สวัสดีครับคุณผู้ฟัง ยินดีต้อนรับเข้าสู่รายการ "บันเทิงดอทคอม" (娛樂達康) ดำเนินรายการโดยผม ธีระ หยาง (亓淞) ครับ วันนี้เรามีข่าวคราวความเคลื่อนไหวในวงการบันเทิงไต้หวันที่น่าสนใจมาฝากกันแบบจุใจเลยครับ โดยเฉพาะใครที่เป็นแฟนคลับของนักร้องและนักแสดงสาวมากความสามารถระดับตำนานอย่าง ซูฮุ่ยหลุน ห้ามพลาดเด็ดขาดครับ!
หลังจากที่ ซูฮุ่ยหลุน ได้ปล่อยอัลบั้มชุดที่ 17 ที่มีชื่อว่า "ชิงจ้ง" (輕重Aftersun) ไปเมื่อปีที่แล้วและได้รับเสียงตอบรับอย่างดีเยี่ยม มาในปี 2026 นี้ เธอก็ได้สร้างผลงานที่โดดเด่นในวงการซีรีส์อีกครั้งครับ กับการรับบทนำในซีรีส์โรแมนติกคอเมดี้เรื่อง "เชี่ยนหนี่เตอะน่าฉ่างฮุนหลี่" (欠妳的那場婚禮) หรือ "งานแต่งที่ติดค้างเธอไว้" ซึ่งกำกับการแสดงโดยผู้กำกับรางวัลระฆังทอง เหยียนอี้เหวิน โดยประกบคู่กับสองนักแสดงหนุ่มสุดฮอต จางเสี้ยวเฉวียน และ จูเซวียนหยาง ซีรีส์เรื่องนี้จะใช้ความตลกขบขันมาห่อหุ้มความรู้สึกเสียใจ โดยบอกเล่าเรื่องราวของความสัมพันธ์ที่ค่อยๆ สูญเสียสมดุลไปในชีวิตและการแต่งงานครับ
และที่เซอร์ไพรส์แฟนๆ อันเป็นความลับที่ซ่อนอยู่ในซีรีส์เรื่องนี้ก็คือ ซูฮุ่ยหลุน ได้ร้องเพลงประกอบซีรีส์ที่มีชื่อว่า "กุ้ยเต๋อเขออี่" (貴得可以) หรือ "แพงได้ใจ" ด้วยครับ พอแฟนซีรีส์ดูจบปุ๊บ ก็พากันไปตั้งกระทู้ถามหาเพลงนี้บนโลกออนไลน์กันยกใหญ่ ในซีรีส์เรื่องนี้ ซูฮุ่ยหลุน รับบทเป็น เฉินลี่เสวียน ภรรยาที่หมดหวังกับชีวิตคู่แต่ก็ยังไม่สามารถปล่อยวางได้อย่างแท้จริง เธอสามารถถ่ายทอดความรู้สึกที่บีบคั้นระหว่างความรัก ความผิดหวัง ความโกรธ และความไม่ยินยอมพร้อมใจออกมาได้อย่างลึกซึ้งและสมจริงสุดๆ จนชาวเน็ตถึงกับทึ่งและคอมเมนต์ชมว่า "ซูฮุ่ยหลุนไม่ได้เป็นแค่นักร้องสายหวานเท่านั้นนะ ทำไมถึงแสดงเก่งขนาดนี้ ดูแล้วร้องไห้ตามเลย!" นอกจากฝีมือการแสดงที่ได้รับคำชมอย่างล้นหลามแล้ว เพลงประกอบซีรีส์ ที่เธอร้อง ก็ยังถ่ายทอดความดื้อรั้นและความเด็ดเดี่ยวของตัวละครออกมาได้อย่างลงตัว จนถูกขนานนามให้เป็น "เพลงของเฉินลี่เสวียน" (陳立璇之歌) และกลายเป็นหัวข้อร้อนแรงที่ถูกพูดถึงกันอย่างมากครับ
