รายการเด็กแดนชาไข่มุกอีพีนี้ชวนพูดคุยกับ ภาคิน แอ๊ะบุญ (ตี๋) นักศึกษาไทยในไต้หวันที่หลายคนอาจคุ้นหน้าจาก TikTok ในฐานะครีเอเตอร์ที่สอนภาษาไทยและภาษาไต้หวัน (台語) ด้วยสไตล์สนุก เข้าใจง่าย
ภาคินเล่าว่าแม้จะเกิดที่จังหวัดเชียงใหม่ แต่เติบโตและเรียนหนังสือที่กรุงเทพฯ จนจบชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น ก่อนที่คุณแม่จะตัดสินใจส่งไปเรียนต่อระดับมัธยมปลายที่โรงเรียนฉือจี้ จังหวัดเชียงใหม่ เพราะอยากให้ลูกได้พัฒนาทักษะภาษาจีนอย่างจริงจัง แม้จะเคยเรียนภาษาจีนมาบ้างก่อนหน้านี้ แต่เป็นการเรียนแบบไม่ต่อเนื่อง จนกระทั่งช่วงมัธยมปลายจึงเริ่มตั้งใจเรียนอย่างจริงจัง
จำได้ว่าตัวอักษรจีนตัวแรกที่แม่ให้คัดคือคำว่า 我 ที่แปลว่าฉัน ตอนนั้นร้องไห้ไปคัดไปเพราะรู้สึกว่าทำไมตัวที่ใช้บ่อยที่สุดถึงมีขีดเยอะขนาดนี้
ทุกวันนี้ ภาษาจีนที่เคยมองว่ายากกลายเป็นภาษาที่ใช้ได้อย่างคล่องแคล่ว และยังเป็นกุญแจสำคัญที่เปิดโอกาสให้เขาได้มาเรียนต่อในไต้หวัน
ภาคินเล่าว่า สิ่งที่โรงเรียนฉือจี้มอบให้ ไม่ได้มีเพียงความรู้ด้านภาษา แต่ยังหล่อหลอมเรื่องระเบียบวินัยและคุณธรรมในการใช้ชีวิต โรงเรียนให้ความสำคัญกับความกตัญญู การเคารพผู้อื่น การดูแลสิ่งแวดล้อม และการใช้ชีวิตอย่างมีระเบียบ กฎระเบียบค่อนข้างเข้มงวด เช่น ไม่อนุญาตให้นำโทรศัพท์มือถือเข้าโรงเรียน การแต่งกายต้องเรียบร้อย และนักเรียนต้องเตรียมอุปกรณ์รับประทานอาหารส่วนตัวให้พร้อมทุกวัน หากขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งก็ต้องรับผิดชอบตามระเบียบของโรงเรียน แม้ในช่วงแรกจะรู้สึกว่ากฎต่าง ๆ เข้มงวด แต่เมื่อเวลาผ่านไป ภาคินกลับมองว่าสิ่งเหล่านี้ช่วยสร้างนิสัยการเตรียมตัว การจัดระเบียบ และความรับผิดชอบ ซึ่งยังติดตัวมาจนถึงปัจจุบัน
นอกจากภาษาจีนแล้ว อีกหนึ่งทักษะที่ทำให้หลายคนรู้จักภาคินคือภาษาไต้หวัน โดยก่อนเดินทางมาไต้หวัน แทบไม่รู้เลยว่าชาวไต้หวันจำนวนมากยังใช้ภาษาไถ่หยี่ในชีวิตประจำวัน แต่เมื่อมาถึงก็รู้สึกสนใจ เพราะสำเนียงมีความคล้ายกับภาษาแต้จิ๋วที่เคยได้ยินมาก่อน วิธีเรียนของเขาไม่ได้มาจากห้องเรียน แต่เกิดจากการใช้ชีวิตจริง ภาคินกล่าวว่า "ผมชอบเดินตลาดตอนเช้า ไปฟังคุณป้า คุณน้าคุยกัน ถ้าไม่เข้าใจคำไหนก็ถามเลยว่าคำนี้แปลว่าอะไร" ภาคินมองว่าการกล้าถามและความอยากรู้อยากเห็น คือวิธีเรียนภาษาที่ดีที่สุด และยังเป็นทักษะสำคัญสำหรับการใช้ชีวิตในต่างประเทศอีกด้วย
