1. สายด่วนคุ้มครองแรงงาน 1955 เผยสถิติครึ่งปีแรก 2569 รับสายเกือบแสน แรงงานเวียดนามใช้บริการมากที่สุด ขณะที่คนไต้หวันส่วนใหญ่แจ้งเบาะแสแรงงานผิดกฎหมาย
กระทรวงแรงงานไต้หวันเปิดเผยผลการดำเนินงานของสายด่วนคุ้มครองแรงงาน 1955 ซึ่งทำหน้าที่ให้คำปรึกษาและรับเรื่องร้องทุกข์ด้านแรงงาน ครอบคลุมทั้งแรงงานต่างชาติ แรงงานท้องถิ่น นายจ้าง และบริษัทจัดหางาน โดยในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 (มกราคม–มิถุนายน) มีสายโทรเข้าใช้บริการรวมทั้งสิ้น 98,754 สาย เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า 6,723 สาย ในจำนวนนี้กว่าร้อยละ 87 เป็นการขอรับคำปรึกษา ทั้งนี้ กลุ่มผู้โทรเข้าใช้บริการมากที่สุดคือแรงงานสัญชาติเวียดนาม คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 31.3 ขณะที่ผู้โทรเข้าชาวไต้หวัน ซึ่งรวมถึงนายจ้างและบริษัทจัดหางาน มีสัดส่วนร้อยละ 33.8 โดยส่วนใหญ่โทรเข้ามาเพื่อแจ้งเบาะแสการจ้างแรงงานผิดกฎหมาย และสอบถามข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการจ้างแรงงานต่างชาติ

บรรยากาศในห้องทำงานของเจ้าหน้าที่สายด่วน 1955 ซึ่งให้บริการตลอด 24 ชั่วโมงทุกวัน พร้อมเจ้าหน้าที่ที่สื่อสารได้ 6 ภาษา (ภาพจากกรมพัฒนากำลังแรงงาน)
บริการตลอด 24 ชั่วโมง รองรับหลายภาษา
กระทรวงแรงงานระบุว่า จุดเด่นสำคัญของสายด่วน 1955 คือการให้บริการตลอด 24 ชั่วโมงโดยไม่มีวันหยุด พร้อมเจ้าหน้าที่ที่สามารถสื่อสารได้ทั้งภาษาจีน ภาษาอังกฤษ ภาษาไทย ภาษาอินโดนีเซีย และภาษาเวียดนาม เพื่ออำนวยความสะดวกแก่แรงงานต่างชาติ นอกจากนี้ ไม่ว่าจะโทรผ่านโทรศัพท์มือถือ โทรศัพท์บ้าน หรือโทรศัพท์สาธารณะ ก็สามารถโทรเข้าหมายเลข 1955 ได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
สายด่วน 1955 มีภารกิจหลักครอบคลุม 6 ด้าน ได้แก่ 1) การให้คำปรึกษาทั่วไป 2) การรับเรื่องร้องเรียน 3) การให้คำปรึกษาด้านกฎหมาย 4) การประสานส่งต่อเพื่อคุ้มครองและจัดหาที่พักพิง 5) การให้บริการล่ามแปลภาษาทางโทรศัพท์แบบเรียลไทม์ และ 6) การให้ข้อมูลบริการจากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง

บรรยากาศในห้องทำงานของเจ้าหน้าที่ภาษาไทยของสายด่วน 1955 (ภาพจากกรมพัฒนากำลังแรงงาน)
ทั้งนี้ กระทรวงแรงงานย้ำว่า ไม่ว่าจะเป็นแรงงานต่างชาติ นายจ้าง หรือบริษัทจัดหางาน หากมีความจำเป็นต้องใช้บริการล่ามในระหว่างการรักษาพยาบาล ติดต่อหน่วยงานราชการ การทำงาน หรือดำเนินชีวิตประจำวัน สามารถขอรับบริการผ่านสายด่วนคุ้มครองแรงงาน 1955 ได้เช่นกัน
รับเรื่องเกือบ 9.9 หมื่นสาย ช่วยเปลี่ยนนายจ้างกว่า 1,300 ราย
จากจำนวนสายที่รับทั้งหมด 98,754 สาย สามารถจำแนกได้ดังนี้
- การให้คำปรึกษา จำนวน 86,583 เรื่อง
- การรับเรื่องร้องเรียนทั่วไป จำนวน 11,581 เรื่อง
- การรับเรื่องร้องเรียนฉุกเฉิน จำนวน 590 เรื่อง

