Skip to the main content block
::: หน้าแรก| แผนผังเว็บไซต์| Podcasts|
|
Language

Formosa Dream Chasers - Programs - RTI Radio Taiwan International-logo

รายการ
| รายการล่าสุด
เลือกรายการ
ผู้จัดรายการ ตารางรายการ
ประเด็น (ข่าว) ยอดนิยม
繁體中文 简体中文 English Français Deutsch Indonesian 日本語 한국어 Русский Español ภาษาไทย Tiếng Việt Tagalog Українська แผนผังเว็บไซต์

ไต้หวัน Say So x Hope station - 2026-08-10

ไต้หวัน Say So x Hope station - 2026-08-10
ไต้หวัน Say So x Hope station - 2026-08-10

สำหรับประเด็นที่หลายคนจับตามองในช่วงนี้ โดยเฉพาะแรงงานทั้งชาวไต้หวันและแรงงานต่างชาติ ก็คือเรื่อง "ค่าจ้างขั้นต่ำ" เพราะก่อนหน้านี้ นายกรัฐมนตรีจั๋วหรงไท่ (卓榮泰) ได้กล่าวไว้ว่า ค่าจ้างขั้นต่ำของไต้หวันในปีหน้ามีโอกาสจะทะลุ 30,000 เหรียญไต้หวัน คำพูดเพียงประโยคเดียวก็ทำให้หลายคนเริ่มตั้งคำถามว่า จะเป็นจริงหรือไม่ แล้วรัฐบาลกำลังดำเนินการไปถึงขั้นไหน วันนี้รายการไต้หวันเซย์โซจะพาคุณผู้ฟังไปติดตามความคืบหน้าของการประชุมสำคัญ ซึ่งอาจเป็นตัวกำหนดทิศทางค่าจ้างขั้นต่ำของไต้หวันในปีหน้า

ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นมา ไต้หวันได้ปรับค่าจ้างขั้นต่ำรายเดือนเป็น 29,500 เหรียญไต้หวัน ส่วนค่าจ้างขั้นต่ำรายชั่วโมงอยู่ที่ 196 เหรียญไต้หวัน นับเป็นการปรับขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 10 แล้ว การปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำของไต้หวันไม่ได้เกิดขึ้นตามความรู้สึกหรือการตัดสินใจของรัฐบาลเพียงฝ่ายเดียว แต่จะมีกระบวนการพิจารณาที่ค่อนข้างเป็นระบบ ภายใต้ "กฎหมายค่าจ้างขั้นต่ำ" หรือ 最低工資法 เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคมที่ผ่านมา กระทรวงแรงงานไต้หวันได้จัดการประชุมร่วมระหว่างคณะกรรมการพิจารณาค่าจ้างขั้นต่ำและคณะกรรมการที่ปรึกษา ซึ่งเป็นเวทีที่รวบรวมตัวแทนจากหลายฝ่าย ทั้งฝ่ายแรงงาน ฝ่ายนายจ้าง นักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญ และหน่วยงานภาครัฐ มาร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์เศรษฐกิจและตลาดแรงงานในปัจจุบัน

นายหลี่เจี้ยนหง (李健鴻) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงแรงงาน อธิบายว่า การประชุมครั้งนี้เป็น "การประชุมหารือ" ที่กฎหมายกำหนดให้ต้องจัดขึ้นก่อนการประชุมพิจารณาค่าจ้างขั้นต่ำอย่างเป็นทางการ ซึ่งจะจัดขึ้นในช่วงไตรมาสที่ 3 ของทุกปี เป้าหมายของการประชุมก็คือ เปิดโอกาสให้ฝ่ายลูกจ้างและฝ่ายนายจ้างได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์เศรษฐกิจ สังคม และตลาดแรงงาน เพื่อให้เมื่อถึงการประชุมพิจารณาจริง ทุกฝ่ายจะมีข้อมูลครบถ้วนและสามารถหารือกันได้อย่างราบรื่น ดังนั้น แม้ว่านายกรัฐมนตรีจะเคยกล่าวว่า ค่าจ้างขั้นต่ำอาจทะลุ 30,000 เหรียญไต้หวัน แต่ในการประชุมครั้งนี้ "ไม่ได้มีการหยิบยกตัวเลขดังกล่าวขึ้นมาพิจารณา" นายหลี่เจี้ยนหงกล่าวอย่างชัดเจนว่า จุดประสงค์ของการประชุมครั้งนี้คือการแลกเปลี่ยนข้อมูล ไม่ใช่การกำหนดตัวเลขว่าจะขึ้นค่าจ้างเท่าใด

