สวัสดีครับคุณผู้ฟังทุกท่าน! ขอต้อนรับเข้าสู่รายการ บันเทิงดอทคอม (娛樂達康) อัปเดตทุกความเคลื่อนไหว เจาะลึกทุกประเด็นร้อนในแวดวงบันเทิง ดำเนินรายการโดยผม ธีระ หยาง (亓淞) ครับ
เป็นอย่างไรกันบ้างครับคุณผู้ฟัง ช่วงนี้อากาศบ้านเราก็เปลี่ยนแปลงบ่อย ดูแลรักษาสุขภาพกันด้วยนะครับ สำหรับตัวผมเอง ช่วงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาเพิ่งจะมีโอกาสได้ประสานงานและต้อนรับคณะผู้แทนแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมและอุตสาหกรรมบันเทิง ทั้งค่ายหนังและค่ายเพลงที่เดินทางมาเยือนไต้หวัน บอกเลยครับว่าอุตสาหกรรมภาพยนตร์และดนตรีของฝั่งเอเชียเราตอนนี้กำลังคึกคักและน่าจับตามองมากๆ ซึ่งมันก็เข้ากับธีมรายการของเราในวันนี้พอดีเลยครับ สำหรับสัปดาห์นี้ (2026-07-26) ผมได้รวบรวมเรื่องราวสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ทั้งข่าวดีของวงการภาพยนตร์ไต้หวันบนเวทีระดับโลก เรื่องราวอินไซด์ของอดีตโปรดิวเซอร์ระดับตำนาน และเจาะลึกเบื้องหลังบทเพลงคลาสสิกที่ข้ามผ่านกาลเวลา ใครที่เป็นคอหนังและคอเพลงจีนห้ามพลาดเด็ดขาดครับ!
- เรามาเริ่มต้นข่าวแรกกันด้วยความน่าภาคภูมิใจของวงการภาพยนตร์ครับ ล่าสุดมีข่าวดีว่าภาพยนตร์ร่วมทุนสร้างระหว่างไต้หวันและมาเลเซียเรื่อง "The Age of Goodbyes" (告別的年代) ได้ทะยานเข้าสู่เวทีระดับโลกเป็นที่เรียบร้อยแล้วครับ! ภาพยนตร์เรื่องนี้กำกับโดยผู้กำกับชาวมาเลเซีย หยางอี้เหิง ซึ่งดัดแปลงมาจากนวนิยายชื่อเดียวกันของนักเขียนวรรณกรรมภาษาจีนชาวมาเลเซียระดับปรมาจารย์อย่าง หลีจื่อซู ล่าสุดทางเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตรอนโต หรือ TIFF ครั้งที่ 51 ได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่า ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับเลือกให้เข้าฉายในสาย "Special Presentations" ซึ่งถือเป็นสายการฉายที่ถูกจับตามองมากที่สุดสายหนึ่งเลยนะครับ เพราะจะรวบรวมผลงานจากผู้กำกับชื่อดังและภาพยนตร์ที่เป็นกระแสฮือฮาเอาไว้ และที่สำคัญ นี่จะเป็นการฉายรอบปฐมทัศน์โลกด้วยครับ ผู้กำกับหยางอี้เหิง ถึงกับเก็บความตื่นเต้นไว้ไม่อยู่ เขาบอกว่าโตรอนโตคือความฝันของเขามาตลอด และผลงานเรื่องนี้ก็บรรจุความผูกพันที่เขามีต่อเมืองอีโปห์ ความทรงจำของครอบครัว และวันเวลาแห่งการเติบโตเอาไว้ครับ ทีนี้เรามาดูทีมนักแสดงกันบ้าง นำทีมโดยนางเอกร้อยล้านอย่าง ซ่งอวิ๋นฮว่า ร่วมด้วย ชิวซื่อจิ้น สมาชิกบอยแบนด์ฮ่องกงวง MIRROR และนักแสดงหนุ่ม หลิวจื่อเฉวียน