บรรยากาศในห้องทำงานของเจ้าหน้าที่ภาษาไทยของสายด่วน 1955 (ภาพจากกรมพัฒนากำลังแรงงาน)
นอกจากนี้ สายด่วน 1955 ยังช่วยดำเนินการเปลี่ยนนายจ้างให้แก่แรงงานต่างชาติได้ 1,325 ราย พร้อมทั้งช่วยติดตามเงินค้างชำระจนสำเร็จ 1,484 คดี และเรียกคืนเงินให้แก่แรงงานต่างชาติได้รวมทั้งสิ้น 45,803,316 เหรียญไต้หวัน
เมื่อวิเคราะห์ช่วงเวลาที่มีการร้องเรียน พบว่าร้อยละ 52.2 ของเรื่องร้องเรียนทั้งหมดเกิดขึ้นนอกเวลาราชการ ทั้งในช่วงกลางคืนและวันหยุด ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าระบบการให้บริการตลอด 24 ชั่วโมงสามารถตอบสนองความต้องการของผู้ใช้บริการได้อย่างมีประสิทธิภาพ

กระทรวงแรงงานไต้หวันเชิญผู้เชี่ยวชาญสุ่มตรวจคุณภาพการให้บริการเป็นประจำ ในภาพเป็นเจ้าหน้าที่ที่ได้รับการยกย่องให้บริการดีเลิศ (ภาพจากกรมพัฒนากำลังแรงงาน)
แรงงานเวียดนามโทรเข้ามากที่สุด ผู้โทรชาวไต้หวันคิดเป็นหนึ่งในสามของทั้งหมด
เมื่อจำแนกตามสัญชาติของผู้โทรเข้า พบสัดส่วนดังนี้
- เวียดนาม ร้อยละ 31.3
- อินโดนีเซีย ร้อยละ 22.2
- ฟิลิปปินส์ ร้อยละ 8.6
- ไทย ร้อยละ 3.6
- ไต้หวัน ร้อยละ 33.8
สำหรับผู้โทรเข้าชาวไต้หวัน ซึ่งรวมถึงนายจ้างและบริษัทจัดหางาน ส่วนใหญ่โทรเข้ามาเพื่อแจ้งเบาะแสการจ้างแรงงานต่างชาติผิดกฎหมาย รวมถึงสอบถามข้อกฎหมายเกี่ยวกับการจ้างแรงงานต่างชาติ ค่าจ้าง และเวลาทำงาน คิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 8.1 ของเรื่องที่สายด่วนให้บริการทั้งหมด

ห้องกิจกรรมของสายด่วนคุ้ทครองแรงงาน 1955 ซึ่งให้บริการตลอด 24 ชั่วโมงทุกวัน พร้อมเจ้าหน้าที่ที่สื่อสารได้ 6 ภาษา (ภาพจากกรมพัฒนากำลังแรงงาน)
ปัญหาสัญญาจ้าง ครองอันดับหนึ่งของการขอรับคำปรึกษา
จากจำนวนการให้คำปรึกษาทั้งหมด 86,583 เรื่อง ประเด็นที่มีผู้สอบถามมากที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่
1. ปัญหาเกี่ยวกับสัญญาจ้าง (ร้อยละ 25.2) อาทิ ค่าอาหารและที่พัก การยกเลิกสัญญาก่อนกำหนด ค่าชดเชยกรณีเลิกจ้าง การถูกสั่งให้ทำงานนอกเหนือขอบเขตที่ระบุในใบอนุญาต ข้อพิพาทจากการลดปริมาณงาน การถูกบังคับส่งกลับประเทศ ตลอดจนค่าใช้จ่ายในการเดินทางกลับประเทศ
2. การประสานส่งต่อ (ร้อยละ 22.7) อาทิ การขอข้อมูลบริการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และการขอใช้บริการล่าม
3. การติดตามความคืบหน้า (ร้อยละ 11.4) อาทิ การยืนยันข้อมูล และการสอบถามความคืบหน้าการดำเนินเรื่อง

