1. ศูนย์บริการแรงงานต่างชาติประจำท่าอากาศยาน: ด่านแรกที่ช่วยคลายความกังวลของแรงงานต่างชาติในไต้หวัน
ไต้หวันมีระบบดูแลแรงงานต่างชาติที่เดินทางเข้ามาทำงานอย่างครอบคลุมและเป็นระบบ นอกเหนือจากสายด่วนคุ้มครองแรงงาน 1955 ที่ให้บริการปรึกษาและรับเรื่องร้องทุกข์ตลอด 24 ชั่วโมงทุกวันไม่มีวันหยุด พร้อมล่ามถึง 6 ภาษา รวมถึงภาษาไทยแล้ว ยังมีอีกหนึ่งหน่วยงานที่สร้างความประทับใจให้แรงงานไทยแทบทุกคนที่เดินทางมาไต้หวัน นั่นคือช่วงเวลาแรกที่เหยียบแผ่นดินไต้หวัน
สำหรับคนที่มาทำงานเป็นครั้งแรก ความกังวลเรื่องภาษาและความไม่คุ้นเคยเป็นเรื่องธรรมดา แต่ความรู้สึกนั้นจะคลายลงไม่น้อยเมื่อเห็นเจ้าหน้าที่ล่ามจากศูนย์บริการแรงงานต่างชาติประจำท่าอากาศยานถือป้ายชื่อมารอรับตั้งแต่ทางเข้าสนามบิน คอยช่วยจัดเตรียมเอกสารการเดินทาง พาผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง ก่อนจะนำไปอบรมสิทธิประโยชน์ที่จำเป็นต้องรู้ แล้วจึงส่งมอบตัวให้นายจ้างหรือตัวแทนนายจ้างต่อไป

เคาน์เตอร์ศูนย์บริการแรงงานต่างชาติประจำท่าอากาศยาน กระทรวงแรงงาน มีทั้งที่สนามบินเถาหยวนและเกาสง (ภาพจากกรมพัฒนากำลังแรงงาน)
ไม่เพียงแต่ขาเข้าเท่านั้น หน่วยงานนี้ยังดูแลแรงงานต่างชาติในขาออกด้วย หากแรงงานคนใดต้องเดินทางกลับประเทศโดยไม่สมัครใจ มีข้อพิพาทกับนายจ้าง หรือมีค่าจ้างค้างจ่าย ก็สามารถขอความช่วยเหลือจากศูนย์นี้ได้เช่นกันเมื่อถูกส่งตัวมาถึงสนามบิน นับเป็นบริการที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อแรงงานต่างชาติที่เดินทางมาทำงานในไต้หวัน
จุดเริ่มต้น: ป้องกันปัญหาแรงงานหลบหนีและการค้ามนุษย์
ย้อนไปในอดีต เคยมีขบวนการนอกกฎหมายแอบใช้โควตาของนายจ้างเพื่อลักลอบนำคนต่างชาติเข้ามาค้าประเวณีหรือทำงานผิดกฎหมายโดยแฝงตัวมาในรูปแบบแรงงานต่างชาติ เมื่อออกจากสนามบินก็มีคนมารับตัวไปแล้วหายเข้ากลีบเมฆ กระทรวงแรงงานไต้หวันจึงจัดตั้ง "ศูนย์บริการแรงงานต่างชาติประจำท่าอากาศยาน" ชื่อเต็ม "ศูนย์ห่วงใยและบริการแรงงานต่างชาติประจำท่าอากาศยาน" ขึ้นที่สนามบินเถาหยวนและเกาสงตั้งแต่ปี 2548 โดยกำหนดให้นายจ้างหรือบริษัทจัดหางานที่เป็นตัวแทนต้องลงทะเบียนล่วงหน้า 3 วัน แจ้งข้อมูลนายจ้างที่ได้รับอนุญาตนำเข้าแรงงาน ข้อมูลแรงงานต่างชาติ กำหนดเวลาและเที่ยวบินที่เดินทางมาถึง รวมถึงชื่อผู้ที่จะมารับตัว
จากข้อมูลที่ลงทะเบียนไว้ กระทรวงแรงงานจะจัดส่งเจ้าหน้าที่ไปรับแรงงานตามกำหนดการ ทำให้ปัญหาแรงงานต่างชาติหลบหนีทันทีหลังเดินทางถึงไต้หวันได้รับการแก้ไขอย่างมีประสิทธิภาพ

