1. ยกระดับการคุ้มครองผู้ประสบภัยจากอุบัติเหตุทางถนน! ไต้หวันปรับเพิ่มวงเงินประกันภัยรถยนต์ภาคบังคับ (พ.ร.บ.) เป็น 3 ล้านเหรียญ มีผล 1 กรกฎาคม 2569
คณะกรรมการกำกับดูแลสถาบันการเงินไต้หวัน (Financial Supervisory Commission หรือ FSC) ประกาศแก้ไข "เกณฑ์มาตรฐานการจ่ายค่าสินไหมทดแทนตามกฎหมายประกันภัยรถยนต์ภาคบังคับ" เพื่อยกระดับความคุ้มครองขั้นพื้นฐานแก่ผู้ประสบอุบัติเหตุจากการใช้รถใช้ถนน และเสริมสร้างความปลอดภัยด้านการจราจรภายในประเทศ โดยมีผลบังคับใช้กับอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป ทั้งนี้ FSC ยืนยันว่าจะไม่มีการปรับขึ้นอัตราเบี้ยประกันภัยแต่อย่างใด เพื่อให้ประชาชนได้รับความคุ้มครองที่สูงขึ้นโดยไม่ต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม

ระบบประกันภัยภาคบังคับ: หลักประกันขั้นพื้นฐานของสังคม
สมาคมธุรกิจประกันวินาศภัยแห่งสาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) อธิบายว่า ระบบประกันภัยรถยนต์ภาคบังคับ หรือที่คนไทยคุ้นเคยในชื่อ "พ.ร.บ. รถยนต์" เป็นระบบสวัสดิการสังคมที่รัฐบาลจัดตั้งขึ้นเพื่อคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้ประสบภัยจากอุบัติเหตุทางถนน โดยกฎหมายกำหนดให้เจ้าของรถยนต์ รถจักรยานยนต์ และรถจักรยานไฟฟ้าทุกคันต้องทำประกันภัยประเภทนี้ การปรับเพิ่มวงเงินคุ้มครองในครั้งนี้มีขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป รวมถึงต้นทุนด้านการรักษาพยาบาลที่สูงขึ้นในปัจจุบัน
นับตั้งแต่ไต้หวันเริ่มบังคับใช้ระบบนี้เมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2541 จนถึงปัจจุบันเป็นระยะเวลากว่า 28 ปี มีการจ่ายค่าสินไหมทดแทนสะสมไปแล้วกว่า 340,700 ล้านเหรียญไต้หวัน ให้แก่ผู้ได้รับประโยชน์มากกว่า 7.67 ล้านคนครั้ง ตอกย้ำบทบาทสำคัญของระบบนี้ในฐานะเครือข่ายความมั่นคงทางสังคมที่ช่วยบรรเทาภาระทางเศรษฐกิจแก่ครอบครัวผู้ประสบอุบัติเหตุได้อย่างทันท่วงที