สำหรับซิงเกิล "กุ้ยเต๋อเขออี่" (貴得可以) ถือเป็นการปล่อยเพลงใหม่ในรอบ 1 ปีของซูฮุ่ยหลุนเลยนะครับ โดยเป็นการกลับมาร่วมงานกันอีกครั้งของทีมงานคุณภาพระดับรางวัล Golden Melody Awards อย่าง จางเจิ้นเยว่ และ เก๋อต้าเหวยรวมถึงได้ เฉินเจี้ยนเหว่ย มานั่งแท่นโปรดิวเซอร์ให้อีกด้วย จุดเริ่มต้นของเพลงนี้มาจากที่ผู้กำกับ เหยียนอี้เหวิน ได้ฟังเพลงเดโม่ของ จางเจิ้นเยว่แล้วรู้สึกว่าเหมาะกับเสียงสะท้อนในใจของตัวละคร เฉินลี่เสวียน มากๆ ซูฮุ่ยหลุนเองก็บอกครับว่า "เนื้อร้องและทำนองของอาเยว่มีความตรงไปตรงมาอยู่แล้ว ตอนที่เข้าห้องอัดก็เลยอินกับนิสัยและสภาพจิตใจของเฉินลี่เสวียนได้แบบเป็นธรรมชาติเลยค่ะ มันเข้ากันสุดๆ" นอกจากนี้ ซูฮุ่ยหลุน ยังได้ขอให้คู่หูทางดนตรีอย่าง เก๋อต้าเหวย มาช่วยปรับเนื้อเพลงบางส่วน หลังจากที่เขาได้อ่านบทและทำความเข้าใจเกี่ยวกับซีรีส์เรื่องนี้ เพื่อให้เข้ากับบทสนทนาในใจของเฉินลี่เสวียนมากขึ้น อย่างเช่นการเปลี่ยนท่อนที่ร้องว่า "ที่แท้ความรักก็มีหลากหลายด้าน" (原來愛情,有不同的面) มาเป็น "ทำไมความรักถึงมีจุดบอดมากมายนัก" (為何愛情,有太多盲點) ซึ่งนอกจากจะสื่อถึงความรู้สึกของตัวละครได้อย่างตรงจุดแล้ว ยังทำให้ผู้ฟังอย่างเราสัมผัสได้ถึงความรักที่เคยมองว่าเป็นของตายในชีวิตประจำวัน แต่ท้ายที่สุดมันกลับค่อยๆ สะสมจนกลายเป็นน้ำหนักที่ยากจะแบกรับไว้ได้ครับ
ซีรีส์ "เชี่ยนหนี่เตอะน่าฉั่งฮุนหลี่" (欠妳的那場婚禮) ของสถานีโทรทัศน์ PTS เป็นซีรีส์โรแมนติกคอเมดี้เรื่องแรกที่ผู้กำกับ เหยียนอี้เหวิน ถ่ายทอดผ่าน "มุมมองของผู้ชาย" ครับ เรื่องราวเล่าถึงเมื่อเวลาถูกเขียนขึ้นใหม่ และตัวเราในวัยกลางคนได้กลับไปพบกับอดีต คำสัญญาที่เคยหลีกหนี ท้ายที่สุดก็ไม่สามารถเพิกเฉยได้อีกต่อไป สิ่งที่ยากจะชดใช้ที่สุดในชีวิต ก็คือคำสัญญาที่ทำตามไม่ได้ การพลาดไปเพียงครั้งเดียว อาจต้องใช้เวลาทั้งชีวิตเพื่อคิดถึงมัน ซูฮุ่ยหลุน ได้ใช้เพลงๆ นี้ ถ่ายทอดความเสียใจที่ราคาแพงที่สุดออกมาได้อย่างงดงามครับ (ภาพจาก B'in Music)

- กลับเข้าสู่ช่วงที่สองของรายการ บันเทิงดอทคอม (娛樂達康) กับผม ธีระ หยาง (亓淞) ครับ ช่วงนี้เราจะพาทุกท่านนั่งไทม์แมชชีนย้อนเวลากลับไปฟังเพลงฮิตในอดีตกับช่วง "เพลงเก่า...