ส่วนในกรณีร้องเรียนทั้งหมด 12,171 เรื่อง (รวมเรื่องร้องเรียนทั่วไปและฉุกเฉิน) ประเด็นที่มีการร้องเรียนสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่
1. ปัญหาด้านการบริหารจัดการ (ร้อยละ 27.6) อาทิ การหลบหนีจากนายจ้าง ปัญหาการปรับตัวของแรงงาน หรือการบริหารจัดการในสถานประกอบการที่ไม่เหมาะสม
2. ปัญหาเกี่ยวกับสัญญาจ้าง (ร้อยละ 19.8) อาทิ การยกเลิกสัญญาก่อนกำหนด การเปลี่ยนนายจ้าง และค่าอาหารกับที่พัก
3. ปัญหาเกี่ยวกับบริษัทจัดหางาน (ร้อยละ 15.3) อาทิ การเรียกเก็บค่าบริการเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด การให้บริการที่ไม่มีคุณภาพ หรือการปฏิบัติต่อแรงงานอย่างไม่เหมาะสม

กระบวนการดำเนินงานหลังรับเรื่องร้องทุกข์
กรมพัฒนากำลังแรงงาน กระทรวงแรงงาน ชี้แจงว่า เมื่อสายด่วนคุ้มครองแรงงาน 1955 ได้รับเรื่องร้องทุกข์แล้ว จะส่งต่อให้กองแรงงานท้องที่ผ่านระบบเอกสารอิเล็กทรอนิกส์แบบเรียลไทม์ เพื่อให้กองแรงงานท้องที่ดำเนินการตรวจสอบและแก้ไขปัญหาภายในระยะเวลาที่กำหนด นอกจากนี้ ยังมีการประสานงานร่วมกับองค์กรพัฒนาเอกชน (NGO) เพื่อจัดหาที่พักพิงฉุกเฉิน หรือนำส่งเข้ารับการรักษาพยาบาล สำหรับแรงงานที่ได้รับความเดือดร้อนหรือถูกทำร้ายร่างกาย โดยจะมีล่ามคอยให้ความช่วยเหลือด้านการแปลภาษาและการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทควบคู่กันไป ทั้งนี้ สายด่วนคุ้มครองแรงงาน 1955 ยังคงให้บริการครอบคลุมทั้งแรงงานต่างชาติ แรงงานท้องถิ่น นายจ้าง และบริษัทจัดหางานอย่างต่อเนื่อง
2. แรงงานไทยเมาแล้วขับจักรยานไฟฟ้าเสียหลักคว่ำ คนซ้อนดับ จ่าย 5 หมื่นชดใช้ทายาท ศาลสั่งจำคุก 3 ปี 2 เดือน ก่อนเนรเทศกลับประเทศ
ศาลท้องถิ่นนครไทจงมีคำพิพากษาลงโทษจำคุกแรงงานไทยรายหนึ่งเป็นเวลา 3 ปี 2 เดือน ในความผิดฐานเมาแล้วขับรถจักรยานไฟฟ้าจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย แม้จำเลยจะได้ชดใช้เงินเยียวยาแก่ครอบครัวผู้เสียชีวิตเป็นจำนวน 50,000 เหรียญไต้หวัน และได้รับการยอมความจากทายาทแล้วก็ตาม แต่ศาลเห็นว่าการกระทำดังกล่าวเป็นความผิดร้ายแรง จึงพิพากษาลงโทษจำคุก พร้อมสั่งเนรเทศออกนอกประเทศภายหลังพ้นโทษ