ตั้งแต่ 30 พ.ย. 67 เป็นต้นมา รถจักรยานไฟฟ้า ต้องจดทะเบียนติดแผ่นป้ายและซื้อประกันภัยภาคบังคับ จึงจะอนุญาตให้ขับขี่บนถนนได้
สาระสำคัญของการปรับปรุงเกณฑ์
จากภาวะค่าครองชีพและอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับเสียงเรียกร้องจากทุกภาคส่วนให้ยกระดับความคุ้มครอง FSC จึงประกาศใช้เกณฑ์มาตรฐานฉบับแก้ไข โดยยังคงอัตราเบี้ยประกันภัยเดิมไว้ และให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
1. เงินชดเชยกรณีทุพพลภาพ ปรับเพิ่มวงเงินชดเชยสำหรับทุพพลภาพระดับที่ 1 จากเดิม 2 ล้านเหรียญไต้หวัน เป็น 3 ล้านเหรียญไต้หวัน ต่อผู้ประสบภัยหนึ่งรายต่ออุบัติเหตุแต่ละครั้ง ส่วนทุพพลภาพในระดับอื่น ๆ จะได้รับการปรับเพิ่มขึ้นในสัดส่วนเดียวกัน
2. เงินชดเชยกรณีเสียชีวิต ปรับเพิ่มจากเดิม 2 ล้านเหรียญไต้หวัน เป็น 3 ล้านเหรียญไต้หวัน ต่อผู้ประสบภัยหนึ่งรายต่ออุบัติเหตุแต่ละครั้ง
3. วงเงินคุ้มครองสูงสุดรวม ปรับเพิ่มยอดรวมสูงสุดของค่าชดเชยกรณีเสียชีวิต ทุพพลภาพ และค่ารักษาพยาบาลจากอาการบาดเจ็บ จากเดิมรวมกันไม่เกิน 2.2 ล้านเหรียญไต้หวัน เป็นไม่เกิน 3.2 ล้านเหรียญไต้หวัน ต่อผู้ประสบภัยหนึ่งรายต่ออุบัติเหตุแต่ละครั้ง
ขอบเขตความคุ้มครองและคำแนะนำเพิ่มเติม
FSC ย้ำว่า ประกันภัยรถยนต์ภาคบังคับมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความคุ้มครองขั้นพื้นฐานแก่ผู้ประสบอุบัติเหตุทางถนนเท่านั้น โดยครอบคลุมเฉพาะกรณีบาดเจ็บ ทุพพลภาพ และเสียชีวิตเท่านั้น แต่ไม่ครอบคลุมความเสียหายต่อทรัพย์สิน ดังนั้น ประชาชนจึงสามารถเลือกซื้อประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจเพิ่มเติมได้ตามความต้องการ เพื่อให้ได้รับความคุ้มครองที่ครอบคลุมทั้งชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินอย่างสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ทั้งนี้ FSC จะยังคงพัฒนาระบบประกันภัยภาคบังคับอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดความยั่งยืนและเป็นหลักประกันที่มั่นคงสำหรับผู้ใช้รถใช้ถนนทุกคน
เพื่อให้ทั้งชาวไต้หวันและชาวต่างชาติเข้าใจรายละเอียดของการปรับปรุงระบบครั้งนี้อย่างทั่วถึง สมาคมธุรกิจประกันวินาศภัยแห่งสาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) ได้จัดทำเอกสารประชาสัมพันธ์ 6 ภาษา ได้แก่ จีน อังกฤษ อินโดนีเซีย ไทย เวียดนาม และมาเลย์ พร้อมประสานความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ รัฐบาลท้องถิ่น และภาคประชาสังคม เพื่อเผยแพร่ข้อมูลให้ประชาชนไต้หวัน ผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ และแรงงานต่างชาติได้รับทราบสิทธิประโยชน์ของตนเองอย่างครบถ้วน
นอกจากนี้ สมาคมฯ ยังเตือนเจ้าของรถทุกคนว่า ประกันภัยรถยนต์ภาคบังคับเป็นสิ่งที่กฎหมายกำหนดให้ต้องทำ จึงควรหมั่นตรวจสอบวันหมดอายุของกรมธรรม์และต่ออายุให้ตรงเวลา เพื่อรักษาสิทธิประโยชน์ของตนเองไว้ให้ครบถ้วน ผู้ที่ฝ่าฝืนไม่ทำประกันภัยตามที่กฎหมายกำหนดจะมีโทษปรับ และหากปล่อยให้กรมธรรม์ขาดอายุติดต่อกันเกิน 6 เดือนโดยไม่ต่ออายุ อาจถูกหน่วยงานกำกับดูแลด้านการขนส่งและยานพาหนะเพิกถอนทะเบียนรถได้ตามกฎหมาย
2. เหล้าเข้าปากเป็นเหตุ! แรงงานเวียดนามเมาทะเลาะวิวาทบานปลายถึงขั้นใช้อาวุธดับ 1 ตำรวจเจียอี้รวบ 3 ผู้ต้องหาดำเนินคดี
เกิดเหตุการณ์น่าสลดใจในกลุ่มแรงงานเวียดนามที่เมืองเจียอี้ เมื่อรวมตัวดื่มสุราจนเมามาย ก่อนเกิดปากเสียงและทะเลาะวิวาทกันอย่างรุนแรง ลุกลามถึงขั้นใช้อาวุธมีคมไล่ทำร้ายกัน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย ล่าสุดตำรวจสามารถติดตามจับกุมผู้ก่อเหตุได้แล้วทั้งหมด 3 คน

เหตุเกิดขึ้นที่ตำบลลิ่วเจี่ยว เมืองเจียอี้ โดยสถานีตำรวจพู่จื่อได้รับแจ้งเหตุทะเลาะวิวาทในช่วงเช้ามืดของวันที่ 13 กรกฎาคม จึงรีบส่งเจ้าหน้าที่เดินทางไปยังที่เกิดเหตุโดยทันที เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุ พบนายเหงียน อายุ 34 ปี แรงงานจากไถหนาน นอนจมกองเลือด มีบาดแผลถูกแทงด้วยของมีคมบริเวณหลังส่วนบนด้านซ้ายและไหล่ขวา อาการสาหัส เจ้าหน้าที่จึงรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลเพื่อทำการรักษา แต่สุดท้ายผู้บาดเจ็บทนพิษบาดแผลไม่ไหว เสียชีวิตในเวลาต่อมา

