1.แพทย์เตือน อากาศร้อนมักทำให้รู้สึกกระหายน้ำ หลายคนนิยมดื่มเครื่องดื่มเย็นๆ หวานๆ หวังดับกระหาย แต่แท้ที่จริงแล้วจะยิ่งทำให้กระหายน้ำแถมทำร้ายสุขภาพ
เมื่อเข้าสู่ฤดูร้อนที่อากาศร้อนจัด ไอศกรีมและเครื่องดื่มชงสดกลายเป็นตัวเลือกยอดนิยมในการคลายร้อนของผู้คนจำนวนมาก อีกทั้งในไต้หวันเป็นช่วงปิดเทอมหรือช่วงท่องเที่ยว หลายคนยังเปลี่ยนเวลานอนและมักนอนดึก และมักเลือกดื่มเครื่องดื่มเย็น ๆ ที่มีน้ำตาลเพื่อคลายร้อนและดับกระหาย แต่ความจริงแล้ว เครื่องดื่มที่มีน้ำตาลเหล่านี้ ไม่ได้ช่วยดับกระหายอย่างแท้จริง แถมยังแฝงความเสี่ยงต่อสุขภาพอีกด้วย
จากผลการสำรวจ ภาวะโภชนาการและสุขภาพของประชาชนไต้หวัน ระหว่างปี พ.ศ. 2556–2559 (ค.ศ. 2013–2016) พบว่า นักเรียนมัธยมต้น 93.9% นักเรียนมัธยมปลาย 88.9% ผู้ใหญ่ อายุ 19–44 ปี 83.6% ดื่มเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลอย่างน้อย สัปดาห์ละ 1 ครั้ง และผู้ที่ดื่มเครื่องดื่มประเภทนี้ มีความถี่เฉลี่ย เกือบ 7 ครั้งต่อสัปดาห์ เครื่องดื่มหวานที่วางจำหน่ายทั่วไป มักประกอบด้วย น้ำ น้ำตาลที่เติมเพิ่ม ครีมเทียม ไซรัปแต่งกลิ่น และท็อปปิ้งต่าง ๆ เช่น ไข่มุก วุ้น เส้นบุก พุดดิ้ง หรือเนื้อมะพร้าว ซึ่งมีคุณค่าทางโภชนาการต่ำ ไม่เพียงไม่ช่วยดับกระหาย แต่ยังทำให้ร่างกายได้รับ พลังงานและน้ำตาลมากเกินไป
การบริโภคน้ำตาลมากเกินไป เพิ่มความเสี่ยงต่อ
●โรคอ้วน
●ภาวะเมตาบอลิกซินโดรม
●โรคหัวใจและหลอดเลือด
น้ำตาลเท่าไรจึงถือว่ามากเกินไป ?