แต่เราเก็ท" ช่วงที่จะหยิบยกเอาเพลงดังในวันวานมาเปิดให้หายคิดถึง พร้อมกับขุดคุ้ยเรื่องราวเบื้องลึกเบื้องหลังที่หลายคนอาจจะยังไม่เคยรู้มาก่อนครับ เมื่อเร็วๆ นี้ ใครที่ติดตามข่าวคราววงการดนตรีไต้หวัน น่าจะได้เห็นข่าวที่อดีตนักร้องสาวเจ้าของฉายา "เจ้าสำนักสายหยก" หรือขวัญใจวัยเรียนอย่าง ซูฮุ่ยหลุน ได้เดินทางไปร่วมขึ้นคอนเสิร์ตการกุศล "Just Love It!一路向東" ที่เมืองฮัวเหลียน (花蓮) ร่วมกับวงร็อกระดับตำนานอย่าง อู่เยว่เทียน (五月天) ใช่ไหมครับ ในคอนเสิร์ตวันนั้น ทันทีที่ซูฮุ่ยหลุนก้าวขึ้นเวทีที่สถานีตงต้าเหมิน (東大門) เธอก็เปิดโชว์ด้วยเพลงฮิตระดับตำนานอย่างเพลง "ยาจื่อ" (鴨子) หรือที่แปลว่า "เป็ด" ทำเอาแฟนๆ ร้องตามกันได้สนั่นลั่นงานเลยล่ะครับ เพลงนี้ถือเป็นเพลงที่พลิกโฉมวงการเพลงป็อปไต้หวันในปี 1996 เลยก็ว่าได้ เพราะมันคือหนึ่งในผลงานจาก "ไตรภาคแปลงโฉม" (變身三部曲) อันลือลั่น ที่ประกอบไปด้วยอัลบั้ม Lemon Tree, 鴨子 (ยาจื่อ) และ 傻瓜 (ส่ากวา) ซึ่งส่งให้เธอโด่งดังถึงขีดสุด โดยเฉพาะอัลบั้ม 鴨子 ที่ทำยอดขายถล่มทลายทะลุ 700,000 ตลับ! แถมยังมีเวอร์ชันภาษากวางตุ้งที่ชื่อว่า "話說…" ออกมาฮิตในฮ่องกงอีกด้วย
แต่คุณผู้ฟังรู้ไหมครับว่า... เพลง 鴨子 ที่เราร้องตามกันได้เป๊ะๆ เนี่ย แท้จริงแล้วเป็นเพลงคัฟเวอร์ครับ!
ต้นฉบับของเพลงนี้มาจากวงดนตรีทรีโอจากเกาหลีใต้ที่มีชื่อว่า "จูจูคลับ" (JUJU CLUB) ในชื่อเพลงว่า "ฉันก็คือตัวฉันเอง" หรือ "나는 나" (หว่อจิ้วซื่อหว่อจื้อจี่ - 我就是我自己) ครับ เรื่องที่น่าสนใจเป็นเกร็ดความรู้แถมให้ก็คือ ในยุคนั้นค่ายเพลง กุ๋นสือชั่งเพี่ยน (滾石唱片) หรือ Rock Records ที่ซูฮุ่ยหลุนสังกัดอยู่ มักจะมีกลยุทธ์ทางการตลาดที่เรียกว่า "ปลาหนึ่งตัวทำอาหารได้หลายอย่าง" ครับ คือการซื้อลิขสิทธิ์เพลงต่างชาติมาทำดนตรีและเนื้อร้องใหม่ให้ศิลปินในค่ายร้อง ซึ่งในตอนนั้น JUJU CLUB ก็เซ็นสัญญากับทางค่ายกุ๋นสือเพื่อเจาะตลาดเพลงภาษาจีนเช่นกัน แถมแฟนเพลงหูดีหลายคนยังสังเกตเห็นว่า เพลงเต้นสายย่ออย่าง "ไคว่ส่านไค" (快閃開) ของศิลปินร่วมค่ายอย่าง หลัวไป่จี๋ หรือ Jerry Lo ก็มีทำนองที่คล้ายคลึงกับเพลงนี้สุดๆ เรียกว่าเป็นการใช้ทรัพยากรทำนองเพลงเดียวดันศิลปินพร้อมกันถึง 3 เบอร์เลยทีเดียวครับ ถือเป็นกลยุทธ์ที่ฉลาดล้ำลึกมากในยุค 90! แต่เรื่องราวของวงต้นฉบับอย่าง JUJU CLUB ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเหมือนเพลงที่ฮิตระเบิดครับ เพราะพวกเขาต้องเผชิญกับมรสุมดราม่าอย่างหนักหน่วง แม้ว่าเพลงต้นฉบับ "나는 나" จะได้รับการพิสูจน์แล้วว่าไม่ได้ลอกเลียนแบบใคร แต่ในอัลบั้มเปิดตัวของพวกเขาที่มีทั้งหมด 10 เพลง กลับมีถึง 7 เพลงที่ถูกตั้งข้อสงสัยว่า "ก๊อปปี้" ผลงานคนอื่นครับ! และถึงขั้นถูก "สั่งแบน" ห้ามออกอากาศในที่สุด! โชคดีที่ยุคนั้นอินเทอร์เน็ตยังไม่แพร่หลาย คนทั่วไปเข้าถึงข้อมูลข่าวสารต่างประเทศได้ยาก พวกเขาจึงยังคงมีผลงานและได้รับเสียงตอบรับที่ดีไปจนถึงอัลบั้มที่ 4
แต่จุดพลิกผันที่น่าเศร้าที่สุดตกไปอยู่ที่นักร้องนำของวงอย่าง จูดาอิน ครับ เธอเคยไปออกรายการทีวีเมื่อไม่กี่ปีก่อนและเปิดเผยเบื้องหลังที่วงต้องหายหน้าหายตาไปจากวงการในตอนที่กำลังโด่งดังสุดขีดว่า... สาเหตุแรกคือ เธอประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์อย่างรุนแรงจนต้องนอนติดเตียงในโรงพยาบาลถึง 3 เดือน และต้องใช้เวลาทำกายภาพบำบัดอีกกว่า 7 เดือน และพอร่างกายเริ่มฟื้นฟูพร้อมที่จะกลับมาจับไมค์อีกครั้ง โชคชะตากลับเล่นตลก เธอถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว ทำให้ต้องเบรกงานในวงการเพื่อรักษาตัวอีกรอบ ที่น่าสลดใจไปกว่านั้นคือ เงินทองที่พวกเธอหามาได้จากน้ำพักน้ำแรงจากการทำอัลบั้มกว่า 750 ล้านวอน (หรือประมาณ 16.92 ล้านเหรียญไต้หวัน) กลับมลายหายวับไปกับตา เพราะเธอไปลงทุนผิดพลาดและถูกมิจฉาชีพหลอกลวงจนหมดตัว ทำให้ปัจจุบันนี้ เธอต้องลุกขึ้นมาเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่อีกครั้งครับ ฟังเรื่องราวเบื้องหลังแล้วก็แอบใจหายเหมือนกันนะครับ ใครจะไปคิดว่าเพลงจังหวะสนุกสนานสดใสที่ก้าวข้ามกำแพงภาษาจนโด่งดังไปทั่วเอเชีย จะมีเบื้องหลังและชะตากรรมของนักร้องต้นฉบับที่ต้องฝ่าฟันมรสุมชีวิตขนาดนี้ เรามาร่วมส่งกำลังใจให้ จูอาอิน และมาฟังเพลงนี้เพื่อรำลึกถึงความทรงจำในยุค 90 ไปด้วยกันครับ

