ในไต้หวัน เมื่อพูดถึงการจัดการร่างของสัตว์เลี้ยง ตัวเลือกแรกที่มักจะนึกถึงคือการเผา (Cremation) แต่ที่เขตซี่จื่อ (汐止)ของกรุงไทเป กลับมีวิธีการจัดการร่างสัตว์เลี้ยงด้วยวิธีที่อ่อนโยนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่าการเผา เทคโนโลยีนี้เรียกว่า "การฌาปนกิจด้วยน้ำ" (Alkaline Hydrolysis) หรือ (Aquamation) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่เลียนแบบการย่อยสลายตามธรรมชาติ โดยใช้สารละลายโพแทสเซียมไฮดรอกไซด์หรือโซเดียมไฮดรอกไซด์ ภายใต้สภาพแวดล้อมที่ร้อนและมีความดันสูง เพื่อย่อยสลายร่างจนเหลือเพียงกระดูก วิธีนี้ช่วยให้เจ้าของมีเวลาจัดระเบียบความรู้สึกและบอกลาได้อย่างอ่อนโยน ให้สัตว์เลี้ยงแสนรักจากไปอย่างสงบและกลับคืนสู่ธรรมชาติ หยางฉีเซวียน (楊奇軒) ซีอีโอของบริษัท "มู่อวี้ " (Sunset Shower) เป็นผู้ผลักดันคนแรกที่นำเทคโนโลยีและอุปกรณ์นี้เข้ามาในประเทศ นอกจากจะขับเคลื่อนการพัฒนาด้านเทคโนโลยีแล้ว เขายังมอบทางเลือกในการบอกลาที่เปี่ยมด้วยความอ่อนโยนให้แก่เจ้าของสัตว์เลี้ยงอีกด้วย
เทคโนโลยีการฌาปนกิจด้วยน้ำเริ่มแรกถูกคิดค้นขึ้นเพื่อแก้ปัญหา "โรควัวบ้า" (Mad Cow Disease) เนื่องจากเชื้อก่อโรคคือ "พรีออนโปรตีน" (Prion protein) หากนำวัวไปเผา อาจทำให้เกิดมลพิษในอากาศและสิ่งแวดล้อม รวมถึงมีความกังวลว่าจะส่งผลเสียต่อร่างกายมนุษย์ แต่หากใช้วิธีฝังดินก็อาจส่งผลกระทบเชิงลบต่อดินได้เช่นกัน
ในช่วงปี 1990 นักวิทยาศาสตร์ได้พัฒนาเทคโนโลยี การฌาปนกิจด้วยน้ำ(Aquamation) โดยใช้สารละลายโพแทสเซียมไฮดรอกไซด์หรือโซเดียมไฮดรอกไซด์ จากนั้นใช้ความร้อนและความดันสูงในการย่อยสลายร่างของวัวรวมถึงพรีออนโปรตีนภายในร่างกายจนเหลือแต่กระดูก วิธีนี้ทำให้พรีออนโปรตีนสลายตัวโดยสมบูรณ์และไม่มีความเสี่ยงในการแพร่เชื้อ
เนื่องจากเทคโนโลยีนี้ไม่มีสารพิษและก่อมลพิษน้อยกว่า ต่อมาจึงค่อย ๆ พัฒนาจนกลายเป็นหนึ่งในวิธีการจัดการของบริการงานศพ อย่างไรก็ตาม ในภูมิภาคเอเชียปัจจุบัน กลุ่มเป้าหมายของการแปรรูปเป็นน้ำยังคงจำกัดอยู่แค่สัตว์เลี้ยงเป็นหลัก สำหรับเทคโนโลยีที่ใช้กับมนุษย์นั้นยังพัฒนาไม่สมบูรณ์เต็มที่ และยังมีข้อจำกัดทางด้านกฎหมายร่วมด้วย
ในกระบวนการของ “มู่อวี้ (暮浴)” หลังจากพูดคุยทำความเข้าใจกับเจ้าของสัตว์เลี้ยงเรียบร้อยแล้ว ทางบริษัทจะจัดรถรับส่งพิเศษไปรับร่างของสัตว์เลี้ยง และจะมีพิธีกรด้านงานพิธีคอยอธิบายขั้นตอนต่อจากนั้นอย่างละเอียด รวมถึงรายละเอียดเกี่ยวกับกระบวนการทำละลายน้ำ และพิธีอำลาวาระสุดท้าย
จากนั้นช่างดูแลและตกแต่งสัตว์เลี้ยงของมู่อวี้จะทำการแต่งสภาพร่างและฟื้นฟูรูปลักษณ์ของสัตว์เลี้ยง ช่างแต่งสัตว์ “อามี๋”(阿彌) ระบุว่า หากเจ้าของต้องการให้สัตว์เลี้ยงกลับมามีรูปลักษณ์ใกล้เคียงตอนมีชีวิต พวกเขาจะพยายามตกแต่งและฟื้นฟูตามภาพถ่ายที่เจ้าของให้มาให้มากที่สุด หลังจากการตกแต่งเสร็จสิ้น ทางมู่อวี้จะมีพื้นที่สำหรับจัดพิธีอำลาแบบเรียบง่าย เพื่อให้เจ้าของได้ใช้เวลาส่งท้ายและกล่าวคำลาครั้งสุดท้ายกับสัตว์เลี้ยงอย่างสงบ