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงเช้ามืดของวันอาทิตย์ที่ 13 เมษายน 2568 ซึ่งตรงกับช่วงเทศกาลสงกรานต์และวันหยุดสุดสัปดาห์ โดยจำเลยคือนายสุทธิโรจน์ (นามสมมุติ) อายุ 30 ปี ภูมิลำเนาจังหวัดสกลนคร ส่วนผู้เสียชีวิตคือนายณรงค์ (นามสมมุติ) อายุ 42 ปี ภูมิลำเนาจังหวัดมหาสารคาม ทั้งสองเป็นเพื่อนร่วมงานในโรงงานผลิตกล่องคอมพิวเตอร์และอะไหล่ระบายความร้อนอะลูมิเนียม ตั้งอยู่ในเขตต้าหลี่ นครไทจง
ในค่ำวันที่ 12 เมษายน 2568 ทั้งคู่ได้ร่วมดื่มเบียร์ที่หอพัก ก่อนเดินทางไปฉลองเทศกาลสงกรานต์ต่อที่ร้านอาหารจนมึนเมาอย่างหนัก และหลับอยู่ภายในร้าน กระทั่งช่วงเช้ามืดของวันที่ 13 เมษายน จึงตัดสินใจขับขี่รถจักรยานไฟฟ้าเดินทางกลับหอพักทั้งที่ยังไม่ส่างเมา โดยรถจักรยานไฟฟ้าคันดังกล่าวผ่านการดัดแปลงให้มีความเร็วเทียบเท่ารถจักรยานยนต์

หน่วยกู้ภัยและรถพยาบาลเดินทางไปถึงที่เกิดเหตุอย่างรวดเร็ว พบว่าผู้นั่งซ้อนท้ายมีอาการสาหัสมาก หมวกกันน็อกกระเด็นหลุดออกจากศีรษะและหัวใจหยุดเต้น
เมื่อขับขี่มาถึงช่วงทางลาดชันบนถนนสายเล็กในชนบทของเขตอู้ฟง ประกอบกับสภาพถนนลื่นหลังฝนตก ทำให้จำเลยควบคุมรถไม่อยู่ ส่งผลให้รถจักรยานไฟฟ้าเสียหลักพลิกคว่ำกลางถนน ทั้งสองกระเด็นออกจากรถและศีรษะฟาดพื้น เสียงอุบัติเหตุดังสนั่นจนชาวบ้านในละแวกใกล้เคียงออกมาดูเหตุการณ์และแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ
หน่วยกู้ภัยและรถพยาบาลเดินทางไปถึงที่เกิดเหตุอย่างรวดเร็ว พบว่านายณรงค์ผู้นั่งซ้อนท้ายมีอาการสาหัสมาก หมวกกันน็อกกระเด็นหลุดออกจากศีรษะและหัวใจหยุดเต้น เจ้าหน้าที่ต้องปั๊มหัวใจกู้ชีพจนกลับมาเต้นอีกครั้ง ส่วนนายสุทธิโรจน์ผู้ขับขี่มีอาการสาหัสเช่นกันและหมดสติ แต่หมวกกันน็อกยังคงรัดแน่นอยู่กับศีรษะ ทำให้อาการบาดเจ็บเบากว่าผู้นั่งซ้อนท้าย เมื่อตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ในลมหายใจของผู้ขับขี่ พบว่าสูงถึง 0.7 มิลลิกรัมต่อลิตร