ในการประชุม มีวาระสำคัญอยู่ 2 เรื่อง วาระแรก เป็นการหารือเกี่ยวกับ "ตัวชี้วัด" ที่กฎหมายกำหนดให้นำมาใช้ประกอบการตัดสินใจว่าจะปรับค่าจ้างขั้นต่ำหรือไม่ หลายคนอาจคิดว่าการขึ้นค่าแรงดูแค่ค่าครองชีพหรือเงินเฟ้อ แต่ในความเป็นจริง คณะกรรมการต้องพิจารณาปัจจัยหลายด้านร่วมกัน เช่น อัตราการเติบโตของดัชนีราคาผู้บริโภค หรือ CPI ภาวะเศรษฐกิจโดยรวม สถานการณ์ตลาดแรงงาน ผลิตภาพแรงงาน ความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ เมื่อเข้าสู่การแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ฝ่ายแรงงานได้เสนอประเด็นที่น่าสนใจว่า แม้วัตถุประสงค์หลักของค่าจ้างขั้นต่ำจะเป็นการคุ้มครองแรงงานรายได้น้อย แต่หากเศรษฐกิจของประเทศเติบโต ผลประโยชน์จากการเติบโตนั้นก็ควรแบ่งปันมายังแรงงานด้วย

ตัวแทนฝ่ายแรงงานยังกล่าวอีกว่า การปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำอย่างต่อเนื่องตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของแรงงานรายได้น้อยได้อย่างชัดเจน ทั้งในแง่รายได้และกำลังซื้อ แต่ถึงอย่างนั้น ก็ยังมีอีกหลายกลุ่มที่ต้องได้รับความสนใจ กลุ่มแรกคือ “คนรุ่นใหม่” และ “บัณฑิตจบใหม่” แม้ค่าจ้างขั้นต่ำจะเพิ่มขึ้นทุกปี แต่เงินเดือนเริ่มต้นของคนเพิ่งเข้าสู่ตลาดแรงงานยังคงเป็นประเด็นที่หลายฝ่ายกังวล เพราะหลายอุตสาหกรรมยังไม่ได้ปรับขึ้นเงินเดือนในอัตราเดียวกับค่าครองชีพ อีกกลุ่มหนึ่งคือ “แรงงานนอกระบบ” ได้แก่ พนักงานพาร์ตไทม์ ลูกจ้างรายวัน แรงงานชั่วคราว รวมถึงผู้รับงานอิสระหรือฟรีแลนซ์ ซึ่งปัจจุบันมีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แรงงานกลุ่มนี้จำนวนไม่น้อยไม่ได้รับสวัสดิการเทียบเท่าพนักงานประจำ รายได้ไม่แน่นอน และบางส่วนยังไม่ได้รับความคุ้มครองจากกฎหมายแรงงานในระดับเดียวกัน ฝ่ายแรงงานจึงเห็นว่า นโยบายค่าจ้างขั้นต่ำในอนาคต ควรคำนึงถึงแรงงานกลุ่มนี้มากขึ้น ไม่ใช่เน้นเฉพาะลูกจ้างประจำเพียงอย่างเดียว

มาดูอีกมุมหนึ่งของการประชุมครั้งนี้ นั่นคือความคิดเห็นจากฝ่ายนายจ้าง หลายคนอาจคิดว่าฝ่ายนายจ้างคงไม่เห็นด้วยกับการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ แต่ความเป็นจริงไม่ใช่เช่นนั้น ตัวแทนฝ่ายนายจ้างระบุว่า พร้อมสนับสนุนการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ หากเป็นการปรับขึ้นอย่างเหมาะสมและอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลที่ครบถ้วนและน่าเชื่อถือ ประเด็นสำคัญที่ฝ่ายนายจ้างเสนอคือ การพิจารณาปรับค่าจ้างไม่ควรอาศัยเพียงตัวเลขเงินเฟ้อหรือค่าครองชีพเท่านั้น แต่ควรดูผลิตภาพแรงงานควบคู่กันด้วย 

อีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจ คือ ฝ่ายนายจ้างไม่ได้พูดเฉพาะเรื่องค่าจ้าง แต่ยังเชื่อมโยงไปถึง การแข่งขันทางการค้าระหว่างประเทศ ตัวแทนฝ่ายนายจ้างกล่าวถึงผลการสอบสวนตามมาตรา 301 ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งให้ความสำคัญกับประเด็น “แรงงานบังคับ” ปัจจุบัน ประเทศต่างๆ โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรป ให้ความสำคัญกับสิทธิมนุษยชนและมาตรฐานแรงงานมากขึ้น หากพบว่าสินค้าชิ้นใดผลิตจากการใช้แรงงานบังคับ ก็อาจถูกห้ามนำเข้า หรือถูกใช้มาตรการทางการค้าได้ เนื่องจากเศรษฐกิจของไต้หวันพึ่งพาการส่งออกเป็นอย่างมาก ผู้ประกอบการจึงจำเป็นต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ไม่ใช่เพียงเพื่อคุ้มครองสิทธิแรงงานเท่านั้น แต่ยังเป็นการรักษาความสามารถในการแข่งขันของประเทศด้วย

 

