อาซาอิเบอร์รี่ (Acai Berry) ซูเปอร์ฟู้ดจากป่าแอมะซอนที่ได้รับการยกย่องให้เป็น 1 ใน 10 ซูเปอร์ฟู้ดของโลก อุดมด้วยสารอาหารกว่า 120 ชนิด ล่าสุด เจิงเซี่ยนอวี่ เกษตรกรเมืองผิงตง ใช้เวลากว่า 8 ปีปลูกอาซาอิ 1,000 ต้น ฝ่าทั้งพายุไต้ฝุ่นและอุปสรรคด้านการแปรรูป จนสามารถผลิตอาซาอิคุณภาพเทียบเท่าบราซิล พร้อมพัฒนาสายพันธุ์เตี้ยทนลมซึ่งเป็นสายพันธุ์เฉพาะของไต้หวัน
เดิมเขาเป็นช่างภาพ ก่อนกลับมาสืบทอดสวนของครอบครัวและมองหาพืชเพื่อสุขภาพที่ไม่ต้องพึ่งสารเคมี หลังทดลองปลูกพืชหลายชนิด พบว่าอาซาอิเบอร์รี่เติบโตได้ดีที่สุด จึงโค่นสวนหมากเดิมและหันมาปลูกอาซาอิเต็มพื้นที่ แม้ช่วงแรกจะไม่รู้วิธีแปรรูปและพบว่าผลอาซาอิมีเนื้อน้อย เมล็ดมากกว่า 95% แต่เขาศึกษาเทคโนโลยี นำเข้าเครื่องแยกเนื้อจากบราซิล และพัฒนากระบวนการผลิตจนประสบความสำเร็จ ทำให้อาซาอิเบอร์รี่หยั่งรากเป็นพืชเศรษฐกิจใหม่ของเมืองผิงตงได้สำเร็จ
อาซาอิออกดอกปีละ 2 ครั้งในช่วงเดือนมีนาคมและตุลาคม ใช้เวลาประมาณ 4–6 เดือนจึงเก็บเกี่ยวได้ ทำให้มีผลผลิตเกือบตลอดทั้งปี ต้นหนึ่งให้ผลอย่างน้อย 5 ช่อ แต่ละช่อมีผลราว 1,000 ผล และยิ่งต้นมีอายุมาก ผลผลิตก็ยิ่งเพิ่มขึ้น และจากการศึกษาด้วยตนเอง คุณเจิงเซี่ยนอวี่พบว่า ผลอาซาอิจะเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นน้ำตาล ก่อนสุกเป็นสีม่วงเข้ม และเมื่อมีฝ้าขาวธรรมชาติ (Bloom) เคลือบผิว แสดงว่าสุกเต็มที่ มีคุณค่าทางโภชนาการและไขมันดีสูงสุด
อย่างไรก็ตาม การเก็บเกี่ยวเป็นเรื่องท้าทาย เพราะผลสุกหลุดร่วงง่าย เขาจึงนำเข้าอุปกรณ์ปีนต้นไม้จากญี่ปุ่นมาดัดแปลงสำหรับต้นอาซาอิ ทำให้สามารถเก็บผลได้อย่างมีประสิทธิภาพและลดการสูญเสีย และหลังจากใช้เวลาหลายปีพัฒนาจนเชี่ยวชาญทั้งเทคนิคการเก็บเกี่ยวและการแยกเนื้ออาซาอิ การทดลองจากต้นแม่เพียง 20 ต้นก็เริ่มผลิดอกออกผล คุณเจิงเซี่ยนอวี่กำลังรอคอยผลผลิตครั้งใหญ่ แต่ในปี 2024 กลับต้องเผชิญบททดสอบครั้งสำคัญ เมื่อไต้ฝุ่นกระท้อนพัดถล่มอย่างรุนแรง ต้นอาซาอิกว่า 1,000 ต้นที่ดูแลมานาน มีถึง 600 ต้นหักกลางลำต้นหรือโค่นล้มทั้งราก ความทุ่มเทหลายปีพังทลายในชั่วข้ามคืน สร้างความสูญเสียอย่างหนัก แต่เขาไม่ยอมแพ้ กลับนำความเสียหายครั้งนี้มาศึกษาอย่างละเอียด และพบว่า แม้อาซาอิจะอยู่ในวงศ์ปาล์มเช่นเดียวกับมะพร้าวและหมาก แต่โครงสร้างลำต้นแตกต่างกันอย่างมาก โดยมะพร้าวมีแกนไม้หนาราว 5 เซนติเมตร หมากประมาณ 3 เซนติเมตร ขณะที่อาซาอิมีแกนไม้หนาไม่ถึง 1 เซนติเมตร จึงเปราะบางกว่า อีกทั้งยังเติบโตสูงกว่า 10 เมตร ทำให้ทรงพุ่มรับแรงลมมากและต้านทานพายุรุนแรงได้ยาก
ท่ามกลางความสูญเสีย เขากลับค้นพบโอกาสใหม่จากธรรมชาติ เมื่ออาซาอิรุ่นที่ 3 เกิดการกลายพันธุ์เป็น “พันธุ์เตี้ย” โดยมีระยะห่างระหว่างรอยข้อใบเพียง 2 เซนติเมตร จากเดิมพันธุ์ทั่วไปที่ห่างราว 20 เซนติเมตร ส่งผลให้เติบโตช้าลง แต่ลำต้นแข็งแรงกว่า มีจุดศูนย์ถ่วงต่ำ และทนแรงลมได้ดีขึ้น ปัจจุบัน อาซาอิพันธุ์เตี้ยที่ปลูกทดลองมา 4 ปี มีความสูงยังไม่ถึง 2 เมตร ขณะที่พันธุ์ดั้งเดิมในวัยเดียวกันสูงราว 6 เมตร คุณเจิงเซี่ยนอวี่สามารถเพาะกล้าพันธุ์เตี้ยได้แล้วประมาณ 2,000 ต้น ซึ่งไม่เพียงช่วยเพิ่มความทนทานต่อสภาพอากาศ แต่ยังเป็นความหวังสำคัญต่อการขยายการปลูกอาซาอิในอนาคต
คุณเจิงเซี่ยนอวี่พัฒนาน้ำอาซาอิที่มีรสชาติใกล้เคียงอาซาอิแท้จากบราซิล จนได้รับการยอมรับจากทั้งแบรนด์เครื่องดื่มสหรัฐฯ และชาวไต้หวันในบราซิล โดยน้ำอาซาอิ 600 มิลลิลิตร ใช้ผลสดถึง 2 กิโลกรัม นอกจากนี้ยังสามารถนำไปทำเมนูได้หลากหลาย เช่น เครื่องดื่มและ Acai Bowl พร้อมตั้งเป้าสร้างแบรนด์ เปิดโรงงานแปรรูป และส่งเสริมการปลูกอาซาอิในผิงตง เพื่อผลักดันซูเปอร์ฟู้ดชนิดนี้ให้เป็นพืชเศรษฐกิจใหม่ของไต้หวัน