Skip to the main content block
::: หน้าแรก| แผนผังเว็บไซต์| Podcasts|
|
Language

Formosa Dream Chasers - Programs - RTI Radio Taiwan International-logo

รายการ
| รายการล่าสุด
เลือกรายการ
ผู้จัดรายการ ตารางรายการ
ประเด็น (ข่าว) ยอดนิยม
繁體中文 简体中文 English Français Deutsch Indonesian 日本語 한국어 Русский Español ภาษาไทย Tiếng Việt Tagalog Українська แผนผังเว็บไซต์

ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 7 กรกฎาคม 2569

เตือนนายจ้างเร่งจ่ายค่าจ้างค้างชำระก่อนแรงงานต่างชาติเดินทางกลับประเทศ เสี่ยงถูกปรับและเพิกถอนโควตาจ้างงาน
เตือนนายจ้างเร่งจ่ายค่าจ้างค้างชำระก่อนแรงงานต่างชาติเดินทางกลับประเทศ เสี่ยงถูกปรับและเพิกถอนโควตาจ้างงาน

1. เตือนนายจ้างเร่งจ่ายค่าจ้างค้างชำระก่อนแรงงานต่างชาติเดินทางกลับประเทศ หลังบัญชีถูกอายัดอาจโอนไม่เข้า เสี่ยงถูกปรับและเพิกถอนโควตาจ้างงาน

      กระทรวงแรงงานไต้หวันออกประกาศเตือนนายจ้างให้เร่งดำเนินการชำระค่าจ้างที่ค้างจ่ายแก่แรงงานต่างชาติ ก่อนที่แรงงานจะเดินทางออกจากไต้หวัน เนื่องจากคณะกรรมการกำกับดูแลสถาบันการเงิน (FSC) ได้กำหนดมาตรการให้ธนาคารอายัดบัญชีเงินฝากของแรงงานต่างชาติในกรณีเดินทางกลับประเทศเมื่อครบสัญญา หลบหนีนายจ้าง หรือถูกควบคุมตัวจากการกระทำผิดกฎหมาย

      หากนายจ้างยังคงโอนเงินเข้าบัญชีเดิมที่ถูกอายัดแล้ว รายการโอนเงินอาจถูกธนาคารตีกลับ ก่อให้เกิดข้อพิพาทเรื่องค้างจ่ายค่าจ้าง และอาจเข้าข่ายฝ่าฝืนกฎหมาย ซึ่งมีความเสี่ยงทั้งการถูกปรับเงินและถูกเพิกถอนโควตาการจ้างแรงงานต่างชาติ

ที่มาของมาตรการอายัดบัญชี

      คณะกรรมการกำกับดูแลสถาบันการเงินของไต้หวันได้ประกาศใช้มาตรการป้องกันการซื้อขายบัญชีม้าเพื่อการฟอกเงินของขบวนการมิจฉาชีพ มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคมที่ผ่านมา โดยกำหนดว่า หากธนาคารได้รับแจ้งว่าแรงงานต่างชาติมีกำหนดเดินทางออกนอกประเทศเมื่อครบสัญญา ไม่สามารถติดต่อได้ต่อเนื่องกัน 3 วัน จนมีสถานะเป็นแรงงานหลบหนีหรือแรงงานผิดกฎหมาย หรือถูกเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวเนื่องจากกระทำผิดกฎหมาย นายจ้างมีหน้าที่ต้องรายงานต่อทางการ และธนาคารจะดำเนินการอายัดบัญชีเงินฝากของแรงงานผู้นั้นทันที

      อย่างไรก็ตาม สถาบันการเงินพบว่าภายหลังการอายัดบัญชี ยังมีนายจ้างจำนวนหนึ่งพยายามโอนเงินค่าจ้างที่ค้างชำระผ่านบัญชีเงินเดือนเดิมของแรงงาน ส่งผลให้รายการโอนเงินไม่สามารถเข้าบัญชีปลายทางได้ และถูกตีกลับมา จนก่อให้เกิดข้อพิพาทเรื่องการจ่ายค่าจ้างตามมา

แนวทางที่นายจ้างควรดำเนินการ

      กระทรวงแรงงานระบุว่า เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรการป้องกันการฉ้อโกงของ FSC และเพื่อคุ้มครองสิทธิของแรงงานต่างชาติในการได้รับค่าจ้างอย่างครบถ้วน จึงขอให้นายจ้างเร่งคำนวณและชำระค่าจ้างทั้งหมดให้แล้วเสร็จก่อนที่แรงงานจะเดินทางออกจากไต้หวัน หรือเปลี่ยนไปใช้วิธีการจ่ายเงินรูปแบบอื่นแทน เช่น จ่ายเป็นเงินสด หรือเช็คสั่งจ่าย โดยไม่ผ่านบัญชีธนาคารเดิมที่ถูกอายัด ทั้งนี้เพื่อให้บรรลุเป้าหมายทั้งด้านการป้องกันการฉ้อโกงและการคุ้มครองสิทธิแรงงานไปพร้อมกัน  