โดยซ่งอวิ๋นฮว่าได้เปิดใจอย่างสุดซึ้งครับว่า เธอได้เจอกับบทบาทของ ตู้ลี่อัน ในช่วงที่เพิ่งไปถึงอเมริกาและรู้สึกโดดเดี่ยวที่สุดในชีวิต บทบาทนี้สอนให้เธอรู้จักเปลี่ยนความเปราะบางให้กลายเป็นความกล้าหาญ ภาพยนตร์เรื่องนี้ใช้โครงสร้างการเล่าเรื่องแบบ "หนังสือซ้อนหนังสือ" เล่าเรื่องราวของเด็กหนุ่มในยุค 1990 ที่อ่านนิยายลึกลับแล้วหลุดเข้าไปพัวพันกับความจริงในอดีตยุค 1969 ที่เมืองอีโปห์ เป็นเรื่องราวการข้ามยุคสมัยที่ซับซ้อนและน่าติดตามมากครับ ตัวหนังมีกำหนดฉายช่วงปลายปีนี้ แฟนๆ เตรียมตัวรอชมกันได้เลย (ภาพจาก RENAISSANCE FILMS)

- จากเรื่องราวของภาพยนตร์ยุคใหม่ เราขอย้อนเวลากลับไปพูดถึงตำนานของวงการภาพยนตร์ฮ่องกงกันบ้างครับ เมื่อไม่นานมานี้ วงการบันเทิงได้สูญเสียบุคคลสำคัญไป นั่นคือการจากไปของ ซือหนานเซิง โปรดิวเซอร์หญิงระดับตำนานในวัย 75 ปี การจากไปของเธอทำให้เรื่องราวในอดีตถูกหยิบยกมาพูดถึงอีกครั้ง โดยเฉพาะจุดเริ่มต้นของราชินีจอเงินระดับอินเตอร์อย่าง จางม่านอวี้ ครับ คุณผู้ฟังเชื่อไหมครับว่า จางม่านอวี้ ที่ปัจจุบันกวาดรางวัลนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมมานับไม่ถ้วน เคยถูกปฏิเสธเพราะคำว่า "ไม่สวย" มาแล้ว! ย้อนกลับไปตอนที่เธอยังเป็นแค่พนักงานขายเสื้อผ้าเด็ก และรับจ้างเป็นนางแบบพาร์ทไทม์ ผู้กำกับ หยางฝาน เห็นแววก็เลยแนะนำเธอให้โปรดิวเซอร์ ซือหนานเซิง รู้จัก ในยุคนั้นจางม่านอวี้มีฟันกระต่ายเป็นเอกลักษณ์ แม้จะไม่ตรงกับสเปคความงามกระแสหลัก แต่โปรดิวเซอร์ซือกลับชอบในความมีเสน่ห์แบบธรรมชาติของเธอมาก จึงนำไปแนะนำให้ผู้กำกับ สือเทียน แต่กลับถูกผู้กำกับสือเทียนปฏิเสธด้วยคำว่า "ไม่สวย" ซะอย่างนั้นครับ เมื่อชวดงานหนัง จางม่านอวี้ก็เลยไปปรึกษาโปรดิวเซอร์ซือว่าอยากประกวดมิสฮ่องกง ซึ่ง ซือหนานเซิง ก็สนับสนุนเต็มที่ บอกเลยว่านี่คือทางลัดเข้าวงการที่เร็วที่สุด และผลก็คือเธอคว้ารองชนะเลิศอันดับ 1 พร้อมรางวัลขวัญใจช่างภาพ มาครอง จนโด่งดังเป็นพลุแตก พอเธอเริ่มดัง ผู้กำกับ สือเทียน คนที่เคยปฏิเสธเธอนั่นแหละครับ ก็กลับมาขอให้โปรดิวเซอร์ซือช่วยติดต่อจางม่านอวี้ให้หน่อย แต่ ซือหนานเซิง ตอบกลับไปแบบสั้นๆ ขำๆ ว่า "สายไปแล้วจ้า ตอนนี้เธอเซ็นสัญญากับสถานีโทรทัศน์ ไปเรียบร้อยแล้ว" เรื่องนี้แสดงให้เห็นเลยครับว่า สายตาของโปรดิวเซอร์ซือหนานเซิงนั้นเฉียบคมแค่ไหน เราขอแสดงความอาลัยและรำลึกถึงผลงานของเธอที่จะอยู่ในใจแฟนหนังตลอดไปครับ (ภาพจาก Applause Entertainment)

