Skip to the main content block
::: หน้าแรก| แผนผังเว็บไซต์| Podcasts|
|
Language

Formosa Dream Chasers - Programs - RTI Radio Taiwan International-logo

รายการ
| รายการล่าสุด
เลือกรายการ
ผู้จัดรายการ ตารางรายการ
ประเด็น (ข่าว) ยอดนิยม
繁體中文 简体中文 English Français Deutsch Indonesian 日本語 한국어 Русский Español ภาษาไทย Tiếng Việt Tagalog Українська แผนผังเว็บไซต์

สารานุกรมสุขภาพ 10 ส.ค. 69 : เคล็ดลับดูแลสุขภาพช่วงฤดูฝน และ 5 กลุ่มโรคหน้าฝนที่ควรเฝ้าระวังเป็นพิเศษ

เคล็ดลับดูแลสุขภาพช่วงฤดูฝน ตามตำราแพทย์แผนจีน
เคล็ดลับดูแลสุขภาพช่วงฤดูฝน ตามตำราแพทย์แผนจีน

เคล็ดลับดูแลสุขภาพช่วงฤดูฝน ตามตำราแพทย์แผนจีน

ช่วงเดือนสิงหาคมในไต้หวันยังถือว่าเป็นช่วงหน้าร้อนซึ่งจะมีฝนฟ้าคะนองในช่วงบ่ายเกือบทุกวัน นอกจากนี้จะยังคงมีไต้ฝุ่นก่อตัวขึ้นและอาจพัดเข้าใกล้หรือพัดเข้าสู่ไต้หวันโดยตรงตลอดเวลา ซึ่งจะทำให้มีฝนตกเกือบตลอดทั้งวัน สำหรับในเมืองไทยช่วงนี้เป็นช่วงหน้าฝน ในวันนี้จึงขอแนะนำอาการและโรคที่พบบ่อยในช่วงหน้าฝนเพื่อจะได้เพิ่มความระมัดระวังและดูแลสุขภาพของตนเองและคนในครอบครัว

ตามตำราแพทย์แผนจีนระบุว่า อาการที่พบบ่อยในช่วงหน้าฝน ได้แก่

●เป็นหวัดบ่อย  สภาพอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย ทำให้ติดหวัดได้ง่าย มีอาการน้ำมูกไหล ไอ เป็นต้น

●อ่อนเพลีย ไม่มีแรง ความชื้นขัดขวางการไหลเวียนของพลังหยาง ทำให้รู้สึกเหนื่อยล้าและไม่มีเรี่ยวแรง

●ปวดข้อ  ความชื้นสะสมในร่างกายอาจทำให้ข้อฝืด ตึง หรือปวดได้ง่าย

●อาหารไม่ย่อย ความชื้นส่งผลต่อการทำงานของม้ามและกระเพาะอาหาร ทำให้เบื่ออาหารหรือท้องอืด

หลักการรับประทานอาหารในช่วงหน้าฝน 3 ประการ

1.รับประทานอาหารรสอ่อน ช่วยบำรุงม้าม ควรเลือกรับประทานอาหารที่ช่วยเสริมการทำงานของม้ามและขับความชื้น เช่น ถั่วแดง ลูกเดือย และ มันภูเขาหรือภาษาจีนคือ 山藥  ที่ญี่ปุ่นเรียกว่า มันยามะอิโมะ (Yamaimo) ซึ่งนิยมนำมาปรุงเป็นอาหารคาวหลากหลายเมนู แต่ในไต้หวันนิยมนำมาตุ๋นกับกระดูกหมุเป็นซุปแสนอร่อยและบำรุงสุขภาพ

2.รับประทานอาหารอุ่นในปริมาณพอเหมาะ สามารถเติมวัตถุดิบที่ช่วยให้ร่างกายอบอุ่น เช่น ขิงและต้นหอมขาว เพื่อช่วยขับความเย็น

3.หลีกเลี่ยงอาหารเย็นหรือดิบ ไม่ควรรับประทานอาหารเย็นจัดหรืออาหารดิบมากเกินไป เพราะอาจทำให้การทำงานของม้ามและกระเพาะอาหารอ่อนแอลง

