ภรรยาบริจาคไตช่วยสามี รพ.ไทจงใช้หุ่นยนต์ดาวินชี ฟื้นไว กลับบ้าน 2 วัน ซาบซึ้งและสะท้อนการแพทย์ไต้หวันก้าวหน้า
ไต้หวันมีผู้ป่วยที่ต้องฟอกไตราว 97,000 คน โดยไตเป็นอวัยวะที่มีความต้องการปลูกถ่ายสูงและมีระยะเวลารอคอยนานที่สุด ปัจจุบันยังมีผู้ป่วยเกือบ 9,000 คนรอรับการบริจาคไตจากผู้เสียสละ ขณะที่ทีมแพทย์แผนกระบบทางเดินปัสสาวะ โรงพยาบาลทหารผ่านศึกไทจง (Taichung Veterans General Hospital) ได้ริเริ่มเทคนิค “ผ่าตัดนำไตจากผู้บริจาคที่มีชีวิตด้วยหุ่นยนต์ดาวินชีแบบแผลเดียว” โดยไม่ต้องเปิดช่องท้อง ช่วยลดระยะเวลาพักฟื้นและลดความเจ็บปวดหลังผ่าตัดของผู้บริจาคลงอย่างมาก ถือเป็นความก้าวหน้าสำคัญของการผ่าตัดบริจาคอวัยวะแบบแผลเล็ก และได้รับความสนใจในระดับนานาชาติ
คู่รักไม่อยากเห็นอีกฝ่ายต้องทนทุกข์ ภรรยาจึงตัดสินใจบริจาคไตช่วยสามี
ชายแซ่ไล่ วัย 42 ปี ป่วยเป็นโรคลูปัส(โรค SLE)มานานหลายปี และในปี 2009 เกิดภาวะไตอักเสบจากโรคลูปัสจนไตวาย ต้องฟอกไต ต่อมาในปี 2012 ได้รับการปลูกถ่ายไตจากผู้บริจาค แต่ในเดือนธันวาคม 2024 เกิดภาวะต่อต้านไตที่ปลูกถ่ายแบบเรื้อรัง จึงต้องกลับมาฟอกไตอีกครั้ง
ขณะที่ภรรยาวัย 36 ปีไม่อยากเห็นสามีต้องทนทุกข์ อีกทั้งลูกยังเล็ก จึงตัดสินใจบริจาคไตให้สามี ทั้งคู่เข้ารับการปลูกถ่ายไตจากผู้บริจาคที่มีชีวิตแม้มีกรุ๊ปเลือดต่างกันในเดือนเมษายนปีนี้ โดยแพทย์ใช้หุ่นยนต์ดาวินชีแบบแผลเดียว นำไตขวาของภรรยาออกโดยไม่ผ่านช่องท้อง ก่อนนำไปปลูกถ่ายบริเวณอุ้งเชิงกรานด้านซ้ายของสามี
ผลการรักษาเป็นที่น่าพอใจ ภรรยาออกจากโรงพยาบาลได้เพียง 2 วันหลังผ่าตัด ขณะที่สามีออกจากโรงพยาบาลภายใน 7 วัน ปัจจุบันทั้งคู่ใช้ชีวิตได้ตามปกติ และการทำงานของไตที่ปลูกถ่ายในฝ่ายสามีเป็นปกติ
สามีเคยกังวลสุขภาพภรรยา ใช้เวลาหารือกันนานเกือบ 2 ปี
ชายแซ่ไล่เผยว่า ทั้งคู่พูดคุยเรื่องการบริจาคไตมานาน โดยช่วงแรกเขาไม่เห็นด้วย เพราะรู้ดีว่าการฟอกไตสร้างความเจ็บปวดและความทรมานมากเพียงใด จึงไม่อยากให้ภรรยาต้องเสี่ยงเผชิญกับปัญหาสุขภาพในอนาคต
ทั้งคู่หารือกันประมาณ 1 ปี โดยภรรยาตั้งใจจะบริจาคไต แต่ในช่วงแรกเพียงค้นหาข้อมูลทางอินเทอร์เน็ตและยังไม่ได้ปรึกษาแพทย์ จนกระทั่งเธอยืนยันว่าต้องการพูดคุยกับแพทย์ ทั้งคู่จึงใช้เวลาอีกกว่าครึ่งปีกว่าจะเข้ารับคำปรึกษาอย่างจริงจัง
