Skip to the main content block
::: หน้าแรก| แผนผังเว็บไซต์| Podcasts|
|
Language

Formosa Dream Chasers - Programs - RTI Radio Taiwan International-logo

รายการ
| รายการล่าสุด
เลือกรายการ
ผู้จัดรายการ ตารางรายการ
ประเด็น (ข่าว) ยอดนิยม
繁體中文 简体中文 English Français Deutsch Indonesian 日本語 한국어 Русский Español ภาษาไทย Tiếng Việt Tagalog Українська แผนผังเว็บไซต์

ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 31 กรกฎาคม 2569

เตือนภัยแรงงานต่างชาติเปลี่ยนงาน ระวังนายหน้าเถื่อนหลอกลวง
เตือนภัยแรงงานต่างชาติเปลี่ยนงาน ระวังนายหน้าเถื่อนหลอกลวง

1. เตือนภัยแรงงานต่างชาติเปลี่ยนงาน ระวังนายหน้าเถื่อนหลอกลวง แนะยึดหลัก "5 ไม่ 3 ต้อง" ป้องกันตกเป็นเหยื่อ

      ขณะนี้มีกลุ่มมิจฉาชีพแอบอ้างเป็นบริษัทจัดหางานที่ถูกกฎหมาย เข้ามาหลอกลวงทั้งแรงงานต่างชาติที่ต้องการเปลี่ยนนายจ้างอย่างเร่งด่วน และนายจ้างที่กำลังขาดแคลนแรงงาน โดยอ้างว่าสามารถช่วยเปลี่ยนนายจ้างหรือจัดหาแรงงานให้ได้อย่างรวดเร็ว แล้วเรียกเก็บค่าดำเนินการจากเหยื่อ กองแรงงาน กรุงไทเป จึงออกมาย้ำเตือนให้ทุกฝ่ายดำเนินการผ่านช่องทางที่ถูกต้องตามกฎหมายเท่านั้น และยึดหลัก "5 ไม่ 3 ต้อง" เพื่อลดความเสี่ยงจากการถูกหลอก

      กองแรงงาน กรุงไทเป ระบุว่า ทั้งแรงงานต่างชาติและนายจ้างต้องดำเนินเรื่องผ่านช่องทางที่ถูกกฎหมายเท่านั้น อย่าหลงเชื่อข้อมูลจากโซเชียลมีเดียหรือแหล่งข่าวที่ไม่น่าเชื่อถือเด็ดขาด เพราะนอกจากจะเสียเงินฟรีแล้ว ยังอาจกระทบต่อสิทธิในการทำงานและการจ้างงานตามกฎหมายด้วย

      หวังชิวตง ผู้อำนวยการกองแรงงาน กรุงไทเป เปิดเผยว่า ที่ผ่านมามีแรงงานต่างชาติหลายรายเข้ามาร้องเรียน เนื่องจากไม่คุ้นเคยกับกฎหมายและขั้นตอนการเปลี่ยนนายจ้าง ประกอบกับต้องการเปลี่ยนงานอย่างเร่งด่วน จึงหลงติดต่อบุคคลที่อ้างว่าช่วยดำเนินการให้ได้อย่างรวดเร็วผ่านแพลตฟอร์ม TikTok กลุ่มมิจฉาชีพเหล่านี้ไม่เพียงแอบอ้างชื่อบริษัทจัดหางานที่ถูกกฎหมายในไต้หวันเท่านั้น แต่ยังร่วมมือกับพวกพ้อง ปลอมตัวเป็นแรงงานที่ "เปลี่ยนนายจ้างสำเร็จ" พร้อมถ่ายคลิปพาไปส่งยังสถานที่ทำงานแห่งใหม่ เผยแพร่ผ่านโซเชียลมีเดีย เพื่อสร้างภาพลวงตาว่ามีการจับคู่งานได้จริง หวังเรียกความน่าเชื่อถือจากเหยื่อ