บทลงโทษตามกฎหมาย

      กระทรวงแรงงานย้ำว่า ตามมาตรา 22 แห่งกฎหมายมาตรฐานแรงงาน นายจ้างมีหน้าที่จ่ายค่าจ้างเต็มจำนวนให้แก่ลูกจ้างโดยตรง หากไม่ปฏิบัติตาม อาจเข้าข่ายฝ่าฝืนกฎหมายมาตรฐานแรงงาน ซึ่งมีโทษปรับตั้งแต่ 20,000-1,000,000 เหรียญไต้หวัน นอกจากนี้ หากถูกหน่วยงานที่มีอำนาจสั่งปรับหรือมีคำสั่งให้ชำระค่าจ้างภายในระยะเวลาที่กำหนด แต่นายจ้างยังคงเพิกเฉยไม่ดำเนินการ อาจถูกเพิกถอนโควตาการจ้างแรงงานต่างชาติในอัตรา 1 คนต่อแรงงานที่ได้รับผลกระทบ 1 คน

      ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่กระทรวงแรงงานให้คำแนะนำเพิ่มเติมว่า หากนายจ้างไม่สามารถติดต่อแรงงานเพื่อชำระค่าจ้างได้จริง สามารถยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อวางทรัพย์ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่ง เพื่อแสดงเจตนาชำระหนี้ตามกฎหมาย และป้องกันไม่ให้เข้าข่ายฝ่าฝืนกฎหมายที่เกี่ยวข้องในภายหลัง

2. ผู้อนุบาลอินโดฯ ขายยาทำแท้งเถื่อนผ่าน TikTok โกยเงินซื้อบ้าน 20 หลัง! ตำรวจรวบ 2 เจ้าของร้านยาและเภสัชกรเบื้องหลัง

      Youli หญิงชาวอินโดนีเซียวัย 40 ปี ซึ่งเดินทางมาทำงานเป็นผู้อนุบาลในกรุงไทเปนานกว่า 12 ปี ถูกเปิดโปงว่านอกจากทำงานประจำแล้ว ยังแอบหารายได้จากธุรกิจผิดกฎหมาย โดยทำหน้าที่เป็นนายหน้าจัดหาการทำแท้งเถื่อนให้กับแรงงานหญิงชาวอินโดนีเซียด้วยกันที่หวั่นเกรงว่าจะถูกนายจ้างเลิกจ้างหากตั้งครรภ์ พร้อมทั้งโพสต์โฆษณาขายยาควบคุม "ไซโตเทค" (Cytotec) ซึ่งเป็นยาที่มีความเสี่ยงต่อการนำไปใช้ทำแท้ง ผ่านแอปพลิเคชัน TikTok และยังเคยโพสต์ภาพทารกที่ถูกทำแท้งลงบนโซเชียลมีเดียโดยไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย

      คดีนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองได้รับเรื่องร้องเรียนและเริ่มสืบสวนหาข้อเท็จจริง กระทั่งในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ได้เข้าจับกุมตัว Youli และส่งดำเนินคดีต่อสำนักงานอัยการกรุงไทเป ซึ่งศาลมีคำสั่งควบคุมตัวไว้ระหว่างการสอบสวน จากนั้นพนักงานสอบสวนได้ขยายผลติดตามแหล่งที่มาของยา จนนำไปสู่การเข้าตรวจค้นร้านขายยา 2 แห่งในพื้นที่กรุงไทเปและนครนิวไทเป เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคมที่ผ่านมา

      ภายหลังการสอบปากคำ อัยการได้ตั้งข้อหาผู้เกี่ยวข้องอีก 3 ราย ในความผิดเกี่ยวกับกฎหมายว่าด้วยกิจการยาและการทำแท้ง ก่อนมีคำสั่งปล่อยตัวชั่วคราวโดยกำหนดหลักทรัพย์ประกันตัว ดังนี้

      นายหวง ผู้รับผิดชอบร้านขายยาแห่งแรก วงเงินประกัน 1,000,000 เหรียญไต้หวัน

      นางสาวเซี่ย ผู้จัดการร้าน วงเงินประกัน 700,000 เหรียญไต้หวัน

      นายหลี่ ผู้รับผิดชอบร้านขายยาอีกแห่ง วงเงินประกัน 200,000 เหรียญไต้หวัน

Youli หญิงชาวอินโดนีเซียวัย 40 ปี ขายยาทำแท้งเถื่อนผ่าน TikTok อวดโกยเงินซื้อบ้าน 20 หลังถูกจับ (ภาพจาก TikTok ของ Youli)