- ช่วงฮ็อตฮิตดอทคอมวันนี้เรามีข่าวใหญ่สุดฮือฮาที่ทำเอาแฟนคลับในไทยและทั่วเอเชียหัวใจฟูไปตามๆ กันครับ เมื่อตำนานกลุ่มบอยแบนด์ระดับเอเชียอย่าง F4 ได้กลับมารวมตัวเปิดคอนเสิร์ตที่กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย อีกครั้งในรอบกว่า 20 ปี! คุณผู้ฟังครับ สมาชิกวง F4 ซึ่งประกอบไปด้วย เหยียนเฉิงซวี่ (言承旭 / Jerry Yan), โจวอวี๋หมิน (周渝民 / Vic Chou) และ อู๋เจี้ยนเหา (吳建豪 / Vanness Wu) พร้อมด้วย อาซิ่น (阿信) นักร้องนำจากวงร็อกระดับตำนานอย่าง อู่เยว่เทียน (五月天 / Mayday) ได้ร่วมกันจัดคอนเสิร์ตใหญ่ภายใต้ชื่อ "F✦FOREVER เมืองแห่งดาวฤกษ์" (F✦FOREVER恆星之城) ณ กรุงเทพมหานคร เป็นเวลา 2 วันเต็ม โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคมที่ผ่านมาครับ สำหรับการทัวร์คอนเสิร์ตครั้งนี้ แม้อดีตสมาชิกอย่าง จูเสี้ยวเทียน (朱孝天 / Ken Chu) จะไม่ได้เข้าร่วมด้วย แต่ก็ได้ อาซิ่น (阿信) มารับหน้าที่เป็นทั้งสมาชิกพิเศษและโปรดิวเซอร์ผู้จัดงานทัวร์ในครั้งนี้ด้วยครับ โดยราคาบัตรเข้าชมเปิดตัวอยู่ที่ 4,500 ถึง 12,500 บาท ซึ่งแฟนเพลงชาวไทยจำนวนมากมารอต่อคิวเข้างาน หลายคนบอกตรงกันว่า ติดตาม F4 มาตั้งแต่สมัยเรียน และในที่สุดการรอคอยหลายสิบปีก็สิ้นสุดลงแล้ว! นอกจากแฟนคลับชาวไทยแล้ว บริเวณหน้างานยังเต็มไปด้วยแฟนคลับที่บินมาจากเมืองจีน โดยบางคนถึงขั้นมาหาซื้อบัตรหน้างานเพื่อจะได้ชมการแสดงของอุปป้าในดวงใจแบบชิดขอบเวทีเลยทีเดียวครับ ทั้งนี้ หลังจากเสร็จสิ้นการแสดงที่กรุงเทพฯ ค่ายเพลง B'in Music ได้แจ้งว่า ทัวร์คอนเสิร์ต "F✦FOREVER เมืองแห่งดาวฤกษ์" (F✦FOREVER恆星之城) จะเดินทางไปเปิดแสดงต่อที่กัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ในวันที่ 7-8 สิงหาคม และปิดท้ายทัวร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ประเทศสิงคโปร์ ในวันที่ 15-16 สิงหาคมนี้ครับ และอีกหนึ่งไฮไลต์ที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลยครับ! หลังจบการแสดงรอบแรกเมื่อคืนวันที่ 1 สิงหาคมที่ผ่านมา เวลาประมาณเที่ยงคืนครึ่ง (ตามเวลาในไต้หวัน) อาซิ่น (阿信) ก็ได้สร้างความฮือฮาบนโลกโซเชียล ด้วยการโพสต์ภาพตัวเองแต่งกายด้วย "ชุดไทยโบราณ" สุดสง่า ยืนโพสท่าสุดเท่บนสะพานลอย พร้อมข้อความภาษาจีนสลับภาษาไทย ประกาศอย่างเป็นทางการว่า "ผมเดบิวต์ที่ไทยแล้วครับ!" (我在泰國出道了!) พร้อมข้อความสุดซาบซึ้งถึงแฟนๆ ว่า "เคยได้ยินมาว่าดาวฤกษ์เปล่งแสงได้ เพิ่งมารู้เอาคืนนี้นี่เอง ว่าแสงที่ส่องสว่างจริงๆ นั้น