสียงกันอย่างรุนแรงในเวลาต่อมา จนบานปลายลงไม้ลงมือทำร้ายร่างกายกัน

           ตำรวจระบุว่า ในระหว่างเกิดเหตุ แรงงานเวียดนามที่ทำงานอยู่ในเมืองเจียอี้รายหนึ่งถูกแรงงานฝ่ายที่เดินทางมาจากนครไถหนานใช้ค้อนทำร้ายจนได้รับบาดเจ็บ ต่อมาพี่ชายของผู้บาดเจ็บ วัย 34 ปี ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ต้องหา ทราบเรื่องเกิดความโกรธแค้น จึงคว้ามีดออกจากโรงงานที่ตนทำงานอยู่ ไล่ทำร้ายคู่กรณี ก่อนใช้มีดแทงแรงงานชาวเวียดนามจากนครไถหนานจนเสียชีวิตในที่สุด

           ภายหลังเกิดเหตุ ตำรวจได้ตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดในพื้นที่โดยรอบ จนสามารถติดตามจับกุมตัวนายเหงียน ผู้ลงมือใช้มีดก่อเหตุ พร้อมกับแรงงานเวียดนามที่ร่วมก่อเหตุอีก 2 คน รวมเป็นผู้ต้องหาทั้งสิ้น 3 คน พร้อมยึดของกลางเป็นมีดที่ใช้ก่อเหตุจำนวน 3 เล่ม และค้อน 1 อัน

           หลังพนักงานสอบสวนควบคุมตัวผู้ต้องหาไปสอบปากคำอย่างละเอียดแล้ว ได้ส่งตัวดำเนินคดีในข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา โดยพนักงานอัยการพิจารณาจากคำให้การของพยานและหลักฐานภาพจากกล้องวงจรปิดแล้วเห็นว่า ผู้ต้องหามีพฤติการณ์กระทำความผิดจริง และเป็นคดีอุกฉกรรจ์ที่มีอัตราโทษจำคุกขั้นต่ำตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไป จึงได้ยื่นคำร้องต่อศาลท้องถิ่นเจียอี้เพื่อขอฝากขังผู้ต้องหา ซึ่งศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ควบคุมตัวไว้ระหว่างการดำเนินคดีต่อไป

      เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงอันตรายของการดื่มสุราเกินขนาด ซึ่งมักเป็นชนวนนำไปสู่การทะเลาะวิวาทและความรุนแรงที่ไม่อาจควบคุมได้ แอลกอฮอล์ทำให้สติสัมปชัญญะและการควบคุมอารมณ์ลดลง ส่งผลให้เรื่องเล็กน้อยอาจบานปลายกลายเป็นโศกนาฏกรรมที่ไม่มีใครคาดคิด จึงเตือนแรงงานไทยงดหรือดื่มอย่างมีสติ รู้ลิมิตของตนเอง หลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้ง และหากพบเห็นเหตุทะเลาะวิวาทควรหลีกเลี่ยงการเข้าไปยุ่งเกี่ยวโดยตรง แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจทันที เพื่อป้องกันการสูญเสียที่ไม่อาจย้อนคืนได้

3. แรงงานอินโดฯ ที่หนานโถวนัดเคลียร์ปัญหางาน จบลงด้วยเหตุแทงกันเอง ดับ 1 บาดเจ็บ 1 ตำรวจตามรวบตัวอย่างไว

           เกิดเหตุสลดใจขึ้นที่ตำบลผูหลี่ เมืองหนานโถว เมื่อกลุ่มแรงงานชาวอินโดนีเซียนัดพบกันเพื่อพูดคุยไกล่เกลี่ยความขัดแย้งเรื่องงานที่หมักหมมมานาน แต่สุดท้ายกลับลงเอยด้วยการใช้มีดไล่ฟันกันเอง จนมีผู้เสียชีวิต 1 ราย และบาดเจ็บสาหัสอีก 1 ราย โชคดีที่ตำรวจสืบสวนจนสามารถจับกุมผู้ก่อเหตุพร้อมผู้ที่ช่วยเหลือให้หลบหนีได้อย่างรวดเร็ว ก่อนดำเนินคดีข้อหาฆาตกรรม