(ภาพจากกรมพัฒนากำลังแรงงาน)
การควบรวมหน่วยงาน: ลดขั้นตอน เพิ่มความสะดวก
ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2567 กระทรวงแรงงานได้ประกาศควบรวมศูนย์บริการแรงงานต่างชาติประจำท่าอากาศยาน เข้ากับศูนย์บริการเบ็ดเสร็จสำหรับแรงงานต่างชาติที่เดินทางมาใหม่เป็นครั้งแรก ซึ่งให้บริการอบรมความรู้ด้านสิทธิประโยชน์และจัดทำเอกสารที่จำเป็นระหว่างการอบรม 3 วัน 2 คืน โดยในระยะแรกจะเริ่มให้บริการกับแรงงานตำแหน่งผู้อนุบาลเท่านั้น

(ภาพจากกรมพัฒนากำลังแรงงาน)
การควบรวมครั้งนี้ไม่กระทบต่อการให้บริการหรือสิทธิประโยชน์ของแรงงานต่างชาติแต่อย่างใด แต่จะช่วยอำนวยความสะดวกให้นายจ้างและบริษัทจัดหางานมากขึ้น เพราะไม่ต้องลงทะเบียนซ้ำซ้อนกับสองหน่วยงาน เพียงแจ้งข้อมูลแรงงานที่จะเดินทางเข้าไต้หวันในที่เดียวก็เพียงพอ ช่วยลดขั้นตอนการนำเข้าแรงงานต่างชาติและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของภาครัฐไปพร้อมกัน

ภาพบรรยากาศเจ้าหน้าที่ศูนย์บริการแรงงานต่างชาติประจำท่าอากาศยานนานาชาติเถาหยวน กำลังรับและพาแรงงานไทยออกมาจากด่านตรวจคนเข้าเมือง (ภาพจากกรมพัฒนากำลังแรงงาน)
ขั้นตอนต้อนรับแรงงานต่างชาติ ณ สนามบิน
เมื่อแรงงานต่างชาติเดินทางมาถึงท่าอากาศยานนานาชาติเถาหยวนหรือท่าอากาศยานเสี่ยวกั่งที่เกาสง จะมีเจ้าหน้าที่จากศูนย์บริการแรงงานต่างชาติประจำท่าอากาศยาน คอยดูแลทั้งขาเข้าและขาออกของแรงงานต่างชาติ
สำหรับแรงงานที่เพิ่งเดินทางมาถึง ทันทีที่ลงจากเครื่องบิน จะมีเจ้าหน้าที่ที่พูดภาษาเดียวกันมารอรับถึงประตูทางออก ช่วยคลายความกังวลได้อย่างมากสำหรับผู้ที่มาไต้หวันเป็นครั้งแรก โดยล่ามทั้ง 4 ภาษาเหล่านี้จะอธิบายขั้นตอนการเดินทางออกจากสนามบิน พร้อมประชาสัมพันธ์เรื่องสิ่งของต้องห้ามนำเข้าไต้หวัน โดยเฉพาะอาหารและผลิตภัณฑ์ที่ทำจากเนื้อหมู

ภาพบรรยากาศเจ้าหน้าที่ศูนย์บริการแรงงานต่างชาติประจำท่าอากาศยานนานาชาติเถาหยวน กำลังรับและพาแรงงานไทยออกมาจากด่านตรวจคนเข้าเมือง (ภาพจากกรมพัฒนากำลังแรงงาน)
จากนั้นเจ้าหน้าที่จะพาแรงงานผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง รับสัมภาระ และนำแรงงานภาคการผลิตไปยังห้องอบรมเพื่อรับชมวิดีโอเกี่ยวกับกฎระเบียบ สิทธิประโยชน์ และช่องทางร้องทุกข์เมื่อประสบปัญหา ใช้เวลาประมาณ 40 นาที พร้อมแนะนำให้ทุกคนเพิ่มเพื่อน LINE 1955 เพื่อรับข้อมูลสิทธิประโยชน์และใช้เป็นช่องทางปรึกษาหรือร้องทุกข์ในอนาคต หลังจากนั้นนายจ้างหรือตัวแทนที่ระบุไว้ในการลงทะเบียนจึงจะสามารถรับตัวแรงงานออกไปได้
ส่วนแรงงานตำแหน่งผู้อนุบาล จะมีล่ามพาขึ้นรถไปยังศูนย์บริการเบ็ดเสร็จ เพื่อเข้ารับการอบรมสิทธิประโยชน์และจัดทำเอกสารที่จำเป็นตลอดระยะเวลา 3 วัน 2 คืน โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ

หลังพาออกมาจากสนามบินแล้ว แรงงานต่างชาติต้องเข้ารับการอบรมสิทธิประโยชน์และช่องทางร้องเรียน จากนั้น นายจ้างที่ลงทะเบียนไว้จึงจะรับแรงงานกลับไปได้(ภาพจากกรมพัฒนากำลังแรงงาน)
การลงทะเบียนล่วงหน้าสำหรับนายจ้าง
ตามกฎระเบียบ ก่อนวันเดินทางมาไต้หวัน นายจ้างหรือบริษัทจัดหางานต้องลงทะเบียนแจ้งชื่อและข้อมูลการเดินทางล่วงหน้า 3 วันผ่านเว็บไซต์ของศูนย์บริการแรงงานต่างชาติ เพื่อให้ทางศูนย์จัดล่ามไปรับแรงงานตามกำหนด
ส่วนนายจ้างหรือบริษัทจัดหางานที่นำเข้าแรงงานภาคสวัสดิการสังคม จะต้องลงทะเบียนที่เว็บไซต์ของศูนย์บริการเบ็ดเสร็จล่วงหน้า 5 วัน เพื่อเตรียมการอบรมให้แรงงานตำแหน่งผู้อนุบาลทั้งในครัวเรือนและในองค์กร

หลังพาออกมาจากสนามบินแล้ว แรงงานต่างชาติต้องเข้ารับการอบรมสิทธิประโยชน์และช่องทางร้องเรียน จากนั้น นายจ้างที่ลงทะเบียนไว้จึงจะรับแรงงานกลับไปได้(ภาพจากกรมพัฒนากำลังแรงงาน)
2. เตือนภัยสายเที่ยว! รู้จัก "แท็กซี่เถื่อน" ในไต้หวัน ย้ำห้ามขึ้นเด็ดขาด หวั่นอุบัติเหตุเคลมประกันไม่ได้-โทษปรับคนขับสูงสุด 25 ล้าน
เพื่อความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวและการคุ้มครองสิทธิผู้โดยสาร หน่วยงานกำกับดูแลการขนส่งของไต้หวันออกมาเตือนให้เลือกใช้แท็กซี่หรือรถเช่าที่ถูกกฎหมายเท่านั้น และหลีกเลี่ยงการใช้บริการ "แท็กซี่เถื่อน" หรือที่คนไทยคุ้นเคยในชื่อ "รถป้ายดำ" แต่ในไต้หวันจะเรียกว่า "รถป้ายขาว" ซึ่งหมายถึงรถยนต์ส่วนบุคคลที่แอบรับส่งผู้โดยสารทั้งที่ไม่ได้รับอนุญาต โดยเฉพาะกลุ่มแรงงานต่างชาติที่มักใช้บริการลักษณะนี้ และมีแรงงานบางกลุ่ม โดยเฉพาะชาวเวียดนาม ยังหารายได้เสริมด้วยการขับรถประเภทนี้เช่นกัน

ดังนั้น หากไปเที่ยวไต้หวันแล้วเดินทางถึงสถานีรถไฟ แล้วมีคนเข้ามาชักชวนให้ขึ้นรถ ให้ตั้งข้อสังเกตไว้ก่อนเลยว่าอาจไม่ใช่แท็กซี่ถูกกฎหมาย วิธีสังเกตง่าย ๆ คือแท็กซี่ที่ถูกต้องตามกฎหมายจะเป็นรถสีเหลือง ซึ่งชาวไต้หวันเรียกกันติดปากว่า "เสี่ยวหวง" (小黃)
กองทะเบียนยานยนต์ผิงตงออกโรงเตือนว่า รถแท็กซี่ที่ถูกต้องกฎหมายจะมีเอกลักษณ์ที่สังเกตได้ง่าย มีป้ายไฟแท็กซี่บนหลังคารถ และป้ายทะเบียนพื้นสีขาว ตัวอักษรสีแดง หากรถคันนั้นไม่ใช่สีเหลือง และป้ายทะเบียนเป็นพื้นขาวตัวอักษรสีดำ ให้พึงระลึกไว้เลยว่านั่นคือรถยนต์ส่วนบุคคลที่ไม่ผ่านเกณฑ์ หรือที่เรียกว่ารถป้ายขาว นั่นเอง