- พูดถึงภาพยนตร์แล้ว จะไม่พูดถึงเพลงประกอบภาพยนตร์ก็คงไม่ได้ครับ และเพลงที่เราจะเปิดให้ฟังกันในเบรกนี้คือเพลง The Song of Time (時間之歌 - บทเพลงแห่งเวลา) ร้องโดยศิลปินระดับตำนาน องเชี่ยนอวี้ หรือ จูดี้ อง ครับ ซึ่งเป็นเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง Sunshine Women's Choir (陽光女子合唱團) ซึ่งกวาดรายได้ถล่มทลายเป็นสถิติไต้หวัน โดยทำเงินได้มากกว่า 700 ล้านบาท ซึ่งในเรื่องนี้ องเชี่ยนอวี้ รับบทเป็น หยางอวี้อิง อดีตนักร้องดังที่ยอมทิ้งวงการเพื่อครอบครัว แต่สุดท้ายกลับกลายเป็น "คนบาป" ที่ต้องโทษอยู่ในเรือนจำถึง 40 ปี เพลงนี้คือการสะท้อนตัวตนของตัวละครและชีวิตจริงของนักร้องครับ เพลง "The Song of Time" (時間之歌) ถูกนำมาทำใหม่จากเพลงพื้นบ้านญี่ปุ่นอายุกว่าร้อยปีอย่าง ไห่ปินจือเกอ (海濱之歌 - บทเพลงแห่งทะเล) ของ นาริตะ ทาเมโซะ โดยได้โปรดิวเซอร์มือทอง เฉินเจี้ยนฉี มาควบคุมการผลิต และได้ผู้กำกับ หลินเสี้ยวเชียน มาเขียนเนื้อร้องให้ ทุกท่อนคือความรู้สึกผิดและการสารภาพบาปในเรือนจำ โดยเฉพาะท่อนที่ร้องว่า "คนที่รักกัน อย่าพูดคำลา เพราะไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะได้พบกันอีก" (相愛的人 別說再見 再見已是何年) ถือเป็นจุดระเบิดอารมณ์ที่ทรงพลังที่สุดครับ (ภาพจาก 11CC Films)

- กลับเข้าสู่ช่วงของเพลงเก่า...แต่เราเก็ท กันครับ ต้องบอกว่าเป็นช่วงที่มาก่อนกาลอีกแล้วครับท่าน เพราะช่วงนี้เพลงเถียนมี่มี่ ที่บ้านเรากำลังดัง ผมได้หยิบมาแนะนำในช่วงนี้ของบันเทิงดอทคอมเมื่อหลายสัปดาห์ก่อน ใครอยากฟังคลิกตรงนี้เลยครับ ส่วนเพลงที่จบไปเมื่อสักครู่เต็มไปด้วยความหมายที่ลึกซึ้งจริงๆ และสำหรับเพลงสุดท้ายที่เราจะพูดถึงและเปิดให้ฟังกันในวันนี้ ก็เป็นอีกหนึ่งบทเพลงคลาสสิกที่ผ่านมรสุมชีวิตมาอย่างโชกโชนไม่แพ้เนื้อเรื่องในภาพยนตร์เลยครับ นั่นคือเพลง "เย่ไหลเซียง" (夜來香 - ดอกราตรี) ซึ่งหลายคนรู้จักผ่านการหยิบมาร้องโดยเติ้งลี่จวิน คนเดียวกับที่ร้องเถียนมี่มี่นั่นแหละครับ
แต่จริงๆ แล้วเพลง เย่ไหลเซียง (夜來香) หรือ ดอกราตรี ถูกแต่งขึ้นในปี 1944 โดยนักดนตรีชื่อดังแห่งยุค หลีจิ่นกวง ตอนแรกเพลงนี้เกือบไม่ได้เกิดแล้วนะครับ เพราะเรนจ์เสียงกว้างมาก ร้องยากจนนักร้องดังของค่ายป่ายไต้ (百代唱片) หลายคนต้องยอมแพ้ จนกระทั่งมาเจอเนื้อคู่คือ หลี่เซียงหลาน (李香蘭) ดารานักร้องสองภาษาจีน-ญี่ปุ่น เธอใช้ทักษะการร้องแบบเบลคานโตถ่ายทอดออกมาจนเพลงดังระเบิด แต่ใครจะรู้ว่า เพลงที่เพราะขนาดนี้จะถูกแบนถึง 2 ครั้ง! ครั้งแรกเกิดขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อญี่ปุ่นแพ้สงคราม หลี่เซียงหลาน