      เมื่อแรงงานหลงเชื่อและยอมโอนเงินจำนวนมากเข้าบัญชีส่วนตัวแล้ว มิจฉาชีพจะใช้คำพูดกดดันให้รีบตัดสินใจ เช่น "เหลือโควตาอีกที่เดียว" "ถ้าไม่รีบจ่ายจะยกให้คนอื่น" หรือ "ถ้าไม่ตัดสินใจตอนนี้ต้องไปต่อคิวใหม่" หลังได้เงินแล้วก็เริ่มบ่ายเบี่ยง ผัดวันประกันพรุ่ง จนสุดท้ายเงียบหายติดต่อไม่ได้ กว่าแรงงานจะรู้ตัวและโทรเช็กกับสายด่วน 1955 ก็สายเกินไป เพราะเป็นการโอนเข้าบัญชีส่วนตัว ทำให้ตามเงินคืนได้ยากมาก นอกจากสูญเงินแล้ว ยังเสียเวลาและพลาดโอกาสเปลี่ยนนายจ้างผ่านช่องทางที่ถูกกฎหมายไปด้วย

      นอกจากนี้ ในพื้นที่กรุงไทเปซึ่งมีการจ้างแรงงานต่างชาติตำแหน่งผู้อนุบาลในครัวเรือนเป็นจำนวนมาก มิจฉาชีพยังฉวยโอกาสในช่วงที่ครอบครัวกำลังเตรียมรับผู้ป่วยออกจากโรงพยาบาลและต้องการผู้ดูแลอย่างเร่งด่วน แอบอ้างเป็นบริษัทจัดหางานที่ถูกกฎหมาย รับปากว่าจัดหาผู้อนุบาลให้ได้เร็วหรือรับประกันว่าเริ่มงานได้ภายในเวลาสั้น ๆ เพื่อหลอกให้นายจ้างจ่ายค่าจัดหางานหรือเงินประกันล่วงหน้า หากนายจ้างไม่ตรวจสอบก่อนว่าบริษัทดังกล่าวได้รับใบอนุญาตถูกต้องหรือไม่ นอกจากอาจต้องจ่ายค่าใช้จ่ายที่ไม่สมเหตุสมผลแล้ว ยังเสี่ยงจ้างแรงงานที่ไม่มีใบอนุญาตทำงานถูกต้อง ซึ่งอาจนำไปสู่ความรับผิดทางกฎหมายและถูกปรับในภายหลัง

      เฉินคุนหง ผู้อำนวยการสำนักงานฟื้นฟูและพัฒนากำลังแรงงาน หน่วยงานดูแลกิจการแรงงานต่างชาติ สังกัดกองแรงงาน กรุงไทเป กล่าวว่า การปฏิบัติตามขั้นตอนที่ถูกต้องตามกฎหมายคือแนวป้องกันสำคัญที่สุด ในการคุ้มครองสิทธิของแรงงานต่างชาติและความปลอดภัยของนายจ้าง จึงขอให้ทุกฝ่ายยึดหลัก "5 ไม่ 3 ต้อง" ดังนี้

5 ไม่

      1. ไม่หลงเชื่อง่าย – อย่ารีบเชื่อโฆษณาประเภท "รับประกันมีงานแน่นอน" "มีคนพร้อมทำงานทันที" หรือ "เปลี่ยนนายจ้างได้เร็ว"

      2. ไม่รีบโอนเงิน – ก่อนจ่ายเงินต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าบริษัทจัดหางานได้รับใบอนุญาตถูกต้อง และรู้ชัดเจนว่าเงินที่จ่ายไปคือค่าอะไร

      3. ไม่เซ็นเอกสารโดยไม่เข้าใจ – โดยเฉพาะเอกสารที่ไม่มีคำแปลเป็นภาษาแม่ หรือยังไม่เข้าใจเนื้อหา เช่น ตั๋วสัญญาใช้เงิน หนังสือรับสภาพหนี้

      4. ไม่ฝากเอกสารสำคัญไว้กับผู้อื่น – ทั้งแรงงานและนายจ้างควรเก็บเอกสารสำคัญและข้อมูลส่วนตัวไว้เอง ไม่ส่งมอบให้ใครเก็บโดยไม่จำเป็น

      5. ไม่ทำงานหรือจ้างงานผิดกฎหมาย – แรงงานต้องทำงานตามที่ระบุในใบอนุญาตเท่านั้น ส่วนนายจ้างต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าแรงงานมีคุณสมบัติและสิทธิทำงานถูกต้องก่อนว่าจ้าง

3 ต้อง

      1. ต้องตรวจสอบว่าบริษัทจัดหางานมีใบอนุญาตถูกต้องหรือไม่ ผ่านระบบตรวจสอบบริษัทจัดหางานของกระทรวงแรงงาน

