สัญญาณอันตราย หลอดเลือดสมองแตก
เส้นเลือดในสมองแตก หรือ หลอดเลือดสมองแตก เป็นอาการที่พบได้บ่อยในปัจจุบันถือว่าเป็นอาการของโรคร้ายแรง ซึ่งหากไม่ได้รับการวินิจฉัยและไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที อาจส่งผลอันตรายถึงแก่ชีวิต ดังนั้น การป้องกันหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง รวมถึงการเฝ้าระวังและคอยสังเกตอาการจึงเป็นทางออกของผู้ที่อาจเป็นโรคนี้ได้
อาการที่บ่งบอกว่าอาจเกิดอาการหลอดเลือดสมองแตกได้นั้นมีลักษณะเฉียบพลันเหมือนกับอาการหลอดเลือดสมองตีบซึ่งผู้ป่วยหรือผู้เห็นเหตุการณ์ (ในกรณีที่ผู้ป่วยหมดสติ) มักจะสามารถเล่าได้ว่าผู้ป่วยกำลังทำอะไรอยู่เมื่อเกิดอาการขึ้นมาทันทีในขณะนั้น ทั้งนี้ อาการเฉียบพลันทันทีของผู้ป่วยหลอดเลือดสมองแตกอาจมีความแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับตำแหน่งและขนาดก้อนเลือดที่แตกออกมาจากหลอดเลือดสมอง สัญญาณอันตรายเหล่านี้เป็นอาการที่มักเกิดขึ้นได้ในผู้ป่วยโรคนี้ เช่น
●ปวดศีรษะรุนแรงเฉียบพลัน โดยเฉพาะที่มีระดับความปวดที่มากที่สุดในชีวิตที่ผู้ป่วยเคยประสบมา อาการจะเกิดขึ้นอย่างกะทันหันและไม่มีสาเหตุนำมาก่อนที่ชัดเจน
●แขนหรือขาอ่อนแรง ซึ่งมักจะเป็นร่างกายซีกซ้ายหรือซีกขวาเพียงด้านเดียว
●ใบหน้าบิดเบี้ยวหรือปากเบี้ยว
●พูดลำบาก หรือพูดไม่ชัด หรือไม่เข้าใจคำพูดของผู้อื่น
●มองเห็นภาพไม่ชัด หรือเห็นภาพซ้อน อาจเกิดขึ้นที่ตาข้างใดข้างหนึ่งหรือทั้งสองข้าง
●เวียนศีรษะ หรือทรงตัวลำบาก
●คลื่นไส้ อาเจียน
●ระดับความรู้สึกตัวเปลี่ยนแปลง หรือหมดสติ
●มีปัญหาในการเดิน ทรงตัว หรือการประสานงานของอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกาย
หากตนเองหรือคนใกล้ชิดมีอาการเหล่านี้ ควรรีบโทรเรียกรถพยาบาลทันที เนื่องจากอาการหลอดเลือดสมองแตกหรือภาวะเส้นเลือดฝอยในสมองแตกเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ ที่ต้องได้รับการวินิจฉัยโดยไม่ล่าช้า และหากพบว่ามีภาวะหลอดเลือดสมองแตกแล้ว ผู้ป่วยควรได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที เพื่อลดความเสี่ยงของความเสียหายของสมองและภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ ที่อาจตามมาภายหลัง ผู้ป่วยบางรายอาการอาจทรุดลงอย่างรวดเร็วภายในเวลาอันสั้น ดังนั้น หากสงสัยว่าเป็นโรคหลอดเลือดสมอง ควรรีบไปโรงพยาบาลทันที
โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์จงซาน (Chung Shan Medical University Hospital) ในไต้หวันแนะให้ใช้หลักการช่วยสังเกตอาการโรคหลอดเลือดสมองที่เรียกว่า หลัก FAST ซึ่งประกอบด้วย
F (Face) : ใบหน้าหรือมุมปากเบี้ยวหรือไม่
A (Arm) : แขนอ่อนแรง ยกแขนไม่ขึ้นหรือไม่
S (Speech) : พูดไม่ชัด พูดลำบาก หรือพูดไม่รู้เรื่องหรือไม่
T (Time) : หากพบอาการดังกล่าว ให้รีบนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลโดยเร็วที่สุด
หลอดเลือดในสมองแตกเกิดจากอะไร ?