แรงงานเวียดนามเมาทะเลาะวิวาทบานปลายถึงขั้นใช้อาวุธดับ 1 ตำรวจเจียอี้รวบ 3 ผู้ต้องหาดำเนินคดี
จากการสอบสวนเบื้องต้นของตำรวจพบว่า ผู้เสียชีวิตพร้อมเพื่อนร่วมชาติอีก 3 คน ได้เดินทางจากนครไถหนานมายังเจียอี้ เพื่อพบปะและดื่มสุราร่วมกับเพื่อนที่มาจากบ้านเกิดเดียวกัน ระหว่างการสังสรรค์ยังพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน แต่ไม่ทราบเป็นเพราะอะไรเกิดมีปากเสียงกันอย่างรุนแรงในเวลาต่อมา จนบานปลายลงไม้ลงมือทำร้ายร่างกายกัน
ตำรวจระบุว่า ในระหว่างเกิดเหตุ แรงงานเวียดนามที่ทำงานอยู่ในเมืองเจียอี้รายหนึ่งถูกแรงงานฝ่ายที่เดินทางมาจากนครไถหนานใช้ค้อนทำร้ายจนได้รับบาดเจ็บ ต่อมาพี่ชายของผู้บาดเจ็บ วัย 34 ปี ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ต้องหา ทราบเรื่องเกิดความโกรธแค้น จึงคว้ามีดออกจากโรงงานที่ตนทำงานอยู่ ไล่ทำร้ายคู่กรณี ก่อนใช้มีดแทงแรงงานชาวเวียดนามจากนครไถหนานจนเสียชีวิตในที่สุด

ภายหลังเกิดเหตุ ตำรวจได้ตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดในพื้นที่โดยรอบ จนสามารถติดตามจับกุมตัวนายเหงียน ผู้ลงมือใช้มีดก่อเหตุ พร้อมกับแรงงานเวียดนามที่ร่วมก่อเหตุอีก 2 คน รวมเป็นผู้ต้องหาทั้งสิ้น 3 คน พร้อมยึดของกลางเป็นมีดที่ใช้ก่อเหตุจำนวน 3 เล่ม และค้อน 1 อัน
หลังพนักงานสอบสวนควบคุมตัวผู้ต้องหาไปสอบปากคำอย่างละเอียดแล้ว ได้ส่งตัวดำเนินคดีในข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา โดยพนักงานอัยการพิจารณาจากคำให้การของพยานและหลักฐานภาพจากกล้องวงจรปิดแล้วเห็นว่า ผู้ต้องหามีพฤติการณ์กระทำความผิดจริง และเป็นคดีอุกฉกรรจ์ที่มีอัตราโทษจำคุกขั้นต่ำตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไป จึงได้ยื่นคำร้องต่อศาลท้องถิ่นเจียอี้เพื่อขอฝากขังผู้ต้องหา ซึ่งศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ควบคุมตัวไว้ระหว่างการดำเนินคดีต่อไป

เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงอันตรายของการดื่มสุราเกินขนาด ซึ่งมักเป็นชนวนนำไปสู่การทะเลาะวิวาทและความรุนแรงที่ไม่อาจควบคุมได้ แอลกอฮอล์ทำให้สติสัมปชัญญะและการควบคุมอารมณ์ลดลง ส่งผลให้เรื่องเล็กน้อยอาจบานปลายกลายเป็นโศกนาฏกรรมที่ไม่มีใครคาดคิด จึงเตือนแรงงานไทยงดหรือดื่มอย่างมีสติ รู้ลิมิตของตนเอง หลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้ง และหากพบเห็นเหตุทะเลาะวิวาทควรหลีกเลี่ยงการเข้าไปยุ่งเกี่ยวโดยตรง แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจทันที เพื่อป้องกันการสูญเสียที่ไม่อาจย้อนคืนได้
3. แรงงานอินโดฯ ที่หนานโถวนัดเคลียร์ปัญหางาน จบลงด้วยเหตุแทงกันเอง ดับ 1 บาดเจ็บ 1 ตำรวจตามรวบตัวอย่างไว
เกิดเหตุสลดใจขึ้นที่ตำบลผูหลี่ เมืองหนานโถว เมื่อกลุ่มแรงงานชาวอินโดนีเซียนัดพบกันเพื่อพูดคุยไกล่เกลี่ยความขัดแย้งเรื่องงานที่หมักหมมมานาน แต่สุดท้ายกลับลงเอยด้วยการใช้มีดไล่ฟันกันเอง จนมีผู้เสียชีวิต 1 ราย และบาดเจ็บสาหัสอีก 1 ราย โชคดีที่ตำรวจสืบสวนจนสามารถจับกุมผู้ก่อเหตุพร้อมผู้ที่ช่วยเหลือให้หลบหนีได้อย่างรวดเร็ว ก่อนดำเนินคดีข้อหาฆาตกรรม