เข้าสู่ช่วงฤดูฝนอย่างเต็มตัว อากาศที่แปรปรวนและความชื้นที่เพิ่มสูงขึ้นมักนำมาซึ่งปัญหาสุขภาพ โดยเฉพาะ โรคหน้าฝน ที่แพร่กระจายได้ง่ายผ่านทางอากาศ น้ำ และพาหะนำโรคต่างๆ สำหรับบุคคลทั่วไปที่ต้องเดินทางออกจากบ้านไปทำงานหรือทำธุระ การเผชิญกับฝนตกหนัก น้ำท่วมขัง และฝูงชนในระบบขนส่งสาธารณะ กลายเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ร่างกายอ่อนแอและเจ็บป่วยได้ง่าย หากเราละเลยการดูแลสุขภาพ ไม่พักผ่อนให้เพียงพอ หรือไม่รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ก็อาจทำให้เชื้อโรคเหล่านี้จู่โจมร่างกายเราได้ทันที ในบทความนี้เราจะพาไปทำความรู้จักกับกลุ่มโรคยอดฮิตที่มาพร้อมหยาดฝน เพื่อให้คุณเตรียมพร้อมรับมือและรักษาร่างกายให้แข็งแรงตลอดฤดูกาล

 5 กลุ่มโรคหน้าฝนที่ควรเฝ้าระวังเป็นพิเศษ

การรู้เท่าทันโรคคือปราการด่านแรกในการป้องกันตนเอง โดยสามารถแบ่งกลุ่มโรคที่มักระบาดหนักในช่วงหน้าฝนออกเป็น 5 กลุ่มหลัก ดังนี้

1.กลุ่มโรคระบบทางเดินหายใจ

โรคในกลุ่มนี้มีหลายโรค เช่น ไข้หวัดธรรมดา ไข้หวัดใหญ่ หลอดลมอักเสบ ปอดอักเสบ และปอดบวม รวมถึงการติดเชื้อจาก RSV เป็นต้น โดยไข้หวัดธรรมดา (Common Cold) เป็นโรคติดเชื้อที่พบบ่อยมากที่สุดโรคหนึ่ง เกิดจากการติดเชื้อไวรัสซึ่งมีหลายสายพันธุ์ พบบ่อยในช่วงฤดูฝนและฤดูหนาว หรือโดยเฉพาะช่วงที่มีอากาศเปลี่ยนแปลง สามารถพบผู้ติดเชื้อได้ทุกช่วงอายุ ในเด็กเล็กสามารถเป็นได้หลายครั้งในแต่ละปี ในผู้ใหญ่จะเป็นน้อยลงตามลำดับเนื่องจากมีภูมิคุ้มกันมากขึ้น โดยเฉลี่ยเด็กจะเป็นโรคหวัด 6 – 12 ครั้งต่อปี ผู้ใหญ่จะเป็น 2 – 4 ครั้งต่อปี ความรุนแรงของโรคไม่มาก และสามารถหายเองได้ภายในไม่กี่วัน เนื่องจากเกิดจากการติดเชื้อไวรัสจึงเน้นรักษาประคับประคองอาการจนอาการหายดีเอง ในผู้ใหญ่อาการจะน้อยมาก อาจมีแค่คัดจมูกและน้ำมูกไหล (ยกเว้นผู้ที่มีโรคประจำตัวเป็นโรคระบบทางเดินหายใจ) อาการของโรคมักเป็นไม่เกิน 2 – 5 วัน แต่อาจมีน้ำมูกไหลนาน 10 – 14 วัน แต่หากปรากฏอาการน้ำมูกหรือเสมหะมีสีเหลืองเขียว ปวดหู หูอื้อ ปวดศีรษะมาก ไข้สูง มีอาการหอบเหนื่อย ควรพบแพทย์เพื่อการวินิจฉัยภาวะแทรกซ้อน หากมีไข้สูง ปวดเมื่อยตามร่างกายมาก อาจเป็นไข้หวัดใหญ่ไม่ใช่โรคหวัด

สาเหตุของการเกิดกลุ่มโรคระบบทางเดินหายใจเกิดจากสภาพอากาศที่แปรปรวนบวกกับการหายใจเอาเชื้อไวรัสที่กระจายอยู่ในอากาศจากการไอ จาม ของผู้ป่วยเข้าไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงหน้าฝนที่อากาศชื้น จะยิ่งทำให้เชื้อโรคแพร่กระจายได้ง่ายมาก เพียงแค่สัมผัสสิ่งของที่ปนเปื้อนกับเชื้อไวรัส หรือสัมผัสกับน้ำมูกที่ปนเปื้อนเชื้อโรค ก็สามารถติดต่อกันได้แล้ว

ดังนั้นวิธีการป้องกันคือ หากมีอาการป่วย หรือต้องอยู่ในที่ชุมชนแออัด ให้สวมใส่หน้ากากอนามัย ปิดปาก ปิดจมูกเวลาไอ หรือจาม ที่สำคัญควรหมั่นล้างมือบ่อยๆ รวมถึงการเสริมภูมิคุ้มกันด้วยวัคซีน เช่น วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ ซึ่งควรฉีดเป็นประจำทุกปี และวัคซีนป้องกันไวรัส RSV โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยง เพื่อช่วยลดโอกาสการติดเชื้อและความรุนแรงของโรค

2.กลุ่มโรคที่มียุงเป็นพาหะ

โรคในกลุ่มนี้มีหลายโรค เช่น โรคไข้เลือดออก โรคไข้สมองอักเสบ เจอี และโรคมาลาเรีย

ซึ่งเป็นโรคติดต่อที่เกิดจากยุง ไม่ว่าจะเป็นยุงลาย ยุงรำคาญ หรือยุงก้นปล่อง เป็นพาหะ โดยส่วนใหญ่มักจะแพร่พันธุ์ในแหล่งน้ำตามทุ่งนา หรือภาชนะที่มีน้ำขัง

อาการที่แสดงออกส่วนใหญ่ผู้ป่วยมักจะมีไข้ หนาวสั่น ปวดศีรษะ หากเป็นหนักอาจถึงขั้นช็อค หมดสติและเสียชีวิตได้

ป้องกันโดยการฉีดวัคซีนป้องกันโรค และกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุง รวมถึงหลีกเลี่ยงการโดนยุงกัด การเดินป่าในหน้าฝน หรือพยายามอยู่ให้ห่างจากพื้นที่ที่มีต้นไม้เยอะ

3.กลุ่มโรคติดต่อทางน้ำและอาหาร

โรคที่พบบ่อยในกลุ่มนี้ ได้แก่ โรคท้องเดิน โรคอุจจาระร่วงเฉียบพลัน โรคบิด โรคอาหารเป็นพิษ โรคตับอักเสบ เป็นต้น

สาเหตุเกิดจากการรับประทานอาหารและน้ำดื่มที่ไม่สะอาด มีการปนเปื้อนเชื้อจุลินทรีย์และเชื้อแบคทีเรีย ทำให้เกิดโรคในระบบทางเดินอาหารและลำไส้ ผู้ป่วยมักมีอาการปวดท้อง ท้องเดิน ถ่ายไม่หยุด อาเจียน บางรายเป็นหนักถึงขั้นขาดน้ำและหมดสติได้

ดังนั้นจึงควรระมัดระวังเรื่องอาหารการกินมากเป็นพิเศษ โดยการรับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ๆ ใช้ช้อนกลาง ใช้ภาชนะใส่อาหารและน้ำดื่มที่ล้างสะอาด และควรล้างมือให้สะอาดทุกครั้งก่อนรับประทานอาหาร