ชานมไข่มุกหรือชาชงสดแก้วใหญ่หวาน 100% ขนาด 700 มล. ดื่มแก้วเดียวก็เกินปริมาณที่แนะนำแล้ว จากแนวโน้มที่โรคอ้วนและภาวะเมตาบอลิกซินโดรมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง งานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ได้ยืนยันชัดเจนว่า การบริโภคน้ำตาลส่งผลเสียต่อสุขภาพ
สำนักงานส่งเสริมสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุขและสวัสดิการไต้หวันจึงได้ปรับปรุงแนวทางการบริโภคอาหารสำหรับประชาชน โดยแนะนำว่า ปริมาณน้ำตาลที่เติมเพิ่มในแต่ละวัน ไม่ควรเกิน 10% ของพลังงานทั้งหมดที่ร่างกายได้รับ สำหรับผู้ใหญ่ที่มีน้ำหนักตัวเหมาะสม 50–60 กิโลกรัม และทำงานใช้แรงระดับเบา ซึ่งต้องการพลังงานประมาณ 1,500–1,800 กิโลแคลอรีต่อวัน ควรได้รับน้ำตาลที่เติมเพิ่ม ไม่เกิน 37.5–45 กรัมต่อวัน หรือประมาณ น้ำตาลก้อน 7–9 ก้อน (น้ำตาลก้อนละ 5 กรัม โดยน้ำตาล 1 กรัมให้พลังงาน 4 กิโลแคลอรี) ตัวอย่างเช่น ชาอู่หลงหวาน 100% ขนาดใหญ่ (ประมาณ 700 มิลลิลิตร) มีน้ำตาลที่เติมเพิ่มประมาณ 57.4 กรัม หรือให้พลังงานประมาณ 230 กิโลแคลอรี ซึ่ง ดื่มเพียง 1 แก้วก็เกินปริมาณน้ำตาลที่แนะนำต่อวันแล้ว และเพิ่มภาระต่อสุขภาพ
3 เทคนิคใช้ชีวิตแบบลดหวานในช่วงหน้าร้อน
สำนักงานส่งเสริมสุขภาพแห่งชาติไต้หวัน แนะนำให้ประชาชนปฏิบัติตาม 3 วิธีง่าย ๆ ได้แก่
1.ดื่มน้ำเปล่า ดับกระหายได้ดีที่สุด
2.อ่านฉลากสินค้าก่อนเลือกซื้อ เพื่อเลือกเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลน้อย
3.ดื่มนมรสจืด เพื่อสุขภาพที่ดี
วิธีเหล่านี้ไม่เพียงช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย คลายร้อน และดับกระหายได้ดี แต่ยังช่วยลดการบริโภคน้ำตาล ส่งเสริมสุขภาพของทุกคน
นอกจากนี้ ตามทฤษฎีแพทย์แผนจีนการรับประทานอาหารและเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูงร่วมกับการนอนดึกในช่วงฤดูร้อน อาจกระตุ้นให้อาการของโรคถุงน้ำรังไข่หลายใบ (PCOS) รุนแรงขึ้น ส่งผลให้เกิดภาวะดื้อต่ออินซูลิน ภาวะ "เสมหะและความชื้นสะสมในร่างกาย" ซึ่งนำไปสู่ความผิดปกติของรอบเดือนและน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น แพทย์แผนจีนระบุว่า โรค PCOS มีความเกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดกับความไม่สมดุลของการทำงานของตับ ม้าม และไต จึงแนะนำให้ปรับพฤติกรรมด้วยการนอนหลับให้เป็นเวลา ลดการดื่มเครื่องดื่มที่มีน้ำตาล ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และเข้ารับการรักษาแบบบูรณาการทั้งแพทย์แผนจีนและแพทย์แผนปัจจุบัน เพื่อช่วยปรับปรุงระบบเผาผลาญและการตกไข่ พร้อมลดความเสี่ยงในการเกิดโรคเบาหวานและโรคหัวใจและหลอดเลือดในอนาคต
