1. กระทรวงแรงงานไต้หวันเตือนนายจ้าง "ไม่จ่ายค่าล่วงเวลา" ผิดกฎหมายอันดับ 1 พร้อมเปิดระบบคำนวณออนไลน์ช่วยลูกจ้าง
กระทรวงแรงงานไต้หวันเปิดเผยสถิติการลงโทษตามกฎหมายมาตรฐานแรงงานในรอบ 3 ปีที่ผ่านมา พบว่าการกระทำผิดของนายจ้างส่วนใหญ่ยังคงวนเวียนอยู่กับปัญหาเดิม ๆ คือเรื่องค่าจ้าง ชั่วโมงทำงาน และวันหยุด โดยเฉพาะกรณี "ไม่จ่ายค่าทำงานล่วงเวลาตามที่กฎหมายกำหนด" ที่ครองอันดับ 1 มาโดยตลอด ด้วยจำนวนคดีที่ถูกลงโทษสูงถึง 6,350 คดี ส่วนกรณี "ไม่จัดวันหยุดพักผ่อนพิเศษให้ลูกจ้างตามสิทธิ" ก็ติดอันดับ 4 เช่นกัน ด้วยจำนวน 2,000 คดี

สถิติกระทรวงแรงงานพบว่า ในรอบ 3 ปีที่ผ่านมา การฝ่าฝืนกฎหมายมาตรฐานแรงงานของนายจ้างส่วนใหญ่ยังคงวนเวียนอยู่กับปัญหาเดิม ๆ ได้แก่เรื่องค่าจ้าง ชั่วโมงทำงาน และวันหยุด
ด้วยเหตุนี้ กระทรวงแรงงานจึงออกมาเตือนสถานประกอบการให้ปฏิบัติตามกฎหมายแรงงานอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันไม่ให้ต้องเผชิญบทลงโทษจากการฝ่าฝืน พร้อมแนะนำให้ลูกจ้างใช้ประโยชน์จาก "ระบบคำนวณค่าล่วงเวลา" และ "ระบบคำนวณวันหยุดพักผ่อนพิเศษ" แบบออนไลน์ที่ทางกระทรวงจัดทำขึ้น เพื่อช่วยตรวจสอบสิทธิของตนเองและปกป้องผลประโยชน์ที่พึงได้รับ
เปิดตัวคลิปสอนใช้งาน เข้าใจง่ายภายใน 1 นาที
จากการตรวจสอบคดีที่มีการลงโทษตลอด 3 ปีที่ผ่านมา กระทรวงแรงงานพบว่าการฝ่าฝืนที่พบบ่อยที่สุดยังคงเป็นเรื่องการไม่จ่ายค่าล่วงเวลาตามกฎหมาย ไม่จ่ายค่าจ้างในวันหยุด จ่ายค่าจ้างไม่ครบถ้วน รวมถึงการฝ่าฝืนข้อกำหนดเกี่ยวกับชั่วโมงทำงานล่วงเวลาและวันหยุดประจำสัปดาห์ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าสถานประกอบการจำนวนไม่น้อยยังต้องปรับปรุงระบบบริหารจัดการด้านค่าจ้างและเวลาทำงานให้รัดกุมยิ่งขึ้น

จากข้อมูลในระบบค้นหาสถานประกอบการที่ฝ่าฝืนกฎหมายแรงงาน สามารถสรุปการกระทำผิด 5 อันดับแรกได้ดังนี้
1. ให้ทำงานล่วงเวลาเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด (มาตรา 32 วรรค 2) จำนวน 3,310 คดี
2. บันทึกการลงเวลาทำงานไม่ถูกต้องแม่นยำ (มาตรา 30 วรรค 6) จำนวน 3,013 คดี
3. ไม่จัดวันหยุด 2 วันต่อสัปดาห์ตามที่กฎหมายกำหนด (มาตรา 36 วรรค 1) จำนวน 2,444 คดี
4. ไม่จัดวันหยุดพักผ่อนประจำปีตามสิทธิ (มาตรา 38) จำนวน 2,000 คดี
5. ให้เวลาพักผ่อนระหว่างการเปลี่ยนกะไม่เพียงพอ (มาตรา 34) จำนวน 491 คดี