      2. ต้องยืนยันว่าขั้นตอนการจ้างงาน ต่อสัญญา หรือเปลี่ยนนายจ้าง เป็นไปตามกฎหมายแรงงานอย่างถูกต้อง

      3. ต้องขอความช่วยเหลือ หากมีข้อสงสัยใด ๆ สามารถโทรสายด่วนคุ้มครองแรงงาน 1955 หรือติดต่อสอบถามจากกองแรงงานแต่ละเมืองได้ทันที

      สำนักงานฟื้นฟูและพัฒนากำลังแรงงาน กรุงไทเป ระบุว่า จะเดินหน้าประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่องผ่านสื่อหลากหลายภาษา รวมถึงกระจายข่าวสารทางโซเชียลมีเดียและกิจกรรมภาคสนาม เพื่อให้ทั้งแรงงานและนายจ้างรู้เท่าทันกลโกงเหล่านี้ หากสงสัยว่ากำลังจะถูกหลอกลวง สามารถโทรสายด่วน 1955 หรือติดต่อสำนักงานฯ ได้ตลอดเวลา เพื่อขอคำปรึกษาและความช่วยเหลือ ร่วมกันสร้างสภาพแวดล้อมการจ้างงานแรงงานต่างชาติที่ปลอดภัย โปร่งใส และน่าเชื่อถือ

2. เจ้าหน้าที่บุกจับ 6 แรงงานไทย-เวียดนามลอบล่าสัตว์ป่าคุ้มครองกลางป่าหนานโถว ยึดปืนเถื่อนพร้อมซากสัตว์หั่นชิ้นซุกตู้แช่แข็ง

      ในพื้นที่ภูเขาสูงในตำบลซิ่นอี้ เมืองหนานโถว มีเสียงปืนดังขึ้นในยามค่ำคืนอยู่บ่อยครั้ง สร้างความหวาดวิตกให้กับชาวบ้านในละแวกใกล้เคียง จนกระทั่งสถานีตำรวจซิ่นอี้ได้รับแจ้งเบาะแส และเริ่มเฝ้าติดตามสืบสวนรวบรวมพยานหลักฐานอย่างต่อเนื่องหลายวัน ก่อนจะทราบความเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้ต้องสงสัย และนำกำลังเข้าตรวจค้นกระท่อมคนงานที่ซ่อนตัวอยู่ริมถนนในเขตภูเขา

      ผลการตรวจค้นพบว่าสถานที่ดังกล่าวมีสภาพไม่ต่างจากคลังอาวุธขนาดย่อม เจ้าหน้าที่จับกุมแรงงานไทยและเวียดนามที่หลบหนีนายจ้างจนกลายเป็นแรงงานผิดกฎหมายได้รวม 6 ราย พร้อมตรวจยึดปืนยาวดัดแปลงชนิดใช้ดินปืน 2 กระบอก กระสุนลูกเหล็กจำนวนมาก และซากสัตว์ป่าคุ้มครองที่ถูกชำแหละเป็นชิ้นบรรจุอยู่ในถุงขนาดใหญ่ ก่อนดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

อาศัยป่าลึกเป็นแหล่งซ่องสุม ล่าสัตว์เลี้ยงชีพ-หารายได้เสริม

      จากการสืบสวนพบว่า แรงงานทั้ง 6 คนหลบซ่อนอยู่ในพื้นที่ภูเขาของหนานโถวมาเป็นเวลานาน โดยใช้การล่าสัตว์ด้วยอาวุธปืนผิดกฎหมายเป็นช่องทางดำรงชีพ และนำเนื้อสัตว์ป่าคุ้มครองไปจำหน่ายให้แก่ร้านอาหารหรือคนรู้จักในพื้นที่เพื่อหารายได้

ตำรวจยึดซากสัตว์ป่าคุ้มครองที่ถูกชำแหละเป็นชิ้นบรรจุอยู่ในถุงขนาดใหญ่จากตู้แช่แข็ง (ภาพจากสถานีตำรวจซิ่นอี้ หนานโถว)