ทำไมถึงไม่ควรขึ้นรถป้ายขาว?
รถป้ายขาวไม่ได้จดทะเบียนกับภาครัฐ ไม่ผ่านการตรวจสอบมาตรฐานคนขับ และไม่มีประกันภัยรองรับเหมือนรถโดยสารถูกกฎหมาย จึงมีความเสี่ยงหลายด้าน ได้แก่
1. เคลมประกันไม่ได้ — หากเกิดอุบัติเหตุ อาจไม่ได้รับความคุ้มครองอย่างเพียงพอ หรือเรียกร้องค่าเสียหายไม่ได้เลย
2. ข้อมูลส่วนตัวรั่วไหล — เสี่ยงต่อการถูกนำข้อมูลไปใช้ในทางที่ไม่ปลอดภัย
3. ความปลอดภัยไม่การันตี — คนขับอาจไม่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติ หรือไม่มีใบขับขี่สาธารณะเลยด้วยซ้ำ
4. สภาพรถไม่ผ่านมาตรฐาน — ไม่ได้รับการตรวจสภาพความปลอดภัยตามที่กฎหมายกำหนด
5. ร้องเรียนไม่ได้หากมีปัญหา — ไม่ว่าจะโดนเรียกเก็บเงินเกินจริง บริการแย่ หรือถูกปล่อยกลางทาง ก็ไม่มีหน่วยงานไหนให้ความช่วยเหลือได้
แม้การขึ้นรถป้ายขาวอาจดูสะดวกในตอนนั้น แต่หากเกิดปัญหาระหว่างทาง ทริปเที่ยวสบาย ๆ อาจกลายเป็นฝันร้ายได้ทันที

ตำรวจไถหนานตรวจเข้มรถป้ายขาวที่รับผู้โดยสารอย่างผิดกฎหมาย (ภาพจากกรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคม ไต้หวัน)
3 วิธีเช็กก่อนขึ้นแท็กซี่ ให้ชัวร์ว่าถูกกฎหมาย
1. ดูป้ายทะเบียน — แท็กซี่ถูกกฎหมายจะใช้ป้ายพื้นขาว ตัวอักษรสีแดง ส่วนรถป้ายขาวจะเป็นพื้นขาว ตัวอักษรสีดำ
2. ดูสีตัวรถ — แท็กซี่ทั่วไปต้องเป็นสีเหลือง ส่วนแท็กซี่แบบหลากสี (Multi Taxi) แม้สีรถจะต่างออกไป แต่ต้องมีป้ายทะเบียนพื้นขาวตัวอักษรแดง พร้อมโลโก้บริษัทหรือเครือข่ายแท็กซี่ให้เห็นชัดเจน
3. ดูบัตรประจำตัวคนขับ — ภายในรถต้องติดใบทะเบียนคนขับแท็กซี่ไว้บริเวณด้านหน้าที่นั่งผู้โดยสาร และข้อมูลบนบัตรต้องตรงกับคนขับจริง

โชเฟอร์วัยอากงที่เมืองผิงตงใช้รถส่วนบุคคลรับส่งเด็กนักเรียน ค่ารถเที่ยวละร้อยกว่าเหรียญ โดนปรับเริ่มต้นที่ 100,000 เหรียญ (ภาพจากกองทะเบียนยานยนต์เมืองผิงตง)
โทษหนัก! เตือนคนขับอย่านำรถส่วนตัวมาวิ่งรับงาน
ตามมาตรา 77 แห่งกฎหมายทางหลวงของไต้หวัน ผู้ที่นำรถยนต์ส่วนบุคคลมารับส่งผู้โดยสารโดยไม่ได้รับอนุญาต มีโทษปรับตั้งแต่ 100,000-25,000,000 เหรียญไต้หวัน พร้อมคำสั่งให้ยุติการประกอบกิจการ นอกจากนี้ ยังอาจถูกพักใช้หรือเพิกถอนป้ายทะเบียนรถ รวมถึงพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่เป็นเวลา 4 เดือนถึง 1 ปี และหากถูกเพิกถอน จะไม่สามารถขอรับหรือสอบใบอนุญาตใหม่ได้ภายใน 2 ปี
ทางการยังเตือนประชาชนไม่ให้นำรถยนต์ส่วนบุคคลมาให้บริการรับส่งผู้โดยสารผ่านช่องทางต่าง ๆ เช่น แอปพลิเคชันหรือ LINE เพราะถือเป็นการกระทำผิดกฎหมายและมีโทษตามกฎหมาย