ชีวิตหรูหราผิดปกติ ซื้อบ้าน 20 หลังในอินโดนีเซีย

      ทั้ง Youli และสามีซึ่งทำงานอยู่ในโรงงาน มีภูมิหลังเป็นแรงงานทั่วไป แต่กลับใช้ชีวิตหรูหราผิดปกติ ทั้งการใช้โทรศัพท์มือถือไอโฟนรุ่นล่าสุด และมักโพสต์อวดการรับประทานอาหารราคาแพงลงบนโซเชียลมีเดีย ที่น่าตกใจยิ่งกว่านั้นคือ เธอสามารถกว้านซื้ออสังหาริมทรัพย์ในประเทศบ้านเกิดได้มากถึง 20 หลัง

ไซโตเทค (Cytotec) ยารักษาแผลในกระเพาะอาหาร แต่มีผลข้างเคียงทำให้มดลูกบีบตัวอย่างรุนแรง จึงมักถูกนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์เพื่อการทำแท้ง (ภาพจาก TikTok ของ Youli)

      จากการสืบสวนพบว่า Youli อาศัยความหวาดกลัวของแรงงานหญิงชาติเดียวกันที่เกรงว่าจะถูกเลิกจ้างหากตั้งครรภ์ มาเป็นช่องทางสร้างรายได้จากธุรกิจทำแท้งเถื่อน โดยเปิดบัญชี TikTok หลายบัญชีเพื่อโฆษณาจัดหาการทำแท้ง พร้อมจำหน่ายยาไซโตเทคซึ่งเป็นยาควบคุมที่ต้องสั่งจ่ายโดยแพทย์ ในราคาต้นทุนเพียง 250 เหรียญไต้หวัน แต่นำมาขายต่อในราคาสูงถึง 550 เหรียญไต้หวัน สร้างกำไรมหาศาลจากธุรกิจนี้

ไซโตเทค (Cytotec) ยารักษาแผลในกระเพาะอาหาร แต่มีผลข้างเคียงทำให้มดลูกบีบตัวอย่างรุนแรง จึงมักถูกนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์เพื่อการทำแท้ง (ภาพจาก TikTok ของ Youli)

      ไซโตเทค (Cytotec) มีตัวยาสำคัญคือ ไมโซพรอสทอล (Misoprostol) ซึ่งขึ้นทะเบียนเป็นยารักษาแผลในกระเพาะอาหาร แต่มีผลข้างเคียงทำให้มดลูกบีบตัวอย่างรุนแรง จึงมักถูกนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์เพื่อการทำแท้งอย่างแพร่หลาย

เพื่อนชาติเดียวกันหลายคนเคยคอมเมนต์ให้เลิกหาเงินจากทางที่ผิดศีลธรรมและผิดกฎหมาย แต่เจ้าตัวไม่สน แถมยังเย้ยด้วยการเต้นรำอย่างร่าเริง (ภาพจาก TikTok ของ Youli)

      สำนักงานอัยการกรุงไทเปได้ดำเนินคดีกับ Youli ในข้อหาฝ่าฝืนกฎหมายว่าด้วยกิจการยา โดยศาลมีคำสั่งควบคุมตัวและห้ามติดต่อกับบุคคลภายนอกระหว่างการสอบสวน ส่วนผู้เกี่ยวข้องอีก 3 รายจากร้านขายยาทั้งสองแห่ง ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวหลังวางหลักทรัพย์ประกันตัวตามที่ศาลกำหนด

3. โหดเหี้ยม! แรงงานเวียดนามถูกเพื่อนร่วมชาติตัดนิ้วมือ 2 นิ้วหลังทวงหนี้ไม่สำเร็จ ตำรวจจับกุมผู้ต้องหา 2 ราย อีก 3 รายยังหลบหนี

           นายหวอ แรงงานชาวเวียดนามในเมืองเจียอี้ ตกเป็นเหยื่อความรุนแรงจากเพื่อนร่วมชาติ สืบเนื่องจากข้อพิพาทเรื่องหนี้สิน โดยผู้ก่อเหตุได้กักขังหน่วงเหนี่ยวและทำร้ายร่างกายด้วยไม้กระบอง จนกระทั่งนิ้วนางและนิ้วก้อยมือขวาของผู้เสียหายถูกตัดขาด นอกจากนี้ ผู้ก่อเหตุยังบันทึกภาพวิดีโอนิ้วที่ถูกตัดส่งไปยังครอบครัวของผู้เสียหายในเวียดนามเพื่อข่มขู่เรียกค่าไถ่ ครอบครัวซึ่งวิตกกังวลต่อความปลอดภัยของผู้เสียหายจึงจำต้องโอนเงินให้ประมาณ 30,000 เหรียญไต้หวัน

           ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจจากเมืองเจียอี้และนครไถหนานได้ร่วมกันสืบสวนจนสามารถจับกุมผู้ต้องหาชาวเวียดนามได้ 2 ราย คือ นายโง และนายเลือง ในข้อหามีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีดังกล่าว ขณะที่สำนักงานอัยการเจียอี้ได้ดำเนินการสอบสวนและสั่งฟ้องผู้ต้องหาทั้งสองในความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนได้รับอันตรายสาหัส รวมถึงความผิดอื่นที่เกี่ยวข้อง ส่วนผู้ร่วมก่อเหตุที่เหลืออีก 3 ราย ได้แก่ นายเหงียนและพวกอีก 2 คน ยังคงหลบหนีและอยู่ระหว่างการติดตามจับกุมของเจ้าหน้าที่

           ย้อนไปเมื่อวันที่ 1 มิถุนายนที่ผ่านมา สถานีตำรวจหมินสงได้รับการประสานงานจากสถานีตำรวจหย่งคัง นครไถหนาน แจ้งว่านายหวอถูกลิดรอนเสรีภาพและได้รับบาดเจ็บสาหัส จึงมีการจัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจขึ้นเพื่อเร่งสืบสวนคดี ก่อนที่ในวันเดียวกัน เจ้าหน้าที่ตำรวจจากสถานีหมินสงและสถานีหย่งคังจะสามารถจับกุมนายโงได้ในเขตต้าตู้ นครไถจง และในวันถัดมาก็สามารถจับกุมนายเลืองได้ที่เขตหลิ่วอิ๋ง นครไถหนาน

           จากการสืบสวนของตำรวจและอัยการ พบว่านายโงมีข้อพิพาททางการเงินกับเพื่อนร่วมชาติรายหนึ่งซึ่งใช้ชื่อเล่นว่า "อาเซิ่ง" เมื่อนายเหงียนทราบเรื่อง จึงร่วมมือกับพวกวางแผนทวงหนี้ โดยในคืนวันที่ 29 พฤษภาคม นายโงและพวกได้ขับรถไปยังบ้านเช่าของนายหวอในตำบลหมินสง เพื่อทำร้ายร่างกายเขา ก่อนใช้มีดจี้บริเวณท้องบังคับให้ขึ้นรถ แล้วนำตัวไปยังบ้านเช่าของนายเลืองในเขตหลิ่วอิ๋ง นครไถหนาน เพื่อทำร้ายร่างกายซ้ำอีกครั้ง จากนั้นจึงนำตัวผู้เสียหายไปกักขังไว้ในเขตเป่ยเหมิน นครไถหนาน

           ระหว่างนั้น กลุ่มผู้ก่อเหตุได้ติดต่อครอบครัวของนายหวอในเวียดนาม เรียกร้องเงินค่าไถ่จำนวน 200 ล้านด่ง หรือประมาณ 260,000 เหรียญไต้หวัน แต่ครอบครัวปฏิเสธที่จะจ่าย กลุ่มผู้ก่อเหตุจึงใช้มีดตัดนิ้วนางและนิ้วก้อยมือขวาของนายหวอ พร้อมบันทึกวิดีโอส่งให้ครอบครัวเพื่อข่มขู่เพิ่มเติม ด้วยความหวาดกลัวว่าจะเป็นอันตรายถึงชีวิต ครอบครัวจึงจำใจโอนเงินจำนวนประมาณ 20 ล้านด่ง หรือราว 30,000 เหรียญไต้หวัน เข้าบัญชีธนาคารในเวียดนามตามที่ถูกเรียกร้อง ก่อนจะเข้าแจ้งความดำเนินคดีข้ามประเทศในเวลาต่อมา

           หลังได้รับแจ้งเหตุ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าจับกุมนายโงและนายเลือง ซึ่งทั้งสองให้การปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด อย่างไรก็ตาม พนักงานอัยการได้ยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอฝากขังผู้ต้องหาทั้งสองไว้ระหว่างการสอบสวน และศาลได้มีคำสั่งอนุญาตตามคำร้องดังกล่าว

為提供您更好的網站服務,本網站使用cookies。

若您繼續瀏覽網頁即表示您同意我們的cookies政策,進一步了解隱私權政策。 

我了解
00:00
00:00
0.5x 1x 1.5x 2x