4.กลุ่มโรคติดเชื้อทางบาดแผลหรือเยื่อบุผิวหนัง

โรคที่พบบ่อยในกลุ่มนี้ ได้แก่ โรคแลปโตสไปโรซิส หรือที่รู้จักกันในนาม "โรคฉี่หนู" และโรคตาแดง ซึ่งสาเหตุมาจากการสัมผัสกับน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อโรค โดยเฉพาะเชื้อโรคที่มาพร้อมกับน้ำท่วมขัง น้ำเสียในท่อระบายน้ำ น้ำที่ปนเปื้อนสิ่งปฏิกูลทั้งจากคนและสัตว์ สัมผัสดิน สัมผัสอาหารที่ปนเปื้อนปัสสาวะ เลือด หรือเนื้อเยื่อของของสัตว์ที่ติดเชื้อชนิดนี้ เช่น สุนัข วัว ควาย หนู สุกร ม้า สัตว์ป่า เป็นต้น

กลุ่มเสี่ยงผู้ที่เป็นโรคนี้ส่วนใหญ่คือ กลุ่มเกษตรกร ชาวนา ชาวไร่ และประชาชนที่อาศัยในพื้นที่ที่เกิดน้ำท่วมขัง คนงานในฟาร์มเลี้ยงสัตว์ และพนักงานขุดท่อระบายน้ำ ทั้งนี้หลังได้รับเชื้อประมาณ 1-2 สัปดาห์ ผู้ป่วยจะมีไข้สูงเฉียบพลัน ปวดศีรษะ มักปวดกล้ามเนื้อบริเวณน่องและโคนขาอย่างรุนแรง รวมถึงอาการตาแดง คอแข็ง สลับกับไข้ลด หากเป็นมากอาจมีจุดเลือดออกที่เพดานปาก หรือตามผิวหนัง หากเป็นหนักอาจมีอาการตับวายและไตวายได้ ดังนั้นวิธีป้องกันคือ

หลีกเลี่ยงการว่ายน้ำหรือการเดินลุยในน้ำที่อาจปนเปื้อนเชื้อปัสสาวะจากสัตว์นำโรค หากจำเป็นควรสวมใส่รองเท้าบูทป้องกันทุกครั้ง และหมั่นตรวจตราแหล่งน้ำและดินทรายที่อาจมีเชื้อปนเปื้อน ควรระบายน้ำตามท่อระบายออกแล้วล้างเพื่อกำจัดน้ำที่ปนเปื้อน

5.โรคมือเท้าปาก

โรคมือเท้าปากพบบ่อยในเด็กเล็ก ติดต่อง่าย ไม่มีวัคซีนป้องกัน และมีโอกาสเป็นเพิ่มมากขึ้นในช่วงหน้าฝน โดยสาเหตุเกิดจากเชื้อไวรัสกลุ่มเอนเทอโรไวรัส หลังจากรับเชื้อ 3-6 วัน ผู้ติดเชื้อจะเริ่มแสดงอาการป่วย เริ่มด้วยไข้ต่ำ ๆ อ่อนเพลีย 1-2 วัน เจ็บปาก ไม่ยอมรับประทานอาหาร น้ำลายไหล เพราะมีแผลในปากเหมือนแผลร้อนใน มีผื่นเป็นจุดแดงหรือเป็นตุ่มน้ำใสขึ้นบริเวณ ฝ่ามือ ฝ่าเท้า และอาจมีตามลำตัว แขน ขา

ในปัจจุบัน มีวัคซีนที่ป้องกันโรคมือเท้าปาก จากเชื้อไวรัสเอนเทอโรไวรัส 71 (อีวี 71) ซึ่งมีประสิทธิภาพดี เหมาะสำหรับเด็กอายุ 6 เดือน - 5 ปี โดยฉีด 2 เข็ม ในการฉีดนั้นเว้นระยะห่างจากวัคซีนเข็มแรกเป็นเวลา 1 เดือน สำหรับเด็กที่เป็นโรคมือเท้าปากแล้ว สามารถฉีดได้แต่จะต้องหายจากโรคก่อนและต้องเว้นระยะห่างประมาณ 1 เดือน ทั้งนี้หากมีโรคประจำตัว รับประทานยา หรือแพ้ยา และมีความกังวล ควรปรึกษาแพทย์ก่อนฉีดวัคซีน