เมื่อถามถึงเหตุผลที่เลือกมาเรียนต่อไต้หวัน ภาคินตอบแบบติดตลกว่า "ตามเพื่อน" แต่เบื้องหลังคำตอบสั้น ๆ นั้น คือแรงบันดาลใจจากเพื่อนคนหนึ่งที่ขยันและมีวินัยในการเรียนอย่างมาก เขาเล่าว่าทุกเช้าบนรถไปโรงเรียน ขณะที่ตัวเองยังง่วงและอยากนอน เพื่อนคนนี้กลับหยิบหนังสือขึ้นมาอ่านเสมอ ทั้งเช้าและเย็น ความมุ่งมั่นของเพื่อนค่อย ๆ ส่งผลต่อทัศนคติของเขา เมื่อเพื่อนตั้งใจจะมาเรียนต่อไต้หวัน ภาคินจึงตัดสินใจเดินตามเส้นทางเดียวกัน "เราอยู่กับคนแบบไหน ก็ได้รับอิทธิพลจากคนแบบนั้น"
ก่อนมาถึงไต้หวัน ภาคินไม่เคยเดินทางมาที่นี่เลย แม้แต่การท่องเที่ยวก็ไม่เคย ภาพจำที่มีต่อไต้หวันในตอนนั้นคือ คิดว่าน่าจะคล้ายจีนแผ่นดินใหญ่ และน่าจะใช้ระบบชำระเงินแบบ WeChat Pay เป็นหลัก แต่เมื่อมาถึงจริง ๆ ก็พบว่าหลายอย่างแตกต่างจากที่คิดไว้ ด้านการปรับตัวเขามองว่าไม่ใช่เรื่องยาก เพราะเป็นคนปรับตัวได้ค่อนข้างเร็ว สิ่งที่ใช้เวลาปรับมากที่สุดกลับเป็นเรื่องอาหารช่วงแรกผอมลงเยอะเพราะยังไม่ชินกับรสชาติแต่ตอนนี้กินได้หมดแล้ว
ขณะสัมภาษณ์ภาคินกำลังศึกษาในโครงการไห่ชิงปัน (海青班) ซึ่งเป็นโครงการที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาต่างชาติได้เรียนภาษาจีนในปีแรก ก่อนจะเรียนเฉพาะทางควบคู่กับการฝึกงานในสถานประกอบการจริงตั้งแต่ปีที่สอง โดยนักศึกษาจะถูกจับคู่กับสถานประกอบการตามสาขาที่เรียน เช่น สาย AI อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ หรือสายเบเกอรี่และอาหาร เป็นต้น
ภาคินเลือกเรียนด้าน AI เพราะช่วงเวลานั้นเป็นสาขาที่กำลังได้รับความนิยม อีกทั้งคุณครูยังเห็นว่าเขาเหมาะกับการเรียนแบบลงมือปฏิบัติมากกว่าการเรียนในห้องเรียนเพียงอย่างเดียว ซึ่งเขาได้ฝึกงานในโรงงานที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของไต้หวัน และมีโอกาสเรียนรู้จากหัวหน้างานและวิศวกรที่มีประสบการณ์จากบริษัทชั้นนำ รวมถึงผู้ที่เคยทำงานกับ TSMC ทำให้ได้เห็นกระบวนการผลิตชิปและเทคโนโลยีระดับโลกอย่างใกล้ชิด
ภาคินยอมรับว่าการเลือกเรียนสาขา AI เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง เพราะเป็นอุตสาหกรรมที่ยังมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง และเปิดโอกาสในการทำงานอีกมากในอนาคต จากเด็กที่เคยร้องไห้เพราะเขียนตัวอักษรจีนเพียงหนึ่งตัว วันนี้ภาคินได้พิสูจน์ให้เห็นว่า ความตั้งใจ ความอยากเรียนรู้ และการกล้าที่จะถาม สามารถพาเราไปสู่โอกาสใหม่ ๆ ได้เสมอ ไม่ว่าจะเป็นการเรียน การทำงาน หรือการใช้ชีวิตในต่างแดน