ทั้งสองถูกนำตัวส่งห้องผู้ป่วยวิกฤต (ICU) ที่โรงพยาบาลหย่าต้าและศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยเอเชียในนครไทจง แม้แพทย์จะพยายามรักษาอย่างเต็มที่ แต่นายณรงค์มีอาการกระดูกใบหน้าแตกหัก สมองบวม และเส้นประสาทสมองได้รับความเสียหายจากแรงกระแทกอย่างรุนแรง ต่อมาเกิดภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดและอวัยวะหลายระบบล้มเหลว จนเสียชีวิตลงหลังเข้ารับการรักษาได้เพียง 3 วัน
ภายหลังนายสุทธิโรจน์มีอาการดีขึ้น ตำรวจได้สอบปากคำและตั้งข้อหาเมาแล้วขับเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ก่อนส่งสำนวนให้อัยการดำเนินคดีตามกฎหมาย ในชั้นพิจารณาคดี จำเลยให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา ประกอบกับพยานหลักฐานที่ศาลนำมาพิจารณา ได้แก่ ภาพจากกล้องวงจรปิด ผลตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์ ตลอดจนแผนผังและพยานหลักฐานจากสถานที่เกิดเหตุ ศาลจึงวินิจฉัยว่าการขับขี่รถจักรยานไฟฟ้าขณะมึนเมาของจำเลยเป็นการกระทำโดยประมาท และเป็นสาเหตุโดยตรงที่ทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย

อย่างไรก็ตาม ศาลได้พิจารณาเหตุบรรเทาโทษหลายประการ กล่าวคือ ภายหลังเกิดเหตุ จำเลยได้เจรจาชดใช้ค่าเสียหายแก่ทายาทผู้เสียชีวิตเป็นเงิน 50,000 เหรียญไต้หวัน และครอบครัวผู้เสียชีวิตได้แสดงเจตนาไม่ติดใจเอาความ นอกจากนี้ ผู้ตายกับจำเลยเป็นเพื่อนร่วมงานที่ดื่มสุราร่วมกันมาก่อนเกิดเหตุ อีกทั้งผู้ตายทราบดีว่าจำเลยอยู่ในสภาพมึนเมา แต่ยังคงยินยอมนั่งซ้อนท้าย และสวมหมวกนิรภัยโดยไม่ได้รัดสายรัดคางให้แน่นหนา จึงถือได้ว่าผู้ตายมีส่วนก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อเหตุการณ์นี้ด้วยเช่นกัน
ศาลท้องถิ่นนครไทจงจึงมีคำพิพากษาลงโทษนายสุทธิโรจน์ในความผิดฐานเมาแล้วขับเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย จำคุกเป็นเวลา 3 ปี 2 เดือน และให้เนรเทศออกนอกไต้หวันภายหลังรับโทษจำคุกครบกำหนด ทั้งนี้ คำพิพากษาดังกล่าวยังไม่ถึงที่สุดและคู่ความยังสามารถยื่นอุทธรณ์ได้ตามกฎหมาย

ข้อควรระวังด้านกฎหมายเกี่ยวกับรถจักรยานไฟฟ้า
โฆษกสถานีตำรวจอู้ฟงได้ออกมาเตือนว่า รถจักรยานไฟฟ้าเป็นยานพาหนะที่มีข้อจำกัดด้านความเร็ว ผู้ขับขี่จึงต้องใช้ความระมัดระวังและมีสติอยู่เสมอ โดยเฉพาะเมื่อขับขี่บนถนนในเขตชนบท ตรอกซอกซอย หรือบริเวณทางแยกที่มีมุมอับสายตา ทั้งนี้ ได้สรุปข้อกำหนดและบทลงโทษที่เกี่ยวข้องดังนี้
น้ำหนักรถ: ตัวรถไม่รวมแบตเตอรี่ต้องมีน้ำหนักต่ำกว่า 40 กิโลกรัม และเมื่อรวมแบตเตอรี่แล้วต้องไม่เกิน 60 กิโลกรัม
ความเร็ว: ห้ามขับขี่ด้วยความเร็วเกิน 25 กิโลเมตรต่อชั่วโมง หากฝ่าฝืนมีโทษปรับ 900-1,800 เหรียญไต้หวัน