      เมื่อเจ้าหน้าที่ติดตามและรวบรวมหลักฐานจนยืนยันได้ชัดเจนว่ากลุ่มดังกล่าวครอบครองอาวุธปืนดัดแปลง จึงวางแผนปิดล้อมในช่วงเช้ามืด โดยกระจายกำลังเข้าควบคุมพื้นที่จากหลายเส้นทางพร้อมกัน เพื่อไม่ให้ผู้ต้องสงสัยรู้ตัวล่วงหน้า เมื่อเจ้าหน้าที่บุกเข้าไปในกระท่อม แรงงานภายในต่างมีสีหน้าตื่นตระหนก บางรายพยายามหลบหนีออกทางประตูหลัง แต่ก็ถูกควบคุมตัวไว้ได้ทั้งหมด

      การตรวจค้นเพิ่มเติมยืนยันการยึดปืนยาวดัดแปลงชนิดใช้ดินปืนที่มีอานุภาพร้ายแรงจำนวน 2 กระบอก กระสุนลูกเหล็กจำนวนมาก รวมถึงเนื้อสัตว์ป่าคุ้มครองที่ถูกฆ่าและชำแหละเป็นชิ้นบรรจุอยู่ในถุงขนาดใหญ่ ภาพที่พบสร้างความสะเทือนใจแก่เจ้าหน้าที่ในที่เกิดเหตุ

ตำรวจยึดปืนยาวดัดแปลงชนิดใช้ดินปืนที่มีอานุภาพร้ายแรงจำนวน 2 กระบอก กระสุนลูกเหล็กจำนวนมาก (ภาพจากสถานีตำรวจซิ่นอี้ หนานโถว)

เลียงผาไต้หวัน สัตว์ป่าคุ้มครองหายาก โทษหนักถึงจำคุก 5 ปี

      ตำรวจระบุว่า เลียงผาไต้หวันเป็นสัตว์ตระกูลวัวป่าชนิดเดียวที่พบในไต้หวัน จัดเป็นสัตว์เฉพาะถิ่นที่หายากและมีคุณค่าทางระบบนิเวศ จึงได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายอนุรักษ์สัตว์ป่า ห้ามล่าหรือฆ่าโดยพลการ ผู้ใดฝ่าฝืนล่าสัตว์ป่าคุ้มครองโดยผิดกฎหมาย มีโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือนถึง 5 ปี และอาจถูกปรับตั้งแต่ 200,000 ถึง 1,000,000 เหรียญไต้หวัน

      นายหวังไคเหวิน ผู้กำกับการสถานีตำรวจซิ่นอี้ กล่าวว่า การครอบครองอาวุธปืนโดยผิดกฎหมายและการล่าสัตว์ป่าคุ้มครอง ไม่เพียงบั่นทอนความสงบเรียบร้อยในเขตภูเขา แต่ยังสร้างความเสียหายร้ายแรงต่อทรัพยากรธรรมชาติอันมีค่า ตำรวจจะเดินหน้าปราบปรามอาวุธปืนเถื่อนและการล่าสัตว์ผิดกฎหมายอย่างต่อเนื่อง เพื่อคุ้มครองความปลอดภัยของประชาชนและทรัพยากรสัตว์ป่า พร้อมขอความร่วมมือจากประชาชนให้แจ้งเบาะแสแก่ตำรวจทันที หากพบเห็นการล่าสัตว์ผิดกฎหมายหรือพฤติการณ์น่าสงสัยเกี่ยวกับอาวุธปืน เพื่อร่วมกันพิทักษ์ผืนป่า

      การกระทำของแรงงานผิดกฎหมายกลุ่มนี้เข้าข่ายละเมิดกฎหมายไต้หวันหลายฉบับ ภายหลังเสร็จสิ้นการสอบปากคำ เจ้าหน้าที่ได้ส่งตัวแรงงานไทยและเวียดนามทั้ง 6 รายให้สำนักงานอัยการหนานโถวและตำรวจตรวจคนเข้าเมืองดำเนินคดี ในข้อหาฝ่าฝืนกฎหมายควบคุมอาวุธปืน กระสุนปืน มีด และอาวุธอันตราย กฎหมายอนุรักษ์สัตว์ป่า และกฎหมายคนเข้าเมือง โดยเจ้าหน้าที่จะขยายผลการสืบสวนถึงแหล่งที่มาของอาวุธปืนและปลายทางของเนื้อสัตว์ป่าต่อไป พร้อมยืนยันจะไม่ผ่อนปรนต่อผู้กระทำผิดโดยเด็ดขาด