แพทย์อธิบายว่า การตัดไตออกหนึ่งข้างในผู้บริจาคที่ผ่านการประเมินสุขภาพอย่างเหมาะสม โดยทั่วไปไม่ทำให้เกิดผลกระทบหรือทำให้ต้องฟอกไตในอนาคต และหลังตรวจจับคู่แล้วพบว่าสามารถปลูกถ่ายได้โดยมีความเสี่ยงที่ยอมรับได้ ทั้งคู่จึงตัดสินใจเข้ารับการผ่าตัด ชายแซ่ไล่กล่าวว่า การเสียสละของภรรยาทำให้เขารู้สึกซาบซึ้งอย่างมาก แต่ตลอดกระบวนการก็ยังอดเป็นห่วงสุขภาพของเธอไม่ได้
ผู้บริจาคฟื้นตัวดีหลังผ่าตัด สามารถใช้ชีวิตและดูแลตัวเองได้ตามปกติ
ภรรยาของนายไล่กล่าวว่า ไม่เคยลังเลหรือสงสัยกับการตัดสินใจบริจาคไตให้สามี สำหรับการฟื้นตัวหลังผ่าตัด เธอเผยว่าแทบไม่มีปัญหาอะไร แม้จะมีอาการเจ็บในช่วงแรก แต่เมื่อรับประทานยาแก้ปวดก็สามารถควบคุมอาการได้ และไม่ได้เจ็บจนทนไม่ไหว โดยประมาณวันที่ 2 พยาบาลก็ให้ลุกจากเตียงและเดิน แม้ยังรู้สึกเจ็บอยู่บ้าง แต่หลังออกจากโรงพยาบาลในวันที่ 3 เธอก็สามารถเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ ขับรถกลับบ้านเอง และยังสามารถดูแลลูกได้ ขณะที่แผลผ่าตัดฟื้นตัวได้ดีมาก
ปลูกถ่ายไตจากผู้บริจาคที่มีชีวิต รอคอยสั้นกว่าและอัตราอยู่รอดของไตสูงกว่า
พญ.หูหรูจวน(胡如娟) จากแผนกระบบทางเดินปัสสาวะ โรงพยาบาลทหารผ่านศึกไทจง กล่าวว่า ข้อมูลจากศูนย์รับลงทะเบียนการบริจาคและปลูกถ่ายอวัยวะของไต้หวันระบุว่า ปัจจุบันยังมีผู้ป่วยเกือบ 9,000 คนรอรับการปลูกถ่ายไตจากผู้บริจาค ขณะที่การปลูกถ่ายไตจากผู้บริจาคที่มีชีวิตมีระยะเวลารอคอยสั้นกว่า และไตที่ปลูกถ่ายมีอัตราการอยู่รอดสูงกว่า
กระทรวงสาธารณสุขและสวัสดิการไต้หวันเปิดโอกาสให้ญาติที่มีความสัมพันธ์ทางสายเลือดหรือเครือญาติไม่เกิน 5 ชั้น สามารถบริจาคไตให้ผู้ป่วยได้ โดยต้องผ่านการตรวจจับคู่และประเมินความเหมาะสมก่อนจึงจะเข้ารับการผ่าตัดได้ โรงพยาบาลทหารผ่านศึกไทจงมีการปลูกถ่ายไตจากผู้บริจาคที่มีชีวิตประมาณ 20–30 รายต่อปี ติดอันดับ 3 ของประเทศ และมีอัตราการรอดชีวิต 5 ปีอยู่ที่ 91% โดยมากกว่าครึ่งหนึ่งของผู้บริจาคและผู้รับไตเป็นคู่สามีภรรยา
การผ่าตัดแบบเดิมอาจกระทบลำไส้และทำให้ไม่สบายหลังผ่าตัด
พญ.หู อธิบายว่า ในอดีตการปลูกถ่ายไตส่วนใหญ่เป็นการรับบริจาคจากผู้เสียชีวิต จึงให้ความสำคัญกับการผ่าตัดของผู้รับและอัตราการอยู่รอดของอวัยวะเป็นหลัก แต่เมื่อการปลูกถ่ายอวัยวะจากผู้บริจาคที่มีชีวิตเพิ่มขึ้น คุณภาพและความปลอดภัยในการผ่าตัดของผู้บริจาคที่มีสุขภาพดีก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน
การผ่าตัดนำไตออกด้วยวิธีส่องกล้องแบบเดิมต้องเจาะช่องท้อง 4–6 จุด โดยหนึ่งในแผลอยู่ใกล้บริเวณใต้ชายโครง ทำให้ผู้บริจาคมีอาการเจ็บทุกครั้งที่หายใจ แม้จะเปลี่ยนมาใช้แขนกลดาวินชีแบบหลายรูเพื่อช่วยลดความเจ็บปวด แต่การผ่าตัดยังจำเป็นต้องเติมก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เข้าไปในช่องท้องเพื่อสร้างพื้นที่ในการผ่าตัด ซึ่งอาจกระตุ้นลำไส้และทำให้เกิดภาวะลำไส้หยุดทำงาน ท้องอืด หรืออาเจียน จนผู้บริจาคต้องงดอาหารเป็นเวลาหลายวัน
“ดาวินชีแบบแผลเดียว” ลดวันนอนโรงพยาบาลและเร่งการฟื้นตัว
ตั้งแต่ปีที่ผ่านมา ทีมแผนกระบบทางเดินปัสสาวะ โรงพยาบาลทหารผ่านศึกไทจง ประสบความสำเร็จในการผ่าตัดนำไตออกจากผู้บริจาคที่มีชีวิตด้วยแขนกลดาวินชีแบบแผลเดียวแล้ว 13 ราย โดยเปิดแผลบริเวณท้องน้อยเพียงจุดเดียว ขนาดประมาณ 5–6 เซนติเมตร ก็สามารถนำไตออกได้
เทคนิคนี้ใช้วิธีเข้าผ่าตัดผ่าน ช่องหลังเยื่อบุช่องท้อง (retroperitoneal approach) ทำให้ไม่ต้องเข้าไปในช่องท้องและไม่กระตุ้นระบบทางเดินอาหาร ผู้บริจาคจึงสามารถรับประทานอาหารได้ตั้งแต่วันผ่าตัด ระยะเวลานอนโรงพยาบาลโดยเฉลี่ยลดจาก 5–7 วัน เหลือเพียง 4 วัน ใช้เวลาผ่าตัดเฉลี่ยไม่ถึง 2 ชั่วโมงครึ่ง และมีการเสียเลือดเพียงเล็กน้อย
เทคนิคดังกล่าวริเริ่มโดยโรงพยาบาลทหารผ่านศึกไทจง และได้รับการนำเสนอในงานประชุมประจำปีของสมาคมระบบทางเดินปัสสาวะแห่งยุโรป ซึ่งจัดขึ้นที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ในปี 2026 ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของการพัฒนาการผ่าตัดแบบแผลเล็กสำหรับผู้บริจาคอวัยวะที่มีชีวิต
เจ็บน้อยลง ลดภาระการดูแลทั้งผู้บริจาคและครอบครัว
นพ.หลี่เจี้ยนอี๋(李建儀) ผู้อำนวยการแผนกระบบทางเดินปัสสาวะ โรงพยาบาลทหารผ่านศึกไทจง กล่าวว่า สำหรับผู้บริจาค ความสามารถในการควบคุมความเจ็บปวดและความเร็วในการฟื้นตัวถือเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการเลือกวิธีผ่าตัด เทคนิคแบบแผลเดียวช่วยลดการเจาะผ่านกล้ามเนื้อและเส้นประสาทลงอย่างมาก จากผู้บริจาคทั้ง 13 ราย พบว่ามีระดับความเจ็บปวดหลังผ่าตัดต่ำมาก ทำให้ลดการใช้ยาและการฉีดยาแก้ปวดลงอย่างชัดเจน อีกทั้งยังสามารถลุกขึ้นเดินได้เร็วขึ้น ส่งผลให้ภาระในการดูแลทั้งผู้บริจาคและครอบครัวลดลงอย่างมาก