กองทะเบียนยานยนต์เมืองผิงตงตรวจเข้มรถเก๋งส่วนบุคคลและรถตู้ รับส่งผู้โดยสารอย่างผิดกฎหมาย ค่าปรับเริ่มต้นที่ 100,000 เหรียญ (ภาพจากกองทะเบียนยานยนต์เมืองผิงตง)
แล้วควรเรียกรถผ่านช่องทางไหนดี?
เพื่อความปลอดภัยและได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย แนะนำให้เลือกใช้บริการจาก
- แท็กซี่ถูกกฎหมาย ที่สังกัดบริษัทหรือเครือข่ายที่ได้รับอนุญาต เช่น Taiwan Taxi, Metropolitan Taxi
- แอปเรียกรถที่ถูกกฎหมาย เช่น LINE TAXI, Uber, Yoxi
- รถรับส่งสนามบินที่จดทะเบียนถูกต้อง สังเกตง่าย ๆ จากป้ายทะเบียนที่ขึ้นต้นด้วยตัวอักษร R
- ระบบขนส่งสาธารณะ เช่น รถแท็กซี่ถูกกฎหมาย รถเมล์ รถไฟฟ้า หรือรถไฟ
การเลือกใช้แท็กซี่หรือรถเช่าที่ถูกกฎหมาย ไม่เพียงช่วยปกป้องสิทธิของตัวผู้โดยสารเอง แต่ยังช่วยลดปัญหารถรับจ้างผิดกฎหมายในภาพรวม เพื่อให้ทุกการเดินทางในไต้หวันเป็นไปอย่างอุ่นใจตลอดทริป
3. ยกระดับการคุ้มครองผู้ประสบภัยจากอุบัติเหตุทางถนน! ไต้หวันปรับเพิ่มวงเงินประกันภัยรถยนต์ภาคบังคับ (พ.ร.บ.) เป็น 3 ล้านเหรียญ มีผล 1 กรกฎาคม 2569
คณะกรรมการกำกับดูแลสถาบันการเงินไต้หวัน (Financial Supervisory Commission หรือ FSC) ประกาศแก้ไข "เกณฑ์มาตรฐานการจ่ายค่าสินไหมทดแทนตามกฎหมายประกันภัยรถยนต์ภาคบังคับ" เพื่อยกระดับความคุ้มครองขั้นพื้นฐานแก่ผู้ประสบอุบัติเหตุจากการใช้รถใช้ถนน และเสริมสร้างความปลอดภัยด้านการจราจรภายในประเทศ โดยมีผลบังคับใช้กับอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป ทั้งนี้ FSC ยืนยันว่าจะไม่มีการปรับขึ้นอัตราเบี้ยประกันภัยแต่อย่างใด เพื่อให้ประชาชนได้รับความคุ้มครองที่สูงขึ้นโดยไม่ต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม

ระบบประกันภัยภาคบังคับ: หลักประกันขั้นพื้นฐานของสังคม
สมาคมธุรกิจประกันวินาศภัยแห่งสาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) อธิบายว่า ระบบประกันภัยรถยนต์ภาคบังคับ หรือที่คนไทยคุ้นเคยในชื่อ "พ.ร.บ. รถยนต์" เป็นระบบสวัสดิการสังคมที่รัฐบาลจัดตั้งขึ้นเพื่อคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้ประสบภัยจากอุบัติเหตุทางถนน โดยกฎหมายกำหนดให้เจ้าของรถยนต์ รถจักรยานยนต์ และรถจักรยานไฟฟ้าทุกคันต้องทำประกันภัยประเภทนี้ การปรับเพิ่มวงเงินคุ้มครองในครั้งนี้มีขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป รวมถึงต้นทุนด้านการรักษาพยาบาลที่สูงขึ้นในปัจจุบัน
นับตั้งแต่ไต้หวันเริ่มบังคับใช้ระบบนี้เมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2541 จนถึงปัจจุบันเป็นระยะเวลากว่า 28 ปี มีการจ่ายค่าสินไหมทดแทนสะสมไปแล้วกว่า 340,700 ล้านเหรียญไต้หวัน ให้แก่ผู้ได้รับประโยชน์มากกว่า 7.67 ล้านราย ตอกย้ำบทบาทสำคัญของระบบนี้ในฐานะเครือข่ายความมั่นคงทางสังคมที่ช่วยบรรเทาภาระทางเศรษฐกิจแก่ครอบครัวผู้ประสบอุบัติเหตุได้อย่างทันท่วงที