3. ไต้หวันเตือนภัย! พบผู้ป่วยโรคซิการายแรกของปี เป็นชายที่เพิ่งเดินทางกลับจากไทย

      กรมควบคุมโรคของไต้หวัน (CDC) ออกมาเตือนประชาชนและแรงงานต่างชาติให้ป้องกันตัวเองจากยุงลายอย่างจริงจัง หลังพบผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสซิกาจากต่างประเทศรายแรกของปี 2569 เป็นชายชาวไต้หวันวัยประมาณ 30 ปี อาศัยอยู่ทางภาคเหนือของไต้หวัน เพิ่งเดินทางกลับจากประเทศไทยช่วงกลางเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา หลังกลับถึงบ้านก็เริ่มมีไข้ เวียนศีรษะ ปวดหัว และปลายเดือนเดียวกันก็มีผื่นขึ้นตามตัว จึงเข้าโรงพยาบาลตรวจ และผลแล็บยืนยันว่าติดเชื้อไวรัสซิกาจริง ตอนนี้คนใกล้ชิดและคนในบ้านเดียวกันยังไม่มีใครแสดงอาการผิดปกติ ส่วนหน่วยงานสาธารณสุขก็เร่งกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงในพื้นที่ที่ผู้ป่วยเคยไป พร้อมติดตามผู้ใกล้ชิดและให้คำแนะนำด้านสุขภาพแล้ว

      ย้อนดูสถิติ ตั้งแต่ปี 2559 จนถึงตอนนี้ ไต้หวันพบผู้ป่วยซิกายืนยันสะสมทั้งหมด 31 ราย ทุกรายล้วนติดเชื้อมาจากต่างประเทศ และกว่า 81% ติดจากประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยแบ่งเป็นไทย 8 ราย เวียดนาม 6 ราย ฟิลิปปินส์ เมียนมา และมาเลเซีย ประเทศละ 3 ราย มัลดีฟส์ 2 ราย ส่วนที่เหลือประเทศละ 1 ราย ได้แก่ อินโดนีเซีย สิงคโปร์ เซนต์วินเซนต์และเกรนาดีนส์ เซนต์ลูเซีย สหรัฐฯ (ไมอามี ฟลอริดา) และแองโกลา

      มองภาพรวมทั่วโลก ตั้งแต่ปี 2559-2569 มีประเทศที่ได้รับผลกระทบจากซิกาไม่ต่ำกว่า 97 ประเทศ แม้จำนวนผู้ป่วยตอนนี้จะลดลงมากเมื่อเทียบกับช่วงพีค และผู้ติดเชื้อราว 80% จะไม่แสดงอาการเลย แต่การระบาดยังหนักอยู่ในทวีปอเมริกา โดยถึงปลายเดือนมิถุนายนปีนี้มีผู้ป่วยสะสมกว่า 11,000 ราย ส่วนใหญ่อยู่ในบราซิล อาร์เจนตินา และโบลิเวีย

      ฝั่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังถือว่าระบาดในระดับต่ำ มีผู้ป่วยประปราย อย่างไทยเองถึงสัปดาห์ที่ 28 ของปีนี้พบผู้ป่วยสะสม 76 ราย ซึ่งถือว่าลดลงต่อเนื่อง เพราะช่วงปี 2566-2568 ตัวเลขลดจาก 700 ราย เหลือเพียง 236 ราย ส่วนสิงคโปร์ปีนี้พบสะสม 7 ราย ขณะที่แถบแปซิฟิกตะวันตกและยุโรปส่วนใหญ่เจอเป็นเคสประปรายหรือมาจากการเดินทาง ด้านแอฟริกามีอย่างน้อย 18 ประเทศที่ได้รับผลกระทบ รวมถึงเคนยาด้วย

      สำหรับการติดต่อของโรคนี้ กรมควบคุมโรคไต้หวันอธิบายว่าแพร่ได้ 3 ทาง คือ ถูกยุงลายที่มีเชื้อกัด ผ่านการมีเพศสัมพันธ์ และจากแม่สู่ลูกในครรภ์ ผู้ใหญ่ที่ติดเชื้อมักมีอาการไม่รุนแรง ที่พบบ่อยคือไข้ ผื่นขึ้น ปวดข้อ และข้ออักเสบ อาการคล้ายไข้เลือดออกแต่ไม่รุนแรงเท่า