นพ.โจวจงฮั่น แพทย์แผนจีนจากคลินิก Rui Ming Tang Chinese Medicine Clinic เตือนว่า แม้ฤดูร้อนจะดูเหมือนไม่เกี่ยวข้องกับโรคทางนรีเวช แต่แท้จริงแล้วกลับเป็นช่วงที่อาการของ โรคถุงน้ำรังไข่หลายใบ (Polycystic Ovary Syndrome: PCOS) มีแนวโน้มกำเริบได้ง่าย จากประสบการณ์ทางคลินิก พบว่าผู้หญิงจำนวนไม่น้อยในช่วงฤดูร้อนมีอาการ เช่น ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น สิวขึ้น การตกไข่ผิดปกติ ซึ่งสาเหตุของอาการเหล่านี้มักเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการใช้ชีวิตและความผิดปกติของระบบเผาผลาญของร่างกาย
2. ภัยใกล้ตัวที่ต้องระวัง ! ภาวะติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ

การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ (Urinary Tract Infection: UTI) คือภาวะที่อวัยวะภายในระบบทางเดินปัสสาวะเกิดการติดเชื้อแบคทีเรียจนเกิดการอักเสบขึ้น ซึ่งการติดเชื้อสามารถเกิดขึ้นได้ตั้งแต่ท่อปัสสาวะ กระเพาะปัสสาวะ และอาจขึ้นไปถึงไตได้ หลายครั้งที่การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนหากไม่ได้รับการรักษาให้หายขาดจากการติดเชื้อ ด้วยเหตุนี้ การรู้ทันสัญญาณเตือนอาการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ และรับการรักษาที่เหมาะสมจึงช่วยให้ผู้ป่วยหายขาดจากอาการติดเชื้อ รวมถึงช่วยป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดในภายหลังได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สาเหตุของโรคติดเชื้อทางเดินปัสสาวะที่สำคัญคือแบคทีเรีย ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเป็นแบคทีเรียที่อาศัยอยู่ในลำไส้ของคนเรา โดยกลไกการติดเชื้อคือแบคทีเรียดังกล่าวมีการเคลื่อนที่จากลำไส้มาปนเปื้อนบริเวณส่วนนอกของทวารหนักก้นจากนั้นเข้าสู่บริเวณช่องเปิดของท่อปัสสาวะและเคลื่อนขึ้นไปตามท่อปัสสาวะ เข้าสู่กระเพาะปัสสาวะ ท่อไต และไต ทำให้เกิดการติดเชื้อ นอกจากนั้นแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดการติดเชื้ออาจมาจากกระแสเลือดในผู้ที่มีการติดเชื้อในกระแสเลือดนำมาก่อน โดยปกติร่างกายจะมีกลไกในการป้องกันการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะที่สำคัญคือการไหลของน้ำปัสสาวะออกสู่นอกร่างกายในปริมาณที่เหมาะสม และสม่ำเสมอ เป็นการช่วยขับเอาเชื้อแบคทีเรียที่ปนเปื้อนออกสู่นอกร่างกาย ดังนั้นหากมีความผิดปกติใดๆของการไหลออกของปัสสาวะ เช่น การกลั้นปัสสาวะ มีนิ่วหรือเนื้องอกอุดตัน ในทางเดินปัสสาวะ ความผิดปกติของโครงสร้างของไต ท่อไต กระเพาะปัสสาวะและท่อปัสสาวะ ผู้หญิงมีโอกาสเกิดโรคติดเชื้อทางเดินปัสสาวะมากกว่าผู้ชายเนื่องจากท่อปัสสาวะของผู้หญิงส้ันกว่าผู้ชาย เชื้อแบคทีเรียจะเคลื่อนเขาสู่กระเพาะปัสสาวะได้ง่าย ผู้ป่วยที่ใส่สายสวนปัสสาวะคาไว้และบุคคลที่มีความผิดปกติของภูมิคุ้มกันโรคมีโอกาสติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะเพิ่มขึ้น