           โฆษกสถานีตำรวจผูหลี่เปิดเผยว่า เมื่อเวลาประมาณ 18.36 น. ของวันที่ 22 กรกฎาคม เจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งเหตุทะเลาะวิวาทของแรงงานต่างชาติ บริเวณหมู่บ้านเหอเฉิง ตำบลผูหลี่ โดยมีผู้ถูกมีดฟันจนบาดเจ็บสาหัส เจ้าหน้าที่จึงรีบเดินทางไปตรวจสอบที่เกิดเหตุทันที เมื่อไปถึง ผู้ก่อเหตุได้หลบหนีไปแล้ว พบแรงงานชาวอินโดนีเซียรายหนึ่งนอนจมกองเลือด มีบาดแผลถูกฟันหลายจุดบริเวณหน้าท้องและขา อาการสาหัส เจ้าหน้าที่รีบนำตัวส่งโรงพยาบาลคริสเตียนผูหลี่เพื่อทำการช่วยชีวิต แต่สุดท้ายผู้บาดเจ็บก็ทนพิษบาดแผลไม่ไหวและเสียชีวิตในเวลาต่อมา ส่วนแรงงานชาวอินโดนีเซียอีกรายหนึ่งก็ถูกฟันได้รับบาดเจ็บหลายแห่งเช่นกัน โดยนายจ้างเป็นผู้นำตัวส่งโรงพยาบาลเพื่อเข้ารับการผ่าตัดอย่างเร่งด่วน ล่าสุดอาการพ้นขีดอันตรายแล้ว ไม่มีอันตรายถึงชีวิต

สถานีตำรวจผูหลี่แถลงข่าวคดีแรงงานอินโดฯ ที่หนานโถวนัดเคลียร์ปัญหางาน จบลงด้วยเหตุแทงกันเอง ดับ 1 บาดเจ็บ 1 (ภาพจากสถานีตำรวจผูหลี่)

           หลังเกิดเหตุ ตำรวจได้ตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจลงพื้นที่เก็บหลักฐาน ตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด และไล่ตามเส้นทางหลบหนีของผู้ก่อเหตุ กระทั่งช่วงเช้าวันที่ 23 กรกฎาคม เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมนายกัสมิน ผู้ต้องสงสัยชาวอินโดนีเซียซึ่งเป็นผู้ลงมือก่อเหตุได้สำเร็จ พร้อมกับจับกุมนายอับดุล ที่ถูกกล่าวหาว่าช่วยเหลือผู้ต้องหาให้หลบหนี ได้ที่ตำบลกั๋วซิ่ง ก่อนควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมาย

           จากการสืบสวนเบื้องต้นพบว่า สาเหตุของเหตุการณ์มาจากความบาดหมางเรื่องงานที่สะสมมานาน โดยในวันเกิดเหตุ แรงงานชาวอินโดนีเซียประมาณ 8-9 คน ได้แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม นัดพบกันเพื่อพูดคุยเคลียร์ปัญหา ทั้งนี้ก่อนเกิดเหตุมีการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์กันมาก่อนแล้ว

           อย่างไรก็ตาม แทนที่การเจรจาจะจบลงด้วยดี กลับกลายเป็นการปะทะคารมกันอย่างรุนแรง จนนายกัสมินและนายอับดุลซึ่งเดินทางมาสมทบ ได้ควงมีดไล่ฟันคู่กรณีทั้ง 2 คน เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย และบาดเจ็บสาหัสอีก 1 ราย ก่อนที่ทั้งสองจะรีบหลบหนีออกจากที่เกิดเหตุทันที

           แหล่งข่าวเปิดเผยว่า แม้แต่แรงงานชาวอินโดนีเซียที่เป็นผู้ริเริ่มนัดหมายให้ทั้งสองฝ่ายมาเจรจากันเอง ก็ยังรู้สึกตกใจและไม่คาดคิดมาก่อนว่าการพูดคุยครั้งนี้จะจบลงด้วยความรุนแรงถึงขั้นใช้อาวุธทำร้ายกัน

           ภายหลังการสอบสวน ตำรวจได้ดำเนินคดีผู้ต้องหาทั้งสองในข้อหาฆาตกรรม และส่งสำนวนให้สำนักงานอัยการเมืองหนานโถวดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

為提供您更好的網站服務,本網站使用cookies。

若您繼續瀏覽網頁即表示您同意我們的cookies政策,進一步了解隱私權政策。 

我了解
00:00
00:00
0.5x 1x 1.5x 2x