หมวกกันน็อก: ผู้ขับขี่ที่ไม่สวมหมวกกันน็อกมีโทษปรับ 300 เหรียญไต้หวัน
การดัดแปลงรถ: ผู้ที่ดัดแปลงหรือแต่งรถจักรยานไฟฟ้ามีโทษปรับ 1,800-5,400 เหรียญไต้หวัน
ผู้โดยสาร: ห้ามให้มีผู้นั่งซ้อนท้ายรถจักรยานไฟฟ้า
แอลกอฮอล์: ห้ามขับขี่ขณะเมาสุราโดยเด็ดขาด
ทะเบียนและประกันภัย: ผู้ขับขี่ต้องจดทะเบียนติดแผ่นป้ายและซื้อประกันภัยภาคบังคับ หากไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียนมีโทษปรับ 1,200-3,600 เหรียญไต้หวัน หากไม่ซื้อประกันภัยภาคบังคับตามกำหนดมีโทษปรับ 750-1,500 เหรียญไต้หวัน และหากเกิดอุบัติเหตุขณะที่รถจักรยานไฟฟ้าไม่มีประกันภัยภาคบังคับ จะต้องเสียค่าปรับสูงถึง 9,000-30,000 เหรียญไต้หวัน
3. ทลายขบวนการลักลอบนำเข้ากัญชา 2.5 กก. ซุกในบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปไทย จับแรงงานเวียดนามขณะรับพัสดุ
กองบังคับการตำรวจปราบปรามการลักลอบนำเข้าสินค้าทางศุลกากรของไต้หวัน เปิดเผยว่า เมื่อเดือนมีนาคม 2569 หน่วยงานได้ประสานความร่วมมือกับด่านศุลกากรไทเป และกองบังคับการตำรวจสืบสวนคดีอาญานครเกาสง จัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจ โดยอยู่ภายใต้การกำกับดูแลการสอบสวนของอัยการเขตเฉียวโถว นครเกาสง จนสามารถทลายขบวนการลักลอบขนยาเสพติดข้ามชาติได้สำเร็จ หลังตรวจพบว่าผู้กระทำผิดใช้บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปยี่ห้อดังจากประเทศไทยเป็นฉากบังหน้าในการลักลอบนำเข้ากัญชา ซึ่งจัดเป็นยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 2 ตามกฎหมายไต้หวัน

ตำรวจทลายขบวนการลักลอบขนยาเสพติดข้ามชาติ ใช้บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปยี่ห้อดังจากประเทศไทยเป็นฉากบังหน้าในการลักลอบนำเข้ากัญชา (ภาพจากกองบังคับการตำรวจปราบปรามการลักลอบนำเข้าสินค้าทางศุลกากรของไต้หวัน)
จากการสืบสวนพบว่า ขบวนการดังกล่าวได้ซุกซ่อนช่อกัญชาน้ำหนักรวม 2,519 กรัม คิดเป็นมูลค่าตามท้องตลาดประมาณ 3.5 ล้านเหรียญไต้หวัน ไว้ภายในบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปไทยจำนวน 24 ซอง ด้วยวิธีบรรจุกัญชาปะปนกับเส้นบะหมี่และเครื่องปรุงรส เพื่อพรางตาให้ดูเหมือนสินค้าปกติทั่วไป ก่อนปิดผนึกบรรจุภัณฑ์อีกครั้งและส่งกลับเข้าไต้หวันผ่านระบบพัสดุระหว่างประเทศ โดยหวังหลบเลี่ยงการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่