โดยส่วนใหญ่การติดเชื้อทางเดินในปัสสาวะมักไม่เป็นอันตรายและมีโอกาสเกิดอาการแทรกซ้อนน้อยมากหากได้รับการรักษาที่เหมาะสม แต่หากไม่รักษาให้หายขาดจากการติดเชื้อ ไม่ว่าจะเป็นการปล่อยปละละเลยไม่เข้ารับการรักษา หรือเจอเชื้อดื้อยา ก็อาจเพิ่มโอกาสให้เกิดภาวะแทรกซ้อนและโรคที่มีความรุนแรงมากขึ้น
การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะโดยส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียอีโคไล (Escherichia Coli : E. Coli) ที่มักมาจากการปนเปื้อนบริเวณทวารหนัก ซึ่งมีโอกาสที่เชื้อจะกลับเข้าสู่ร่างกายผ่านท่อปัสสาวะที่อยู่ใกล้เคียงกัน แต่นอกจากเชื้ออีโคไล ก็ยังมีโอกาสที่จะติดเชื้อแบคทีเรียชนิดอื่น ๆ จากภายนอก โดยมีปัจจัยเสี่ยงที่เพิ่มโอกาสให้เกิดการติดเชื้อ ได้แก่
●การทำความสะอาดหลังปัสสาวะที่ไม่ถูกสุขลักษณะ
●พฤติกรรมการกลั้นปัสสาวะเป็นประจำ
●การมีเพศสัมพันธ์ โดยเฉพาะการมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก
●การใส่สายสวนปัสสาวะเป็นเวลานาน
●การตั้งครรภ์หรือเข้าสู่วัยทอง
นอกจากนี้ ผู้ป่วยที่มีระบบภูมิคุ้มกันต่ำ โรคไต โรคเบาหวาน รวมถึงผู้ที่เป็นนิ่วในไต นิ่วทางเดินปัสสาวะ มีสิ่งแปลกปลอมขวางทางเดินปัสสาวะ หรือมีความผิดปกติทางกายวิภาคของระบบทางดินปัสสาวะ ก็มีโอกาสติดเชื้อทางเดินปัสสาวะได้มากกว่าคนทั่วไป
อาการของโรค
ผู้ป่วยทางเดินปัสสาวะอักเสบจากการติดเชื้อ ไม่ว่าจะเป็นท่อปัสสาวะอักเสบ หรือการติดเชื้อในกระเพาะปัสสาวะ มักจะพบอาการดังต่อไปนี้
●ปัสสาวะแสบขัด
●ปัสสาวะบ่อย กะปริบกะปรอย
●ปัสสาวะมีสีขุ่น มีตะกอน หรือปัสสาวะเป็นเลือด
●ปัสสาวะมีกลิ่นเหม็น
●ปวดท้องน้อย ปวดหลัง
ในกรณีที่การติดเชื้อลามมายังทางเดินปัสสาวะส่วนบน เช่น กรวยไต หรือไต อาจพบอาการที่รุนแรงขึ้น เช่น มีไข้ หนาวสั่น อาเจียน ปวดเอว เบื่ออาหาร น้ำหนักลด เป็นต้น
ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น
การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะควรจะต้องรับการรักษาที่เหมาะสมจนหายขาด หากยังคงมีเชื้อแบคทีเรียหลงเหลืออยู่ในระบบทางเดินปัสสาวะ อาจมีโอกาสก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงขึ้น ได้แก่
●การติดเชื้อซ้ำ มีอาการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะขึ้นมาอีกครั้งห่างจากการติดเชื้อครั้งแรกไม่ถึง 6 เดือน
●ไตวาย ไตเสียหายถาวร
●ฝีที่ไต ฝีรอบไต
●ในผู้ชายจะมีอาการต่อมลูกหมากอักเสบ
●ติดเชื้อในกระแสเลือด
อย่างไรก็ตาม ภาวะแทรกซ้อนต่างๆ จะมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมากถ้าได้รับการรักษาทันทีและเหมาะสม แต่ถ้ารักษาล่าช้าจะมีความรุนแรงของโรคมากขึ้น เช่น การติดเชื้อใหม่ การติดเชื้อเป็นๆ หายๆ กรวยไตอักเสบเรื้อรัง หรือลุกลามเข้ากระแลเลือดจนมีภาวะช็อกจากการติดเชื้อ ซึ่งอาจเป็นอันตรายจนทำให้เสียชีวิตได้
การรักษา
การรักษาอาการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะคือการกำจัดเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของอาการอักเสบ โดยส่วนมากแพทย์จะจ่ายยาปฏิชีวนะให้ ซึ่งชนิดยาปฏิชีวนะและรูปแบบการรับยาขึ้นอยู่กับชนิดของเชื้อแบคทีเรีย และการตอบสนองต่อยาปฏิชีวนะ
ในผู้ป่วยที่มีการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะที่ไม่รุนแรงและมีอาการน้อย แพทย์จะให้การรักษาแบบผู้ป่วยนอก สามารถกลับบ้านได้และให้ยาปฏิชีวนะในรูปกิน ระยะเวลาที่ใช้ในการรักษาคือประมาณ 3-7 วันขึ้นอยู่กับอาการ ความรุนแรงของการติดเชื้อ และการตอบสนองต่อการรักษา ส่วนในผู้ป่วยที่มีการติดเชื้อที่ไต หรือมีอาการที่รุนแรงแพทย์จะรับผู้ป่วยไว้รักษาในโรงพยาบาล และให้ยาปฏิชีวนะทางหลอดเลือดด าเป็นเวลาประมาณ 10-14 วันขึ้นกับการตอบสนองต่อการรักษา ภายหลังการรักษาแล้ว ส่วนใหญ่อาการของผู้ป่วยจะดีขึ้นภายใน 48-72 ชั่วโมง เช่น มีไข้ลดลง ปัสสาวะแสบขัดลดลง และอาการปวดท้องน้อยหรือปวดหลังบริเวณสีข้างลดลง หากอาการยังไม่ดีขึ้นชัดเจน ผู้ป่วยควรกลับมาพบแพทย์ซ้ำเพื่อรับการตรวจเพิ่มเติมต่อไปถึงสาเหตุ และภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นจากการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ ในบางกรณีหากผู้ป่วยมีอาการปวดแสบเวลาปัสสาวะอย่างมาก แพทย์อาจให้ยากินเพื่อลดอาการแสบขัดเวลาปัสสาวะเพิ่มเติมเป็นระยะเวลาสั้นๆ ไม่เกิน 2 วัน
ผู้ป่วยอาจได้รับยาในรูปแบบยารับประทาน ซึ่งผู้ป่วยจำเป็นจะต้องทานให้ครบตามที่แพทย์จ่าย แม้ว่าอาการจะหายดีแล้วเพื่อป้องกันการดื้อยา ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการรุนแรง อาจไม่ตอบสนองต่อยาเท่าที่ควร หรือเพื่อความมั่นใจว่าผู้ป่วยจะได้รับยาปฏิชีวนะครบถ้วน แพทย์อาจพิจารณาให้รับยาในรูปแบบฉีดเข้าหลอดเลือดดำแทน
การป้องกัน
การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะสามารถป้องกันได้ เริ่มต้นจากการปรับพฤติกรรมด้วยตนเอง ดังนี้
●รักษาสุขอนามัย เช่น ทำความสะอาดจุดซ่อนเร้นจากหน้าไปหลัง ในช่วงมีประจำเดือนควรจะเปลี่ยนผ้าอนามัยบ่อย ๆ เลี่ยงการใช้สบู่หรือผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดจุดซ่อนเร้นที่อาจไปทำลายสมดุลแบคทีเรียและก่อให้เกิดการติดเชื้อก่อโรคง่ายขึ้น
●ปัสสาวะทิ้งทั้งก่อนและหลังมีเพศสัมพันธ์ เพื่อลดการสะสมของแบคทีเรียที่อาจก่อให้เกิดโรคในทางเดินปัสสาวะ
●ดื่มน้ำให้เพียงพอ เพื่อให้เชื้อแบคทีเรียถูกขับออกมากับปัสสาวะ
●ไม่กลั้นปัสสาวะ เพราะอาจทำให้เชื้อแบคทีเรียในปัสสาวะเจริญ และเพิ่มความเสี่ยงในการติดเชื้อ
การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะแม้ว่าจะเป็นโรคที่พบได้ทั่วไป และส่วนใหญ่มักมีอาการที่ไม่รุนแรงมาก แต่หากไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสม อาจนำมาสู่ภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายมากขึ้นได้
ที่มาข้อมูล
1. mohw.gov.tw
2. praram9.com
3. bangkokhospital.com