มาจากดวงตาแห่งความคิดถนึงนับหมื่นคู่... ขอบคุณประเทศไทย ขอบคุณเมืองแห่งดาวฤกษ์ ที่ได้แลกเปลี่ยนรอยยิ้ม หยาดเหงื่อ เสียงร้องเพลง และความร้อนแรงของทุกคน คืนนี้เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น พรุ่งนี้เรามาเตอร์เติมเต็มส่วนที่ยังร้องไม่พอ หัวเราะไม่พอ และซาบซึ้งไม่พอ ให้เต็มอิ่มไปด้วยกันนะครับ" งานนี้ทำเอาแฟนคลับทั้งไทย ไต้หวัน และทั่วโลก เข้ามาคอมเมนต์กันถล่มทลาย ต่างพากันแซวว่า "ท่านประธานหล่อมาก!", "เดบิวต์ช้าไปนะเจ้าชายไทย!" และ "ตกเจ้าสาวได้เพิ่มขึ้นอีกเพียบเลย!" ถือเป็นอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์ความประทับใจของวงการเพลงป็อปไต้หวันในประเทศไทยจริงๆ ครับ! (ภาพจาก B'in Music)

- ช่วงท้ายรายการวันนี้เรามีข่าวคราวในวงการภาพยนตร์จีนระดับบิ๊กโปรเจกต์ที่กำลังเป็นกระแสร้อนแรงและสร้างความตื้นตันใจให้กับแฟนหนังทั่วเอเชียมาฝากกันครับ โดยเฉพาะใครที่เป็นแฟนตัวจริงของราชาหนังตลกตลอดกาลอย่าง โจวซิงฉือ ห้ามพลาดเรื่องราวในวันนี้เด็ดขาดครับ! กับความปังระดับปรากฏการณ์ ที่เป็นผลงานการกำกับและเขียนบทเรื่องใหม่ล่าสุดของ โจวซิงฉือ อย่างเรื่อง "กังฟูหนวี่จู๋" (功夫女足 - Kung Fu Soccer) หรือ "กังฟูฟุตบอลหญิง" กำลังสร้างกระแสฟีเวอร์อย่างหนักในจีนแผ่นดินใหญ่ โดยล่าสุดทำรายได้บ็อกซ์ออฟฟิศทะลุ 2,100 ล้านหยวน หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 10,000 ล้านบาทไทยเลยทีเดียวครับ! ขึ้นแท่นภาพยนตร์ทำเงินสูงสุดเป็นอันดับ 2 ของจีนประจำปี 2026 แต่ท่ามกลางความตลกขบขันและฉากแอ็กชันฟุตบอลสุดฮาตามสไตล์ไร้สาระแบบกวนๆ ของโจวซิงฉือ หนึ่งในสิ่งที่แฟนหนังพูดถึงกันมากที่สุดกลับไม่ใช่แค่ความสนุกของเนื้อเรื่อง แต่เป็นช่วงเซอร์ไพร์สของเรื่องที่เป็นรายละเอียดลับๆ ในช่วงท้ายเรื่องที่ทำเอาแฟนๆ ถึงกับน้ำตาซึมครับ
ในฉากท้ายเรื่องของ "กง-ฟู-นวี่-จู๋" (功夫女足) มีเฟรมภาพหนึ่งที่ โจวซิงฉือ ยืนเฟรมเดียวกับดารารุ่นน้องคู่บุญอย่าง หลินจื่อฉง แต่กล้องกลับไม่ได้จัดให้ทั้งสองคนยืนชิดกันครับ โดยมีการเว้น "ที่ว่าง" เว้นระยะห่างไว้อย่างชัดเจนตรงกลางระหว่างพวกเขาทั้งสองคน และไม่มีบทพูดหรือคำอธิบายใดๆ ในหนังเลยแม้แต่น้อย ทันทีที่หนังเข้าฉาย