หลังพิธีอำลา ช่างเทคนิคที่ฌาปนกิจด้วยน้ำจะเริ่มกระบวนการ ซึ่งใช้เวลาประมาณ 9–12 ชั่วโมง เมื่อเสร็จสิ้นจะเหลือเพียงโครงกระดูก จากนั้นเจ้าหน้าที่จะนำไปอบแห้งและจัดเรียงกระดูกตามโครงสร้างร่างกายสัตว์อย่างเป็นระเบียบ โดยใช้เวลาประมาณ 3–5 วันจึงจะเสร็จสมบูรณ์
ช่างเทคนิค “เสี่ยวเฉิน”(小陳) ของมู่อวี้กล่าวว่า เจ้าของบางรายต้องการเก็บกระดูกบางส่วนไว้เป็นที่ระลึก เช่น ทำเป็นจี้หรือของที่ระลึก ซึ่งจะมีการพูดคุยรายละเอียดกันอีกครั้งหลังขั้นตอนการจัดกระดูกเสร็จสิ้น และระหว่างกระบวนการจัดกระดูกและอบแห้ง เจ้าหน้าที่จะถ่ายภาพส่งให้เจ้าของเพื่อรายงานความคืบหน้า เมื่อทุกขั้นตอนเสร็จสมบูรณ์ กระบวนการอำลาสัตว์เลี้ยงอย่างครบวงจรก็ถือว่าสิ้นสุดลง
หยางฉีเซวียน(楊奇軒) เล่าว่า เขาและภรรยาเริ่มต้นจากธุรกิจอีคอมเมิร์ซอาหารสัตว์เลี้ยงและขนม แต่เมื่อการแข่งขันในตลาดรุนแรงขึ้น พวกเขาจึงเริ่มมองหาทิศทางใหม่ในอุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยง และตัดสินใจพัฒนา “เทคโนโลยีการฌาปนกิจด้วยน้ำ” ซึ่งในตอนนั้นยังไม่แพร่หลายในไต้หวัน
ช่วงแรก พวกเขาวางตำแหน่งเป็นผู้ผลิตเครื่องมือ มุ่งพัฒนาเครื่องที่เหมาะกับมาตรฐานเอเชียและรองรับสัตว์เลี้ยงขนาดเล็กถึงกลาง อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาว่าเครื่องมีความทนทาน ใช้ได้นาน จนทำให้เกิดการซื้อซ้ำยาก ทีมงานจึงปรับโมเดลธุรกิจจากการขายอุปกรณ์ มาเป็นการให้บริการภายใต้แบรนด์ “มู่อวี้” ที่ผสานเทคโนโลยีของตนเข้ากับกระบวนการอำลาอย่างครบถ้วน เพื่อมอบบริการพิธีส่งสัตว์เลี้ยงครั้งสุดท้ายที่อบอุ่นและมีความหมายมากขึ้น
ในบรรดากระบวนการต่าง ๆ ของบริการอำลาอย่างสงบด้วยการฌาปนกิจด้วยน้ำของ “มู่อวี้ (暮浴)” พิธีอำลาถือเป็นช่วงเวลาที่สัมผัสได้ถึงความอบอุ่นมากที่สุด ในช่วงการเตรียมงาน เจ้าของสามารถส่งรูปภาพหรือการ์ดที่เขียนด้วยลายมือให้พิธีกรผู้ดำเนินพิธีนำไปจัดตกแต่งสถานที่ได้ โดยเจ้าหน้าที่จะทำการตกแต่งสภาพร่างของสัตว์เลี้ยงเป็นครั้งสุดท้าย ส่วนในช่วงแรกของพิธี เจ้าของสามารถตัดปอยขนของสัตว์เลี้ยงเก็บไว้เป็นที่ระลึก หรือทำรอยปั๊มเท้าเพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งความทรงจำ จากนี้เป็นช่วงเวลาส่วนตัว โดยเปิดโอกาสให้เจ้าของและสัตว์เลี้ยงได้อยู่ร่วมกันตามลำพังเป็นเวลาประมาณครึ่งชั่วโมง แล้วช่วงมอบดอกไม้ส่งท้าย
“เหมยกั่ว”(莓果) พิธีกรผู้ดำเนินพิธีอธิบายว่า “ดอกไม้” ที่เจ้าของนำมามอบให้ในพิธีนั้นไม่ใช่ดอกไม้จริง แต่เป็นดอกไม้สบู่ ซึ่งหลังจากเสร็จสิ้นพิธี ดอกไม้นี้จะเข้าสู่กระบวนการฌาปนกิจด้วยน้ำไปพร้อมกับสัตว์เลี้ยง เพื่ออยู่เคียงข้างพวกเขาจนถึงวินาทีสุดท้าย