เส้นเลือดในสมองแตกหรือหลอดเลือดสมองแตก เกิดได้จากหลายสาเหตุ โดยสาเหตุหลักเกิดจากหลอดเลือดในสมองที่มีความเสื่อมสะสมจากสาเหตุต่าง ๆ ซึ่งนอกจากทำให้หลอดเลือดแตกได้แล้ว หลอดเลือดที่เสื่อมสภาพนั้นอาจจะตีบ อุดตัน ทำให้สมองขาดการหล่อเลี้ยงจากเลือด ส่งผลทำให้ออกซิเจนไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ หากสมองขาดออกซิเจนเป็นระยะเวลานานก็จะทำให้เซลล์สมองตาย และอาจกลายเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต หรือเสียชีวิต โดยปัจจัยที่มีผลต่อความเสื่อมของหลอดเลือดสมองที่พบบ่อย ได้แก่
1. ความดันโลหิตสูง
ความดันโลหิตสูงเรื้อรังเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่สุดของภาวะเลือดออกในสมอง
เมื่อความดันโลหิตสูงเป็นเวลานาน จะทำให้หลอดเลือดขนาดเล็กในสมองค่อย ๆ เปราะบาง ผนังหลอดเลือดบางลง และมีโอกาสแตกได้ง่าย
2. ความผิดปกติของหลอดเลือดสมอง
ความผิดปกติของหลอดเลือดทั้งที่เป็นมาแต่กำเนิดหรือเกิดขึ้นภายหลัง อาจทำให้เกิดเลือดออกในสมอง เช่น หลอดเลือดโป่งพองในสมอง ความผิดปกติของหลอดเลือดแดงและหลอดเลือดดำ ความผิดปกติเหล่านี้อาจไม่มีอาการเป็นเวลาหลายปี แต่สามารถแตกและทำให้เลือดออกได้อย่างกะทันหัน
3. การบาดเจ็บที่ศีรษะ
การได้รับแรงกระแทกที่ศีรษะ เช่น อุบัติเหตุทางรถยนต์ การหกล้ม อาจทำให้เกิดเลือดออกในสมองได้หลายรูปแบบ
4. การใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด
ผู้ที่รับประทานยาต้านการแข็งตัวของเลือด (Anticoagulants) ยาต้านเกล็ดเลือด (Antiplatelet Drugs)
ใครบ้างเสี่ยงอาการหลอดเลือดสมองแตก ?
กลุ่มคนที่เสี่ยงอาการหลอดเลือดสมองแตกบ่อยที่สุดคือผู้ป่วยวัยสูงอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป เนื่องจากการเสื่อมของอวัยวะที่ผ่านไปตามกาลเวลา ตามวัยของมนุษย์ที่มากขึ้นทำให้ระบบการทำงานของอวัยวะต่างถดถอยลง ทั้งนี้มีปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ความเสื่อมของหลอดเลือดสมองเกิดได้มากขึ้น ได้แก่ โรคความดันโลหิตสูงที่ไม่ได้รับการควบคุม ไขมันสูง เบาหวาน การสูบบุหรี่ ในขณะที่ ผู้ที่ดูแลสุขภาพสม่ำเสมอ ออกกำลังประจำ เลี่ยงอาหารประเภทแป้งและไขมัน รวมทั้งการควบคุมภาวะต่าง ๆ ดังกล่าวได้ดีมักมีความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดสมองต่ำกว่าผู้ที่ละเลยการดูแลสุขภาพ ทั้งนี้อาจพบหลอดเลือดสมองแตกในผู้ป่วยที่มีอายุน้อยกว่าที่พบโดยทั่วไป ผู้ป่วยเหล่านี้มักมีความผิดปกติของหลอดเลือดตั้งแต่กำเนิดซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้

การวินิจฉัย สำหรับในไต้หวันการตรวจที่ใช้บ่อย ได้แก่
1. เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) เป็นการตรวจที่รวดเร็วและใช้บ่อยที่สุดในการวินิจฉัยภาวะเลือดออกในสมองในห้องฉุกเฉิน การตรวจ CT สามารถช่วยยืนยันได้อย่างรวดเร็วว่ามีเลือดออกในสมองหรือไม่
2. การตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) การตรวจ MRI ให้ภาพสมองที่ละเอียดกว่า CT ช่วยประเมินสาเหตุของเลือดออก และความเสียหายของเนื้อสมองบริเวณโดยรอบได้ดียิ่งขึ้น
3. การตรวจหลอดเลือดสมอง หากแพทย์สงสัยว่ามีความผิดปกติของหลอดเลือด อาจพิจารณาตรวจเพิ่มเติม ได้แก่ CT Angiography (CTA) และ MR Angiography (MRA) รวมถึงการฉีดสีตรวจหลอดเลือดสมอง (Cerebral Angiography)
การรักษา
อาจมีคำถาม เส้นเลือดในสมองแตก มีโอกาสรอดไหม ? แล้วเมื่อเส้นเลือดในสมองแตกขึ้นมาจะรักษาหายไหม คำตอบก็คือ สามารถทำการรักษาได้ และมีโอกาสรอดชีวิตหากเข้ารับการรักษาอย่างทันท่วงที โดยวิธีการรักษามี 2 วิธีหลัก ๆ ดังนี้
การรักษาด้วยยา
ผู้ป่วยหลอดเลือดสมองแตกส่วนใหญ่ใช้การรักษาแบบประคับประคอง โดยในบางกรณีที่แพทย์พิจารณาว่าตำแหน่งของก้อนเลือดอยู่ในจุดที่ลึกมากของสมองทำให้ความเสี่ยงการผ่าตัดสูง ดังนั้นในผู้ป่วยที่อาการไม่วิกฤตถึงขั้นเสียชีวิต แพทย์อาจพิจารณารักษาแบบประคับประคองโดยใช้ยาลดความดันเลือดเนื่องจากผู้ป่วยหลอดเลือดสมองแตกมักมีภาวะความดันเลือดสูงเป็นปัจจัยหลัก โดยที่ยาลดความดันเลือดนี้ช่วยลดโอกาสที่ก้อนเลือดขยายปริมาตรเป็นขนาดใหญ่ขึ้น (ที่อาจจำเป็นต้องผ่าตัด) ได้ เมื่อการใช้ยาลดความดันชนิดฉีดหรือหยดทาสามารถควบคุมความดันเลือดได้ดีอย่างสม่ำเสมอแล้วแพทย์จะพิจารณาเปลี่ยนเป็นยาชนิดรับประทานแทนในเวลาต่อมา
การผ่าตัด
สำหรับผู้ป่วยส่วนน้อย การผ่าตัดเป็นขั้นตอนการรักษาที่อาจมีความจำเป็นและถ้าหากประเมินแล้วว่าการผ่าตัดน่าจะมีประโยชน์อย่างแท้จริงต่อผู้ป่วย แพทย์จะมักพิจารณาผ่าตัดเป็นกรณีเร่งด่วนในกลุ่มผู้ป่วยที่เกิดหลอดเลือดสมองแตกเฉียบพลัน ทั้งนี้ แม้ว่าการผ่าตัดสมองเพื่อรักษาภาวะหลอดเลือดสมองแตกอาจช่วยให้ผู้ป่วยรอดชีวิตในขณะนั้นได้ แต่เนื่องจากก้อนเลือดที่มีขนาดต่าง ๆ กัน ตำแหน่งที่เกิดเลือดออกที่ต่างกัน รวมทั้งสภาวะของผู้ป่วยก่อนทำการรักษา เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้ผู้ป่วยมีความพิการทุพพลภาพถาวรแตกต่างกันในผู้ป่วยแต่ละราย การรับทราบข้อมูล ความเป็นไปได้หรือความน่าจะเป็นของสภาพผู้ป่วยหลังจากเสร็จสิ้นกระบวนการรักษาในการหารือแนวทางระหว่างแพทย์ผู้รักษากับตัวผู้ป่วยเองหรือกับญาติผู้ป่วย (กรณีผู้ป่วยหมดสติ) จึงมีความสำคัญอย่างมากในการวางแผนร่วมกัน
นอกจากการรักษาทางการแพทย์แล้ว การฟื้นฟูสมรรถภาพยังเป็นส่วนสำคัญของการรักษาโรคหลอดเลือดสมอง การฟื้นฟูสมรรถภาพสามารถช่วยปรับปรุงการทำงานของร่างกายและจิตใจที่ได้รับผลกระทบจากอาการหลอดเลือดสมองแตกได้ ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกาย รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ หลีกเลี่ยงอาหารที่ทำให้น้ำตาลหรือไขมันสูง ควบคุมระดับความดันเลือดให้เหมาะสม
การป้องกันหลอดเลือดสมองแตก