แฟนหนังตาดีต่างพากันตั้งข้อสังเกตบนโลกออนไลน์ทันทีว่า ที่ว่างตรงนั้นไม่ได้เกิดขึ้นจากความผิดพลาดในการจัดองค์ประกอบภาพอย่างแน่นอน แต่มันคือพื้นที่ตั้งใจที่ โจวซิงฉือ เว้นไว้เพื่อแสดงความไว้อาลัยและระลึกถึงคู่หูตลกตำนานอย่าง อู๋เมิ่งต๋า หรือ "ต๋าซู" (達叔 - ลุงต๋า) ผู้ล่วงลับไปเมื่อปี 2021 จากโรคมะเร็งตับในวัย 70 ปีนั่นเองครับ
จนกระทั่งเมื่อเร็วๆ นี้ โจวซิงฉือ ได้เดินทางไปร่วมงานโปรโมตภาพยนตร์ ณ สถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์ระดับตำนานอย่าง "เซ่าหลินจู๋ฉิว" (少林足球) หรือ "นักเตะเสี้ยวลิ้มยี่" เพื่อพบปะกับแฟนๆ อย่างใกล้ชิด มีแฟนคลับคนหนึ่งได้รวบรวมความกล้าถามคำถามนี้กับเขาตรงๆ ว่า: "ที่ว่างในฉากท้ายเรื่องนั้น ตั้งใจเว้นไว้ให้ลุงต๋า (達叔) ใช่ไหมครับ?" ในตอนแรก โจวซิงฉือ ได้ยิ้มและถามกลับยิ้มๆ ว่า "คุณคิดว่ายังไงล่ะ?" แฟนคลับท่านนั้นจึงตอบกลับไปด้วยความจริงใจว่า สำหรับแฟนหนังทุกคน รวมถึงตัวของโจวซิงฉือเอง ลุงต๋า อู๋เมิ่งต๋า ไม่ใช่แค่ตัวละครตำนานในใจผู้ชมเท่านั้น แต่เขาคือพันธมิตรชีวิตและคู่หูที่สำคัญที่สุดของโจวซิงฉือ ที่ว่างตรงนั้นจึงเป็นของใครไปไม่ได้นอกจากเขา... เมื่อได้ฟังจบ โจวซิงฉือ ไม่ได้พยายามหลีกเลี่ยงหรือปฏิเสธเลยครับ เขายักหน้ายอมรับเบาๆ แล้วตอบกลับด้วยคำสั้นๆ เพียง 4 คำว่า: "หวันเฉวียนถงอี้" (完全同意) — หรือที่แปลว่า "เห็นด้วยอย่างยิ่ง" คำตอบสั้นๆ เพียง 4 คำ แต่กลับกลายเป็นการยืนยันอย่างเป็นทางการครั้งแรกจากปากของโจวซิงฉือ และเป็นคำตอบที่ซ่อนความรู้สึกอันลึกซึ้งไว้มากมาย โดยไม่ต้องใช้คำพูดหรูหราหรือการบรรยายให้ซาบซึ้งเกินจริง แต่สัมผัสได้ถึงมิตรภาพอันยิ่งใหญ่ เพราะแม้ตัวจะจากไปแล้ว แต่ที่ตรงนั้น... จะยังคงเป็นของเขาเสมอครับ มิตรภาพที่แท้จริง ถึงแม้เวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน หรือคนคนนั้นจะไม่ได้อยู่บนโลกนี้แล้ว แต่ตำแหน่งในใจก็ไม่เคยมีใครมาแทนที่ได้จริงๆ ครับ และนี่คือเรื่องราวความประทับใจในวงการบันเทิงที่เรานำมาฝากกันในวันนี้ เวลาของรายการ "บันเทิงดอทคอม" (娛樂達康) หมดลงแล้ว กลับมาพบกับผม ธีระ หยาง (亓淞) ได้ใหม่ในครั้งหน้า สำหรับวันนี้ ต้องขอตัวลาไปก่อน สวัสดีครับ! (ภาพจากเสี่ยวหงซู)