ไม่ว่าเป็นสัตว์เลี้ยงประเภทใดก็สามารถรับบริการฌาปนกิจด้วยน้ำได้เกือบทั้งหมด คุณหยางฉีเซวียนเล่าถึงเคสที่เขารู้สึกประทับใจและจำได้แม่นยำคือ "ปลากัด"(鬥魚) ในระหว่างพิธีอำลา เจ้าของปลากัดเสียใจและโศกเศร้ามาก ประสบการณ์ครั้งนี้ทำให้คุณหยางตระหนักได้ว่า ความผูกพันทางจิตใจนั้นไม่ได้แบ่งแยกสายพันธุ์ ต่อให้ไม่ใช่สัตว์เลี้ยงยอดนิยมอย่างสุนัขหรือแมว ความรักความผูกพันนั้นก็ไม่ได้ลดน้อยลงเลย
เหมยกั่ว พิธีกรผู้ดำเนินพิธีสัตว์เลี้ยงแชร์ว่า ตัวเธอเองก็เลี้ยงสัตว์ไว้หลายตัว ก่อนที่จะรู้จักกับ “การฌาปนกิจด้วยน้ำ” สัตว์เลี้ยงที่เธอเคยเลี้ยงมาทั้งหมดล้วนบอกลาด้วยวิธีเผา (火化) แต่ในตอนที่ต้องส่งร่างสัตว์เลี้ยงเข้าเตาเผา แล้วต้องตะโกนบอกสัตว์เลี้ยงว่า “ไฟมาแล้ว รีบวิ่งเร็ว!” เหมยกั่วรู้สึกว่าสถานการณ์แบบนั้นเป็นเรื่องยากที่จะทำใจยอมรับได้ หลังจากได้รู้จักบริการทำละลายน้ำ เธอตั้งใจว่าในอนาคตหากต้องบอกลากับสัตว์เลี้ยงที่บ้าน ก็จะเลือกวิธีการฌาปนกิจด้วยน้ำที่อ่อนโยนกว่า เพื่อเดินไปส่งพวกเขาในช่วงสุดท้ายของชีวิต
ด้านคุณเสี่ยวเซวียน(小軒) เจ้าของสัตว์เลี้ยงที่เลี้ยงแมวอีกท่านหนึ่งกล่าวว่า แม้ว่าที่ผ่านมาจะเคยเจอแต่ประสบการณ์จัดงานให้คนในครอบครัวด้วยวิธีเผา แต่ทุกครั้งที่นึกถึงกระบวนการเผาก็ยังรู้สึกปวดใจอยู่เสมอ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเธอก็ไม่เคยได้ยินเกี่ยวกับบริการ “การฌาปนกิจด้วยน้ำ” มาก่อนเลย แต่หลังจากได้ทำความเข้าใจแล้ว คุณเสี่ยวเซวียนระบุว่าในอนาคตอาจจะเลือกวิธีนี้ เพราะนอกจากกระบวนการจะอ่อนโยนกว่าแล้ว ยังสามารถเก็บไว้เป็นที่ระลึกถึงสัตว์เลี้ยงที่จากไปได้ เช่น การทำจี้ห้อยคอ หรือการปั๊มรอยเท้า เพื่อเปลี่ยนความคิดถึงให้กลายเป็นสิ่งของที่จับต้องได้และคงอยู่เคียงข้างเราตลอดไป
หากพูดถึงแผนการในอนาคต คุณหยางฉีเซวียนกล่าวว่า แม้ในปัจจุบันธุรกิจจะยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นพัฒนา แต่เขาหวังว่าในอนาคตนอกจากภาคเหนือแล้ว จะสามารถขยายสาขาไปยังภาคกลางและภาคใต้ของไต้หวันได้ ปัจจุบันศูนย์บริการของมู่อวี้ตั้งอยู่ทางภาคเหนือ เจ้าของที่มาใช้บริการจึงเป็นกลุ่มภาคเหนือเป็นหลัก แต่บางครั้งก็มีเจ้าของจากภาคกลางที่ต้องการบริการนี้ ซึ่งเนื่องจากยังไม่มีสาขาในพื้นที่ ปัจจุบันทางบริษัทจึงยังคงต้องจัดส่งรถพิเศษขับไปรับร่างสัตว์เลี้ยงถึงภาคกลาง
อย่างไรก็ตาม ด้วยแนวโน้มที่เจ้าของสัตว์เลี้ยงหันมาให้ความสำคัญกับวิธีการบอกลาสัตว์เลี้ยงในวาระสุดท้ายมากขึ้น หากสามารถตั้งจุดบริการได้ครบทั้งภาคเหนือ กลาง และใต้ของไต้หวัน ก็คงจะช่วยให้เจ้าของในแต่ละพื้นที่สามารถจัดการส่งท้ายสัตว์เลี้ยงได้อย่างสะดวกและเป็นไปอย่างอ่อนโยนมากยิ่งขึ้นเมื่อต้องเผชิญกับการสูญเสีย