นอกจากนี้การป้องกันที่สำคัญ ได้แก่ แยกผู้ป่วยที่เป็นโรคไม่ให้ไปสัมผัสกับเด็กคนอื่น ผู้ใหญ่ที่ดูแลเด็กควรหมั่นล้างมือเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ และหมั่นทำความสะอาดของเล่นและสิ่งแวดล้อมที่เด็กอยู่ทุกวัน

วิธีปฏิบัติตัวเพื่อห่างไกลโรคหน้าฝน

●พกอุปกรณ์กันฝนติดตัวเสมอ ร่ม เสื้อกันฝน หรือรองเท้ากันน้ำ ช่วยลดการสัมผัสน้ำฝนและน้ำขังโดยตรง

●รักษาสุขอนามัยพื้นฐาน ล้างมือด้วยน้ำและสบู่อย่างน้อย 15-20 วินาที หรือใช้เจลแอลกอฮอล์ทุกครั้งหลังสัมผัสกับสิ่งของที่มีการ สัมผัสบ่อย ๆ เช่น ลูกปิดประตู ปุ่มกดลิฟต์ โดยเฉพาะก่อนการรับประทานอาหาร ก่อนเตรียมอาหาร และหลังเข้าห้องน้ำ

●ดูแลสุขภาพให้แข็งแรง ด้วยการหมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบ 5 หมู่ พักผ่อนให้เพียงพอ ทำร่างกายให้แห้งและอบอุ่นเพื่อสร้างภูมิคุ้มกัน

●สวมใส่เสื้อผ้าที่มิดชิด ดูแลร่างกายให้อบอุ่นในช่วงฤดูฝนหรือเมื่อากาศเปลี่ยนแปลง  โดยเฉพาะเมื่อต้องอยู่ในพื้นที่ป่า ควรสวมใส่เสื้อผ้าแขนขายาว ทาโลชั่นกันยุงที่มีองค์ประกอบของ DEET

●หลีกเลี่ยงการสัมผัสน้ำที่ปนเปื้อน หลีกเลี่ยงการติดเชื้อ หลีกเลี่ยงการดื่มน้ำหรือน้ำแข็งที่ไม่สะอาด ไม่ใช้หลอดดูดน้ำ แก้วน้ำ ช้อนส้อม หรือข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัวร่วมกับผู้ป่วย

●ทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ รับประทานอาหารปรุงสุกใหม่ ไม่มีแมลงวันตอม หากอาหารมีกลิ่น รส สี หรือรูปเปลี่ยนไป ไม่ควรรับประทานต่อ

●เก็บอาหารให้มิดชิด จัดเก็บอาหาร ผักสด ผลไม้ในภาชนะที่สะอาด ปิดสนิท แยกเป็นสัดส่วน เพื่อป้องกันแมลง แมลงวัน หนู แมลงสาบ หรือสัตว์รบกวนอื่น ๆ ซึ่งเป็นพาหะนำโรคได้

●จัดการสภาพแวดล้อม หากมีน้ำขังรอบที่พัก ให้รีบกำจัดทิ้งเพื่อป้องกันยุงลาย

●สังเกตอาการผิดปกติ หากมีไข้สูงต่อเนื่อง อาเจียนมาก หรือซึมลง ควรรีบพบแพทย์ทันที

●พิจารณาการฉีดวัคซีน เช่น วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ หรือวัคซีนป้องกันโรคมือเท้าปาก (สำหรับเด็ก) เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันล่วงหน้า

ข้อควรระวัง เมื่อมีอาการป่วย ไม่ควรซื้อยามารับประทานเองโดยไม่ปรึกษาเภสัชกรหรือแพทย์ เพราะอาจทำให้วินิจฉัยโรคผิดพลาดและรักษาล่าช้า

ที่มาข้อมูล

1.health.gvm.com.tw

2.medicallinelab.co.th

3.nakornthon.com

為提供您更好的網站服務,本網站使用cookies。

若您繼續瀏覽網頁即表示您同意我們的cookies政策,進一步了解隱私權政策。 

我了解
00:00
00:00
0.5x 1x 1.5x 2x