วิธีการป้องกันหลอดเลือดสมองแตกเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่เราสามารถดูแลตนเองได้ ก่อนเกิดโรคหลอดเลือดจริงเพราะเมื่อเกิดโรคแล้ว ย่อมมีความเสียหายพิการทุพพลภาพที่กระทบต่อการดำรงชีวิตไม่มากก็น้อย ทั้งนี้วิธีป้องกันโรคหลอดเลือดสามารถทำได้ไม่ยาก หากใส่ใจและรักในสุขภาพร่างกายของตนเอง รวมไปถึงการตรวจเช็กความผิดปกติของร่างกายอย่างสม่ำเสมอ เพราะการรู้ถึงอาการของโรคได้อย่างรวดเร็วก็สามารถรักษา และป้องกันอันตรายร้ายแรงที่อาจเกิดขึ้นได้ วิธีการป้องกันซึ่งสามารถทำตามได้ง่าย ๆ ดังนี้
●ควบคุมความดันเลือด : ความดันเลือดสูงเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญสำหรับโรคหลอดเลือดสมอง การรักษาความดันเลือดให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมสามารถช่วยลดความเสี่ยงหลอดเลือดสมองแตกได้
●ควบคุมระดับคอเลสเตอรอล : คอเลสเตอรอลสูงสามารถนำไปสู่การสะสมของคราบจุลินทรีย์ในหลอดเลือดแดง ซึ่งอาจทำให้เกิดโรคหลอดเลือดสมองตีบตันหรือแตกได้
●เลิกสูบบุหรี่ : การสูบบุหรี่จะทำลายหลอดเลือดและเพิ่มความเสี่ยงของหลอดเลือดสมองแตก การเลิกสูบบุหรี่จึงเป็นสิ่งที่ดี สามารถทำได้เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดโรค
●ออกกำลังกายเป็นประจำ : การออกกำลังกายเป็นประจำช่วยให้หัวใจแข็งแรงและลดความดันเลือด การออกกำลังกายอย่างน้อย 30 นาทีต่อวัน สามารถช่วยลดความเสี่ยงการเกิดหลอดเลือดสมองแตกได้
●รับประทานอาหารเพื่อสุขภาพ : อาหารเพื่อสุขภาพที่ช่วยบำรุงหัวใจและหลอดเลือดประกอบด้วยผลไม้ ผัก ธัญพืชไม่ขัดสี และโปรตีนไม่ติดมัน อาหารประเภทนี้สามารถช่วยลดความดันเลือดและระดับคอเลสเตอรอล
●จำกัดการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ : การดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์มากเกินไปอาจเพิ่มความดันเลือดและความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดสมอง จนนำไปสู่การเกิดหลอดเลือดสมองแตก ดังนั้นการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ลดน้อยลงสามารถช่วยลดความเสี่ยงได้
●จัดการความเครียด : ความเครียดอาจเพิ่มความดันเลือดและความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดสมองแตก การจัดการความเครียดให้อยู่ในสภาวะปกติอย่างมีสุขภาพจิตที่ดีสามารถช่วยลดความเสี่ยงได้เช่นกัน
สิ่งสำคัญที่สุดของการป้องกันหลอดเลือดสมองแตก คือการประเมินความเสี่ยงของสุขภาพร่างกาย แต่หากเกิดอาการของโรคขึ้นแล้วสามารถทำได้ด้วยการรักษาตามอาการเพื่อหลีกเลี่ยงอันตรายที่อาจส่งผลต่อร่างกายที่หนักขึ้น หรืออาจเสี่ยงถึงแก่ชีวิต การหมั่นตรวจสุขภาพประจำปีจึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่คนในยุคสมัยนี้ควรตระหนักให้มากขึ้น
ที่มาข้อมูล
1. Chung Shan Medical University Hospital
2. rama.mahidol.ac.th