      จุดที่น่ากังวลที่สุดคือ ถ้าหญิงตั้งครรภ์ติดเชื้อ อาจทำให้ทารกในครรภ์มีภาวะศีรษะเล็กผิดปกติ หรือร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ จึงแนะนำให้หญิงตั้งครรภ์และคนที่วางแผนจะมีลูกหลีกเลี่ยงการเดินทางไปพื้นที่ที่มีการระบาด ถ้าจำเป็นต้องไปจริง ๆ ก็ควรป้องกันยุงกัดให้เต็มที่ ทั้งใส่เสื้อผ้าแขนขายาวสีอ่อน ทายากันยุงที่ผ่านการรับรอง และเลือกที่พักที่มีมุ้งลวดหรือแอร์

      อีกเรื่องที่ควรรู้คือ คนที่เพิ่งกลับจากพื้นที่เสี่ยง ไม่ว่าจะมีอาการหรือไม่ก็ตาม ผู้ชายควรใช้ถุงยางอนามัยหรืองดมีเพศสัมพันธ์ 3 เดือน ส่วนผู้หญิงควรงด 2 เดือน และถ้าคู่นอนฝ่ายชายกำลังตั้งครรภ์อยู่ ยิ่งต้องระวังเป็นพิเศษ ควรใช้ถุงยางทุกครั้งหรืองดมีเพศสัมพันธ์ไปจนคลอด พร้อมป้องกันยุงกัดต่อเนื่องอย่างน้อย 3 สัปดาห์ และงดบริจาคเลือดอย่างน้อย 1 เดือนหลังกลับจากพื้นที่เสี่ยง

      สุดท้าย กรมควบคุมโรคไต้หวันฝากขอความร่วมมือประชาชนว่า ถ้าใครเพิ่งกลับจากพื้นที่ที่มีการระบาดแล้วสงสัยว่าตัวเองอาจติดเชื้อ ให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่กักกันโรคที่สนามบินทันที และถ้าภายใน 2 สัปดาห์หลังกลับมามีอาการผิดปกติ ก็ควรรีบไปพบแพทย์พร้อมแจ้งประวัติการเดินทางให้ละเอียด ส่วนทางโรงพยาบาลเองก็ควรซักประวัติการเดินทางของผู้ป่วยที่มีอาการเข้าข่ายสงสัย และแจ้งโรคตามกฎหมายอย่างถูกต้อง เพื่อช่วยกันลดความเสี่ยงการแพร่ระบาดในประเทศ

4. หนุ่มเวียดนามหลบหนีมานาน 10 ปี สุดท้ายพลาดท่าเพราะฝ่าไฟแดง วิ่งหนีตำรวจแต่สะดุดรากไม้ล้ม โดนปรับอ่วมกว่า 1.22 แสน

      นายเหงียน ชายชาวเวียดนามที่พำนักอยู่ในไต้หวันอย่างผิดกฎหมายมานานกว่า 10 ปี ต้องมาถูกจับกุมได้ในที่สุด เมื่อช่วงเย็นวันที่ 18 กรกฎาคมที่ผ่านมา สาเหตุมาจากการขี่รถจักรยานยนต์ฝ่าไฟแดงบนถนนในนครเกาสง พอเห็นตำรวจเรียกให้จอดตรวจ แทนที่จะยอมมอบตัวโดยดี เขากลับเร่งเครื่องหนี ก่อนทิ้งรถวิ่งหนีเข้าไปในสวนสาธารณะ ถึงขั้นรองเท้าหลุดระหว่างทางก็ยังไม่ยอมหยุด แต่สุดท้ายก็มาสะดุดรากไม้ล้มลง จนตำรวจที่ไล่ตามมาติดๆ จับกุมตัวได้สำเร็จ นอกจากจะถูกส่งตัวให้สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองดำเนินการผลักดันกลับประเทศแล้ว ยังโดนค่าปรับรวมสูงถึง 122,400 เหรียญไต้หวันอีกด้วย

เห็นตำรวจเรียกให้จอดตรวจ แทนที่จะยอมมอบตัวโดยดี นายเหงียนกลับเร่งเครื่องหนี ตำรวจไล่ตามติด ๆ (ภาพจากคลิปสถานีตำรวจเกาสง)

      ตำรวจสถานีเน่ยเหวย เขตกู่ซาน นครเกาสง เปิดเผยว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 17.00 น. ของวันที่ 18 กรกฎาคม ขณะเจ้าหน้าที่กำลังออกตรวจตราตามปกติ ก็พบชายชาวเวียดนามวัย 30 ปีรายนี้ขี่รถจักรยานยนต์ฝ่าสัญญาณไฟแดง จึงเปิดสัญญาณไซเรนให้จอดรถเพื่อตรวจสอบตามขั้นตอนกฎหมาย