สาระสำคัญของการปรับปรุงเกณฑ์
จากภาวะค่าครองชีพและอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับเสียงเรียกร้องจากทุกภาคส่วนให้ยกระดับความคุ้มครอง FSC จึงประกาศใช้เกณฑ์มาตรฐานฉบับแก้ไข โดยยังคงอัตราเบี้ยประกันภัยเดิมไว้ และให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
1. เงินชดเชยกรณีทุพพลภาพ ปรับเพิ่มวงเงินชดเชยสำหรับทุพพลภาพระดับที่ 1 จากเดิม 2 ล้านเหรียญไต้หวัน เป็น 3 ล้านเหรียญไต้หวัน ต่อผู้ประสบภัยหนึ่งรายต่ออุบัติเหตุแต่ละครั้ง ส่วนทุพพลภาพในระดับอื่น ๆ จะได้รับการปรับเพิ่มขึ้นในสัดส่วนเดียวกัน
2. เงินชดเชยกรณีเสียชีวิต ปรับเพิ่มจากเดิม 2 ล้านเหรียญไต้หวัน เป็น 3 ล้านเหรียญไต้หวัน ต่อผู้ประสบภัยหนึ่งรายต่ออุบัติเหตุแต่ละครั้ง
3. วงเงินคุ้มครองสูงสุดรวม ปรับเพิ่มยอดรวมสูงสุดของค่าชดเชยกรณีเสียชีวิต ทุพพลภาพ และค่ารักษาพยาบาลจากอาการบาดเจ็บ จากเดิมรวมกันไม่เกิน 2.2 ล้านเหรียญไต้หวัน เป็นไม่เกิน 3.2 ล้านเหรียญไต้หวัน ต่อผู้ประสบภัยหนึ่งรายต่ออุบัติเหตุแต่ละครั้ง

ขอบเขตความคุ้มครองและคำแนะนำเพิ่มเติม
FSC ย้ำว่า ประกันภัยรถยนต์ภาคบังคับมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความคุ้มครองขั้นพื้นฐานแก่ผู้ประสบอุบัติเหตุทางถนนเท่านั้น โดยครอบคลุมเฉพาะกรณีบาดเจ็บ ทุพพลภาพ และเสียชีวิตเท่านั้น แต่ไม่ครอบคลุมความเสียหายต่อทรัพย์สิน ดังนั้น ประชาชนจึงสามารถเลือกซื้อประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจเพิ่มเติมได้ตามความต้องการ เพื่อให้ได้รับความคุ้มครองทั้งชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินอย่างสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ทั้งนี้ FSC จะยังคงพัฒนาระบบประกันภัยภาคบังคับอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดความยั่งยืนและเป็นหลักประกันที่มั่นคงสำหรับผู้ใช้รถใช้ถนนทุกคน
เพื่อให้ทั้งชาวไต้หวันและชาวต่างชาติเข้าใจรายละเอียดของการปรับปรุงระบบครั้งนี้อย่างทั่วถึง สมาคมธุรกิจประกันวินาศภัยแห่งสาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) ได้จัดทำเอกสารประชาสัมพันธ์ 6 ภาษา ได้แก่ ภาษาจีน อังกฤษ อินโดนีเซีย ไทย เวียดนาม และมาลายู พร้อมประสานความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ รัฐบาลท้องถิ่น และภาคประชาสังคม เพื่อเผยแพร่ข้อมูลให้ประชาชนไต้หวัน ผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ และแรงงานต่างชาติได้รับทราบสิทธิประโยชน์ของตนเองอย่างครบถ้วน
นอกจากนี้ สมาคมฯ ยังเตือนเจ้าของรถทุกคนว่า ประกันภัยรถยนต์ภาคบังคับเป็นสิ่งที่กฎหมายกำหนดให้ต้องทำ จึงควรหมั่นตรวจสอบวันหมดอายุของกรมธรรม์และต่ออายุให้ตรงเวลา เพื่อรักษาสิทธิประโยชน์ของตนเองไว้ให้ครบถ้วน ผู้ที่ฝ่าฝืนไม่ทำประกันภัยตามที่กฎหมายกำหนดจะมีโทษปรับ และหากปล่อยให้กรมธรรม์หมดอายุติดต่อกันเกิน 6 เดือนโดยไม่ต่ออายุ อาจถูกหน่วยงานกำกับดูแลด้านการขนส่งและยานพาหนะเพิกถอนทะเบียนรถได้ตามกฎหมาย