ต่อมา หลี่เจี้ยนหงได้อธิบายถึง วาระที่ 2 ของการประชุม ซึ่งเป็นการประเมินผลกระทบหลังจากไต้หวันปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ผลการศึกษาของกระทรวงแรงงานพบว่า โดยรวมแล้ว การปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำช่วยเพิ่มค่าจ้างประจำของแรงงานได้จริง หรือพูดอีกอย่างหนึ่ง คือ คนที่ได้รับเงินเดือนประจำได้รับประโยชน์จากการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำอย่างชัดเจน ส่วนข้อกังวลที่หลายฝ่ายมักพูดถึง เช่น หากขึ้นค่าแรงแล้ว นายจ้างจะเลิกจ้างคนหรือไม่ หรือ สินค้าจะขึ้นราคาจนค่าครองชีพสูงขึ้นหรือไม่ ผลการศึกษาครั้งนี้พบว่า ยังไม่มีหลักฐานทางสถิติที่ชัดเจนเพียงพอ ที่จะสรุปได้ว่า การขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็นสาเหตุโดยตรงที่ทำให้อัตราการว่างงานเพิ่มขึ้น หรือทำให้ราคาสินค้าและบริการปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

นอกจากนี้ กรรมการส่วนใหญ่ที่เข้าร่วมประชุมยังเห็นว่า ผลการศึกษาดังกล่าวสอดคล้องกับสิ่งที่พวกเขาพบจากประสบการณ์จริง ทั้งในภาคธุรกิจ ภาคแรงงาน และวงการวิชาการ อีกประเด็นหนึ่งที่ผู้สื่อข่าวหยิบยกขึ้นมาถาม คือ ความเหลื่อมล้ำระหว่างอุตสาหกรรม เพราะในความเป็นจริง ไม่ใช่ทุกธุรกิจจะเติบโตเท่ากัน อุตสาหกรรมเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์อาจมีกำไรเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แต่ธุรกิจร้านอาหาร ร้านค้าขนาดเล็ก หรือกิจการครอบครัว อาจยังเผชิญกับต้นทุนที่สูงและการแข่งขันที่รุนแรง 

หลี่เจี้ยนหงตอบว่า ขณะนี้สภาบริหาร หรือ Executive Yuan กำลังจัดทำ ร่างกฎหมายส่งเสริมการยกระดับและพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และขนาดจิ๋ว ซึ่งจะครอบคลุมมาตรการช่วยเหลือด้านค่าจ้างด้วย แม้รายละเอียดของมาตรการจะยังไม่เปิดเผย แต่คาดว่าจะมีทั้งการสนับสนุนผู้ประกอบการในการยกระดับเทคโนโลยี เพิ่มผลิตภาพ และลดภาระต้นทุน เพื่อให้ธุรกิจสามารถปรับขึ้นค่าจ้างให้ลูกจ้างได้อย่างยั่งยืน โดยรัฐบาลคาดว่าจะเสนอรายละเอียดของกฎหมายฉบับนี้ภายในเดือนสิงหาคม 

จากข้อมูลทั้งหมด ทำให้เห็นว่า การปรับค่าจ้างขั้นต่ำของไต้หวันในปัจจุบัน ไม่ได้มองเพียงตัวเลขค่าจ้างเท่านั้น แต่เป็นการพิจารณาหลายมิติ ทั้งค่าครองชีพ ผลิตภาพแรงงาน ความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ ตลอดจนแนวโน้มเศรษฐกิจโลก ดังนั้น แม้จะมีการคาดการณ์ว่าค่าจ้างขั้นต่ำอาจทะลุ 30,000 เหรียญไต้หวันต่อเดือน แต่สุดท้ายแล้ว ตัวเลขที่จะประกาศอย่างเป็นทางการ จะต้องผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการค่าจ้างขั้นต่ำ โดยอาศัยข้อมูลเศรษฐกิจและข้อคิดเห็นจากทุกภาคส่วน 

ต้องติดตามกันต่อว่า การประชุมพิจารณาอย่างเป็นทางการในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ จะมีมติอย่างไร และไต้หวันจะก้าวเข้าสู่ยุคของค่าจ้างขั้นต่ำ30,000 เหรียญไต้หวัน ได้จริงหรือไม่

Hope Station: ร้านพันหมื่นเรื่องราว

องค์กร “Do You A Flavor” (人生百味) ได้จัดตั้งโครงการ “ร้านพันหมื่นเรื่องราว” (人生萬事屋) ในกรุงไทเป เพื่อทำหน้าที่เป็นตัวกลางจับคู่คนไร้บ้านกับงานรับจ้างรายวันต่างๆ เช่น งานทำความสะอาด งานขนย้าย และงานซ่อมแซม ซึ่งเป็นงานที่แรงงานทั่วไปมักปฏิเสธ โครงการนี้มีเป้าหมายหลักเพื่อช่วยให้คนไร้บ้านมีรายได้เลี้ยงชีพตามศักยภาพทางร่างกายที่เอื้ออำนวย และเพื่อทลายอคติของคนในสังคมที่มักตราหน้าว่าพวกเขาเป็นคนขี้เกียจหรือรักความสบาย ทั้งที่ในความเป็นจริงพวกเขาเพียงขาดโอกาสและเผชิญข้อจำกัดในชีวิต

為提供您更好的網站服務,本網站使用cookies。

若您繼續瀏覽網頁即表示您同意我們的cookies政策,進一步了解隱私權政策。 

我了解
00:00
00:00
0.5x 1x 1.5x 2x