ส่วนการกระทำผิดเกี่ยวกับค่าจ้าง 5 อันดับแรก ได้แก่
1. ไม่จ่ายค่าล่วงเวลาตามกฎหมาย (มาตรา 24) จำนวน 6,350 คดี
2. จ่ายค่าจ้างไม่เต็มจำนวน (มาตรา 22 วรรค 2) จำนวน 3,808 คดี
3. ไม่จ่ายค่าจ้างในวันหยุดตามกฎหมาย (มาตรา 39) จำนวน 2,101 คดี
4. ไม่ส่งสลิปเงินเดือนหรือไม่มีรายการการจ่ายหรือหักค่าจ้าง (มาตรา 23) จำนวน 1,735 คดี
5. ไม่จ่ายเงินชดเชยกรณีใช้สิทธิวันหยุดพักผ่อนประจำปีไม่หมด (มาตรา 38 วรรค 4) จำนวน 771 คดี

เพื่อให้ทั้งนายจ้างและลูกจ้างเข้าใจกฎหมายและคำนวณสิทธิของตนได้อย่างถูกต้อง กระทรวงแรงงานได้จัดทำคลิปวิดีโอสอนการใช้งานแบบเข้าใจง่าย ความยาวประมาณ 1 นาที จำนวน 2 คลิป เพื่อแนะนำวิธีใช้ "ระบบคำนวณค่าล่วงเวลา" และ "ระบบคำนวณวันหยุดพักผ่อนพิเศษ" อย่างไรก็ตาม น่าเสียดายที่คลิปดังกล่าวมีเฉพาะภาษาจีนเท่านั้น ที่เว็บ https://calcr2.mol.gov.tw/
กระทรวงแรงงานอธิบายเพิ่มเติมว่า กฎหมายมาตรฐานแรงงานกำหนดวิธีคำนวณค่าล่วงเวลาแตกต่างกันไปตามลักษณะของวันที่ทำงาน ไม่ว่าจะเป็นวันทำงานปกติ วันหยุดพักผ่อน หรือวันหยุดตามกฎหมาย โดยผู้ใช้งานเพียงกรอกข้อมูลค่าจ้างและจำนวนชั่วโมงทำงานล่วงเวลาลงในระบบ ก็จะทราบยอดเงินค่าล่วงเวลาที่พึงได้รับอย่างรวดเร็ว พร้อมแสดงผลแยกตามแต่ละสถานการณ์ให้ตรวจสอบได้อย่างชัดเจน

ระบบคำนวณวันหยุดพักผ่อนพิเศษ รองรับหลากหลายรูปแบบการนับปี
ตามมาตรา 38 ของกฎหมายมาตรฐานแรงงาน ลูกจ้างที่ทำงานกับนายจ้างรายเดียวกันครบตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด จะมีสิทธิได้รับวันหยุดพักผ่อนพิเศษ เช่น ทำงานครบ 6 เดือน มีสิทธิหยุด 3 วัน และเมื่อครบ 1 ปี มีสิทธิหยุด 7 วัน จากนั้นจำนวนวันหยุดจะเพิ่มขึ้นตามอายุงานเรื่อย ๆ จนสูงสุดไม่เกิน 30 วัน
สำหรับระบบคำนวณจำนวนวันหยุดพักผ่อนพิเศษนั้น รองรับการคำนวณตามรูปแบบการนับปีที่หลากหลาย ทั้งระบบครบรอบปี ระบบปีปฏิทิน ระบบปีการศึกษา และระบบปีที่นายจ้างกับลูกจ้างตกลงร่วมกัน ช่วยให้ลูกจ้างสามารถตรวจสอบจำนวนวันหยุดพักผ่อนพิเศษที่ตนพึงมี รวมถึงระยะเวลาที่สามารถใช้สิทธิได้อย่างถูกต้องแม่นยำ