แก๊งค้ายาข้ามชาติได้ซุกซ่อนช่อกัญชาน้ำหนักรวม 2,519 กรัม ไว้ภายในบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปไทยจำนวน 24 ซอง ด้วยวิธีบรรจุกัญชาปะปนกับเส้นบะหมี่และเครื่องปรุงรส เพื่อพรางตาให้ดูเหมือนสินค้าปกติทั่วไป (ภาพจากกองบังคับการตำรวจปราบปรามการลักลอบนำเข้าสินค้าทางศุลกากรของไต้หวัน)
ภายหลังเจ้าหน้าที่เฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวของขบวนการอย่างใกล้ชิด จนกระทั่งวันที่ 17 มีนาคม 2569 จึงสามารถเข้าจับกุมนายติน แรงงานชาวเวียดนาม ผู้ต้องสงสัยได้ขณะเดินทางไปรับพัสดุ ณ เขตอาเหลียน นครเกาสง

แก๊งค้ายาข้ามชาติได้ซุกซ่อนช่อกัญชาน้ำหนักรวม 2,519 กรัม ไว้ภายในบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปไทยจำนวน 24 ซอง ด้วยวิธีบรรจุกัญชาปะปนกับเส้นบะหมี่และเครื่องปรุงรส เพื่อพรางตาให้ดูเหมือนสินค้าปกติทั่วไป (ภาพจากกองบังคับการตำรวจปราบปรามการลักลอบนำเข้าสินค้าทางศุลกากรของไต้หวัน)
ผลการสอบสวนเพิ่มเติมพบว่า ผู้ต้องหาใช้สถานที่ทำงานของตนเองเป็นที่อยู่จัดส่งพัสดุ แต่กลับใช้หมายเลขโทรศัพท์ของเพื่อนซึ่งไม่มีส่วนรู้เห็นในการกระทำผิดเป็นข้อมูลผู้รับ เพื่ออำพรางตัวตนที่แท้จริง และภายหลังถูกจับกุม ผู้ต้องหายังพยายามปัดความรับผิดชอบให้แก่เพื่อนร่วมชาติ โดยอ้างว่าได้รับคำสั่งจากนายตรัน เพื่อนร่วมงาน ให้เดินทางมารับพัสดุแทน อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงของเจ้าหน้าที่ตำรวจ พบว่าคำให้การดังกล่าวไม่เป็นความจริง จึงได้ดำเนินคดีในข้อหาฝ่าฝืนกฎหมายป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พร้อมส่งสำนวนคดีให้สำนักงานอัยการเขตเฉียวโถวดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

ตำรวจจับกุมผู้ต้องหาร่วมขบวนการเพิ่มเติมในหอพัก (ภาพจากกองบังคับการตำรวจปราบปรามการลักลอบนำเข้าสินค้าทางศุลกากรของไต้หวัน)
ทั้งนี้ กองบังคับการตำรวจปราบปรามการลักลอบนำเข้าสินค้าทางศุลกากรได้เน้นย้ำว่า ยาเสพติดเป็นภัยร้ายแรงต่อสังคมโดยรวม การผลิต ขนส่ง และจำหน่ายยาเสพติดถือเป็นความผิดทางอาญาร้ายแรง จึงขอเตือนประชาชนอย่ารับฝากหรือรับพัสดุแทนบุคคลอื่นโดยเด็ดขาด เนื่องจากหากพัสดุดังกล่าวมีความเกี่ยวข้องกับการลักลอบขนยาเสพติด ผู้รับอาจต้องเผชิญโทษจำคุกตลอดชีวิต พร้อมยืนยันว่าจะเดินหน้าขยายผลการสืบสวนอย่างต่อเนื่อง เพื่อติดตามตัวผู้บงการและเครือข่ายค้ายาเสพติดที่อยู่เบื้องหลัง และปราบปรามขบวนการลักลอบขนยาเสพติดให้หมดสิ้นไป เพื่อคุ้มครองสุขภาพของประชาชนและรักษาความสงบเรียบร้อยของสังคมโดยรวม

ตำรวจสอบสวนผู้ต้องหาหลัก (ภาพจากกองบังคับการตำรวจปราบปรามการลักลอบนำเข้าสินค้าทางศุลกากรของไต้หวัน)