โฆษกสถานีตำรวจผูหลี่เปิดเผยว่า เมื่อเวลาประมาณ 18.36 น. ของวันที่ 22 กรกฎาคม เจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งเหตุทะเลาะวิวาทของแรงงานต่างชาติ บริเวณหมู่บ้านเหอเฉิง ตำบลผูหลี่ โดยมีผู้ถูกมีดฟันจนบาดเจ็บสาหัส เจ้าหน้าที่จึงรีบเดินทางไปตรวจสอบที่เกิดเหตุทันที เมื่อไปถึง ผู้ก่อเหตุได้หลบหนีไปแล้ว พบแรงงานชาวอินโดนีเซียรายหนึ่งนอนจมกองเลือด มีบาดแผลถูกฟันหลายจุดบริเวณหน้าท้องและขา อาการสาหัส เจ้าหน้าที่รีบนำตัวส่งโรงพยาบาลคริสเตียนผูหลี่เพื่อทำการช่วยชีวิต แต่สุดท้ายผู้บาดเจ็บก็ทนพิษบาดแผลไม่ไหวและเสียชีวิตในเวลาต่อมา ส่วนแรงงานชาวอินโดนีเซียอีกรายหนึ่งก็ถูกฟันได้รับบาดเจ็บหลายแห่งเช่นกัน โดยนายจ้างเป็นผู้นำตัวส่งโรงพยาบาลเพื่อเข้ารับการผ่าตัดอย่างเร่งด่วน ล่าสุดอาการพ้นขีดอันตรายแล้ว ไม่มีอันตรายถึงชีวิต

สถานีตำรวจผูหลี่แถลงข่าวคดีแรงงานอินโดฯ ที่หนานโถวนัดเคลียร์ปัญหางาน จบลงด้วยเหตุแทงกันเอง ดับ 1 บาดเจ็บ 1 (ภาพจากสถานีตำรวจผูหลี่)
หลังเกิดเหตุ ตำรวจได้ตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจลงพื้นที่เก็บหลักฐาน ตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด และไล่ตามเส้นทางหลบหนีของผู้ก่อเหตุ กระทั่งช่วงเช้าวันที่ 23 กรกฎาคม เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมนายกัสมิน ผู้ต้องสงสัยชาวอินโดนีเซียซึ่งเป็นผู้ลงมือก่อเหตุได้สำเร็จ พร้อมกับจับกุมนายอับดุล ที่ถูกกล่าวหาว่าช่วยเหลือผู้ต้องหาให้หลบหนี ได้ที่ตำบลกั๋วซิ่ง ก่อนควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมาย
จากการสืบสวนเบื้องต้นพบว่า สาเหตุของเหตุการณ์มาจากความบาดหมางเรื่องงานที่สะสมมานาน โดยในวันเกิดเหตุ แรงงานชาวอินโดนีเซียประมาณ 8-9 คน ได้แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม นัดพบกันเพื่อพูดคุยเคลียร์ปัญหา ทั้งนี้ก่อนเกิดเหตุมีการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์กันมาก่อนแล้ว
อย่างไรก็ตาม แทนที่การเจรจาจะจบลงด้วยดี กลับกลายเป็นการปะทะคารมกันอย่างรุนแรง จนนายกัสมินและนายอับดุลซึ่งเดินทางมาสมทบ ได้ควงมีดไล่ฟันคู่กรณีทั้ง 2 คน เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย และบาดเจ็บสาหัสอีก 1 ราย ก่อนที่ทั้งสองจะรีบหลบหนีออกจากที่เกิดเหตุทันที
แหล่งข่าวเปิดเผยว่า แม้แต่แรงงานชาวอินโดนีเซียที่เป็นผู้ริเริ่มนัดหมายให้ทั้งสองฝ่ายมาเจรจากันเอง ก็ยังรู้สึกตกใจและไม่คาดคิดมาก่อนว่าการพูดคุยครั้งนี้จะจบลงด้วยความรุนแรงถึงขั้นใช้อาวุธทำร้ายกัน
ภายหลังการสอบสวน ตำรวจได้ดำเนินคดีผู้ต้องหาทั้งสองในข้อหาฆาตกรรม และส่งสำนวนให้สำนักงานอัยการเมืองหนานโถวดำเนินการตามกฎหมายต่อไป