ซึ่งเป็นลูกหลานชาวญี่ปุ่นถูกเนรเทศและถูกตราหน้าว่าเป็น "ฮั่นเจียน" (漢奸) หรือคนขายชาติ เพลงนี้จึงถูกแบนไปด้วย การถูกแบนครั้งที่ 2 เกิดขึ้นในยุค 1980 เมื่อราชินีเพลงระดับมหาอมตะนิรันด์กาลแห่งวงการเพลงจีนอย่าง เติ้งลี่จวิน ได้นำเพลงนี้มาร้องใหม่จนโด่งดังไปทั่วเอเชีย แต่ทางการจีนในยุคนั้นกลับมองว่าเพลงนี้เป็นบทเพลงที่มอมเมาประชาชน จึงสั่งแบนอีกครั้ง เห็นไหมครับว่าเพลงนี้ถูกแบนจากเหตุผลทางการเมืองและตัวนักร้องล้วนๆ ไม่ได้เกี่ยวกับตัวเพลงเล้ยยย และที่น่าเศร้าที่สุดคือ ในปี 1994 เติ้งลี่จวิน ได้บันทึกเสียงเพลงนี้ใหม่ที่ญี่ปุ่น ก่อนที่เธอจะเสียชีวิตอย่างกะทันหันในปี 1995 ทำให้ เย่ไหลเซียง (夜來香) กลายเป็นเพลงที่อัดเสียงในสตูดิโอเพลงสุดท้ายของเธอไปโดยปริยายครับ... เพื่อเป็นการรำลึกถึงความยิ่งใหญ่ของบทเพลงนี้ เราไปฟังเวอร์ชันระดับตำนานของเธอกันครับ เชื่อว่าเป็นเพลงที่เพราะและคลาสสิกตลอดกาลจริงๆ ครับสำหรับ เย่ไหลเซียง ไม่ว่าจะผ่านไปกี่สิบปี ดนตรีก็ยังคงทำหน้าที่บันทึกประวัติศาสตร์และความรู้สึกของผู้คนในแต่ละยุคสมัยเอาไว้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ และไม่น่าเชื่อทีเดียวว่า ความคลาสสิกของเพลงนี้ ทำให้มีการนำทำนองมาใส่เนื้อเพลงไทย และนำมาร้องโดยนักร้องระดับตำนานของไทยหลายคนเลย ไม่ว่าจะเป็นพิมพ์โพยม เรืองโรจน์ ในเพลงที่ใช้ชื่อว่า "เมื่อวานนี้", เพ็ญศรี พุ่มชูศรี ใช้ชื่อว่า "กำสรวลรัก" และ อรวี สัจจานนท์ ใช้ชื่อว่า "เฉียดมาชม" และเป็นทำนองบางส่วนของเพลง "ผ้าเช็ดหน้า" ของไทรอัมพ์ส คิงดอม จริงๆ ในตัวรายการจะมีแนะนำละเอียดกว่านี้ ถ้าอยากรู้จักเพิ่มเติมคลิกที่ปุ่มฟังรายการสีแดงๆ ที่อยู่ด้านบนของหัวข้อรายการได้เลยนะครับ (ภาพจากมูลนิธิวัฒนธรรมและการศึกษาเติ้งลี่จวิน)

วันนี้เต็มอิ่มกันไปเลยนะครับ กับ 30 นาทีเต็มกับเรื่องราวทั้งวงการแผ่นฟิล์มและเสียงเพลง ตั้งแต่ก้าวแรกของภาพยนตร์ไต้หวัน-มาเลเซียสู่โตรอนโต เรื่องราวพลิกชีวิตของจางม่านอวี้ ไปจนถึงเบื้องหลังเพลงคลาสสิกที่ข้ามผ่านกาลเวลา หวังว่าคุณผู้ฟังจะได้รับทั้งความบันเทิงและเกร็ดความรู้ไปพร้อมๆ กันนะครับ สำหรับวันนี้ เวลาของรายการ บันเทิงดอทคอม (娛樂達康) ก็หมดลงแล้วครับ ขอขอบคุณทุกท่านที่ติดตามรับฟังกันมาตลอด หากมีข้อติชมหรืออยากให้เราเจาะลึกเรื่องไหน รวมถึงอยากให้แนะนำเพลงจีนเก่าๆ เพลงไหน ก็สามารถส่งข้อความเข้ามาพูดคุยกันได้เลยนะครับ ผม ธีระ หยาง (亓淞) ต้องขอตัวลาคุณผู้ฟังไปก่อน ขอให้ทุกท่านมีความสุขกับการใช้ชีวิตในทุกๆ วันนะครับ พบกันใหม่ในสัปดาห์หน้า สวัสดีครับ!