      แต่พอผู้ต้องสงสัยเห็นรถตำรวจ ไม่เพียงไม่ยอมจอด ยังเร่งเครื่องหนีทันที เจ้าหน้าที่จึงต้องรีบวิทยุขอกำลังเสริมและไล่ติดตามอย่างกระชั้นชิด จนมาถึงสวนสาธารณะแห่งหนึ่ง เมื่อเห็นตำรวจตามมาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ นายเหงียนจึงตัดสินใจทิ้งรถไว้ข้างทางแล้ววิ่งหนีเข้าสวน ระหว่างนั้นรองเท้าหลุดออกทั้งสองข้าง แต่ก็ยังฝืนวิ่งเท้าเปล่าลุยสนามหญ้าต่อไปอย่างสุดกำลัง

ตำรวจไล่ตามมาติด ๆ นายเหงียนจึงตัดสินใจทิ้งรถไว้ข้างทางแล้ววิ่งหนีเข้าสวนสาธารณะ (ภาพจากคลิปสถานีตำรวจเกาสง)

      กระนั้นตำรวจก็ไม่ลดละการไล่ตาม จนในที่สุดนายเหงียนซึ่งกำลังตื่นตระหนกวิ่งหนี ก็เผลอสะดุดรากไม้ที่โผล่พ้นดินขึ้นมาจนล้มลง เจ้าหน้าที่จึงรีบเข้าควบคุมตัวและใส่กุญแจมือตามขั้นตอนทันที ก่อนนำตัวกลับไปสอบสวนที่สถานีตำรวจ

      เมื่อตรวจสอบประวัติย้อนหลังพบว่า นายเหงียนเดินทางเข้าไต้หวันตั้งแต่ปี 2560 แต่วีซ่าหมดอายุ จึงหลบซ่อนตัวรับจ้างทำงานทั่วไปเรื่อยมาเป็นเวลา 10 ปี ทว่าท้ายที่สุดชีวิตหลบหนีที่ยาวนานกว่าทศวรรษกลับต้องจบลง เพียงเพราะทำผิดกฎจราจรแค่ครั้งเดียว

รองเท้าหลุดออกทั้งสองข้าง แต่ก็ยังฝืนวิ่งเท้าเปล่าลุยสวนสาธารณะอย่างสุดกำลัง (ภาพจากคลิปสถานีตำรวจเกาสง)

      หลังสอบปากคำเสร็จสิ้น ตำรวจได้ดำเนินคดีข้อหาฝ่าฝืนกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง พร้อมส่งตัวให้เจ้าหน้าที่สถานกักกันของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองนครเกาสง เพื่อดำเนินการควบคุมตัวและส่งกลับประเทศต่อไป

 ในที่สุดนายเหงียนซึ่งกำลังตื่นตระหนกวิ่งหนี ก็เผลอสะดุดรากไม้ที่โผล่พ้นดินขึ้นมาจนล้มลง (ภาพจากคลิปสถานีตำรวจเกาสง)

      นอกจากนี้ยังถูกดำเนินคดีความผิดด้านจราจรอีกหลายกระทง ได้แก่

      - ฝ่าฝืนสัญญาณไฟแดง ปรับ 5,400 เหรียญไต้หวัน

      - หลบหนีการตรวจของเจ้าพนักงาน ปรับ 45,000 เหรียญไต้หวัน

      - ขับขี่โดยประมาทเป็นอันตราย ปรับ 36,000 เหรียญไต้หวัน

      - ขี่รถจักรยานยนต์โดยไม่มีใบขับขี่ ปรับ 36,000 เหรียญไต้หวัน

      รวมค่าปรับทั้งสิ้น 122,400 เหรียญไต้หวัน

เจ้าหน้าที่ควบคุมตัวนำตัวกลับไปสอบสวนที่สถานีตำรวจ (ภาพจากคลิปสถานีตำรวจเกาสง)

為提供您更好的網站服務,本網站使用cookies。

若您繼續瀏覽網頁即表示您同意我們的cookies政策,進一步了解隱私權政策。 

我了解
00:00
00:00
0.5x 1x 1.5x 2x