ท้ายที่สุด กระทรวงแรงงานย้ำเตือนสถานประกอบการทุกแห่งว่า การจัดวันหยุดและการจ่ายค่าจ้างในช่วงวันหยุดต้องดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ขณะเดียวกันก็ขอให้ลูกจ้างใช้ประโยชน์จากระบบคำนวณค่าล่วงเวลาและระบบคำนวณวันหยุดพักผ่อนพิเศษของกระทรวงแรงงาน เพื่อตรวจสอบสิทธิของตนเองและป้องกันไม่ให้เสียสิทธิด้านค่าจ้างและวันหยุดที่พึงได้รับ
2. สตม. ไต้หวันทลายแก๊ง "ประกันสังคมผี" หลอกโควตาแรงงานต่างชาติ 97 ราย กวาดรายได้เกือบ 7 ล้านเหรียญ
ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองนครนิวไทเปประสบความสำเร็จในการทลายเครือข่ายนายหน้าจัดหาแรงงานผิดกฎหมาย ซึ่งใช้วิธีตั้ง "บริษัทนอมินี" ปลอมแปลงข้อมูลประกันภัยแรงงาน เพื่อสร้างภาพลวงว่าบริษัทมีพนักงานชาวไต้หวันจำนวนมาก ก่อนนำข้อมูลเท็จนี้ไปยื่นขอโควตาจ้างแรงงานต่างชาติจากกระทรวงแรงงาน จนได้รับอนุมัติไปทั้งสิ้น 97 ราย แล้วนำแรงงานเหล่านั้นไปกระจายให้ทำงานผิดกฎหมายตามพื้นที่ต่างๆ ทั่วไต้หวัน สร้างรายได้มิชอบเกือบ 7 ล้านเหรียญไต้หวัน โดยมีนายเจิง ชายชาวไต้หวัน เป็นหัวหน้าขบวนการ ล่าสุดสำนักงานอัยการนิวไทเปได้สอบสวนเสร็จสิ้นแล้ว และสั่งฟ้องนายเจิงพร้อมพวกรวม 11 ราย ในข้อหาละเมิดกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ปลอมแปลงเอกสารตามประมวลกฎหมายอาญา และความผิดตามกฎหมายการจ้างงาน

ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองนครนิวไทเปทลายเครือข่ายนายหน้าจัดหาแรงงานผิดกฎหมาย ใช้วิธีตั้ง "บริษัทนอมินี" ปลอมแปลงข้อมูลประกันภัยแรงงาน หลอกขอโควตานำเข้าแรงงานต่างชาติถึง 97 คน (ภาพ สตม. ไต้หวัน)
จุดเริ่มต้นคดี: แรงงานเวียดนาม 3 คน นำไปสู่การเปิดโปง "ศูนย์กระจายแรงงานเถื่อน"
เรื่องราวทั้งหมดเริ่มต้นขึ้นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2568 เมื่อตำรวจตรวจคนเข้าเมืองนครนิวไทเปเข้าตรวจสอบโรงงานแห่งหนึ่งในเขตถู่เฉิง และพบแรงงานเวียดนาม 3 คนที่เดินทางเข้าไต้หวันอย่างถูกกฎหมาย แต่กลับไม่ได้ทำงานตรงตามสถานที่ที่ได้รับอนุมัติ จุดผิดสังเกตนี้เองที่ทำให้เจ้าหน้าที่ขยายผลการสอบสวนต่อ จนพบเครือข่าย "ศูนย์กระจายแรงงานเถื่อน" ซึ่งอาศัยบริษัทนอมินีเป็นเครื่องมือหลอกขอโควตาแรงงาน ก่อนนำไปส่งต่อให้ทำงานผิดกฎหมายในที่ต่างๆ
ผลการสอบสวนพบว่า นายเจิงได้แอบเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลของชาวไต้หวันถึง 17 ราย มาใช้เป็นนอมินีสวมสิทธิ์ลงทะเบียนประกันภัยแรงงานมาตั้งแต่เดือนธันวาคม 2559 ทั้งที่บุคคลเหล่านั้นไม่ได้ทำงานอยู่จริง เพียงเพื่อสร้างภาพลวงตาเจ้าหน้าที่ว่าโรงงานมีขนาดใหญ่และมีพนักงานมาก จนสามารถขอโควตาแรงงานต่างชาติได้ถึง 97 ราย พร้อมทั้งใช้กลวิธีต่างๆ เพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบจากหน่วยงานรัฐ

ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองนครนิวไทเปทลายเครือข่ายนายหน้าจัดหาแรงงานผิดกฎหมาย ใช้วิธีตั้ง "บริษัทนอมินี" ปลอมแปลงข้อมูลประกันภัยแรงงาน หลอกขอโควตานำเข้าแรงงานต่างชาติถึง 97 คน (ภาพ สตม. ไต้หวัน)
สำหรับรายได้ผิดกฎหมายของขบวนการนี้มาจาก 2 ทาง คือ
- ค่าหัวคิวนำเข้าแรงงาน: เก็บในอัตรา 70,000 เหรียญไต้หวันต่อคน โดยนายเจิงหักส่วนแบ่งไป 70% ส่วนบริษัทจัดหางานที่ช่วยนำเข้าได้รับ 30%
- ค่านายหน้าจัดหางาน: หากส่งแรงงานไปทำงานตามร้านอาหารหรือโรงงานต่างๆ จะได้ค่านายหน้าอีก 5,000 เหรียญไต้หวันต่อคน
พฤติการณ์เหล่านี้ส่งผลกระทบร้ายแรงต่อระบบระเบียบการจ้างงานและการบริหารจัดการแรงงานต่างชาติของไต้หวันโดยรวม

ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองนครนิวไทเปทลายเครือข่ายนายหน้าจัดหาแรงงานผิดกฎหมาย ใช้วิธีตั้ง "บริษัทนอมินี" ปลอมแปลงข้อมูลประกันภัยแรงงาน หลอกขอโควตานำเข้าแรงงานต่างชาติถึง 97 คน (ภาพ สตม. ไต้หวัน)
ปฏิบัติการบุกจับ: สนธิกำลังกว่า 74 นาย พร้อมหมายค้น 16 ฉบับ
กระทั่งเดือนกันยายน 2568 ภายใต้การอำนวยการของอัยการจากสำนักงานอัยการนิวไทเป เจ้าหน้าที่ได้ระดมกำลังกว่า 74 นาย พร้อมหมายค้น 16 ฉบับ บุกเข้าตรวจค้นเป้าหมายหลายจุดพร้อมกันทั้งบริษัทนอมินีและบ้านพักของนายเจิง สามารถยึดเอกสารและพยานหลักฐานสำคัญได้เป็นจำนวนมาก ระหว่างปฏิบัติการ เจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบรายชื่อพนักงานที่เอาประกันอย่างละเอียด ทำให้นายเจิงและผู้ร่วมขบวนการเห็นว่าหลักฐานมัดตัวแน่นหนาเกินปฏิเสธ จึงยอมให้ความร่วมมือในการสอบสวน
ที่น่าสนใจคือ ระหว่างปฏิบัติการจับกุม หนึ่งในผู้ต้องหาสำคัญพยายามหลบหนีออกนอกประเทศในช่วงเช้ามืด แต่ด้วยการประสานงานล่วงหน้าระหว่างชุดสืบสวนกับเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองประจำสนามบิน ทำให้สามารถสกัดจับผู้ต้องหารายดังกล่าวได้สำเร็จที่สนามบิน ป้องกันไม่ให้ผู้ต้องหาคนสำคัญหลบหนีออกนอกประเทศ
จนถึงเดือนมีนาคม 2569 สำนักงานอัยการนิวไทเปจึงสั่งฟ้องนายเจิงและพวกรวม 11 ราย ในข้อหาละเมิดกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ความผิดฐานแจ้งความเท็จและปลอมแปลงเอกสารตามประมวลกฎหมายอาญา รวมถึงความผิดตามกฎหมายการจ้างงาน

ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองนครนิวไทเปทลายเครือข่ายนายหน้าจัดหาแรงงานผิดกฎหมาย ใช้วิธีตั้ง "บริษัทนอมินี" ปลอมแปลงข้อมูลประกันภัยแรงงาน หลอกขอโควตานำเข้าแรงงานต่างชาติถึง 97 คน (ภาพ สตม. ไต้หวัน)
เผยด้านมืด: สวมสิทธิ์แม้แต่พ่อแม่ตัวเอง และคนตายก็ไม่เว้น
สิ่งที่สร้างความสะเทือนใจให้กับชุดสอบสวนมากที่สุด คือรายละเอียดที่พบจากการตรวจสอบรายชื่อนอมินีทั้ง 17 ราย ซึ่งเผยให้เห็นว่านายเจิงพร้อมทำทุกวิถีทางเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง โดยไม่เว้นแม้แต่ญาติสนิทหรือแม้กระทั่งผู้ที่เสียชีวิตไปแล้ว
เขาได้แอบนำชื่อของพ่อแม่แท้ ๆ ของตนเองไปลงทะเบียนกองทุนประกันภัยแรงงานโดยมิชอบรวมกันมากถึง 26 ครั้ง โดยพ่อแม่ของเขาเพิ่งจะมารู้ความจริงทั้งหมดเมื่อเจ้าหน้าที่ สตม. เดินทางไปสอบถามถึงบ้าน สร้างความช็อกและเสียใจให้กับผู้เป็นพ่อแม่อย่างมาก จนทำได้เพียงร้องไห้และหวังว่าลูกชายจะสำนึกผิดและกลับตัวกลับใจ
นอกจากนี้ ยังพบว่ามีนอมินีบางรายที่ไม่เคยรับรู้มาก่อนเลยว่าข้อมูลส่วนบุคคลของตนถูกนำไปแอบอ้างใช้ และที่น่าตกใจยิ่งกว่านั้นคือ เมื่อนอมินีรายหนึ่งเสียชีวิตลง นายเจิงยังปล่อยเวลาให้ผ่านไปหลายวันก่อนจะยอมแจ้งถอนชื่อออกจากระบบประกันภัยแรงงาน สะท้อนให้เห็นถึงพฤติกรรมที่ไม่เกรงกลัวกฎหมายอย่างชัดเจน

หนึ่งในผู้ต้องหาสำคัญพยายามหลบหนีออกนอกประเทศในช่วงเช้ามืด แต่ถูกเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองประจำสนามบินสะกัดและจับกุม (ภาพ สตม. ไต้หวัน)
คำเตือนจากทางการ: อย่าหวังใช้ช่องโหว่กฎหมาย
สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองนครนิวไทเปออกมาย้ำเตือนว่า นายจ้างที่ต้องการนำเข้าหรือว่าจ้างแรงงานต่างชาติ จะต้องดำเนินการผ่านช่องทางที่ถูกต้องตามกฎหมาย และปฏิบัติตามระบบโควตาที่กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด ไม่ควรเสี่ยงจัดทำข้อมูลการจ้างงานเท็จเพื่อแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ
ทั้งนี้ สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองจะเดินหน้าประสานความร่วมมือกับหน่วยงานด้านความมั่นคงและแรงงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อปราบปรามขบวนการผิดกฎหมายตั้งแต่ต้นทาง พร้อมขยายผลไปถึงนายหน้าที่อยู่เบื้องหลัง เพื่อรื้อถอนเครือข่ายจัดหาแรงงานผิดกฎหมายให้หมดสิ้นไป ทั้งหมดนี้ก็เพื่อปกป้องสิทธิในการทำงานของประชาชนชาวไต้หวัน ควบคู่ไปกับการคุ้มครองแรงงานต่างชาติที่เดินทางเข้ามาทำงานอย่างถูกต้องตามกฎหมาย
3. แรงงานหญิงเวียดนามรับจ้างเป็นม้ากดเงินแก๊งคอลเซ็นเตอร์ก่อนกลับบ้าน ซ้ำจัดหาคนมารับช่วงต่อ ศาลสั่งจำคุกข้อหา 19 กระทง รวมกว่า 30 ปี
แรงงานหญิงชาวเวียดนามรายหนึ่งเข้าร่วมขบวนการฉ้อโกง รับหน้าที่เป็น “ม้ากดเอทีเอ็ม” ให้แก๊งมิจฉาชีพ ก่อนเดินทางกลับประเทศยังหาคนชาติเดียวกันมารับช่วงต่อ เพื่อให้ขบวนการสามารถดำเนินงานต่อไปได้ โดยร่วมหลอกผู้เสียหาย 19 ราย สูญเงินรวม 894,570 เหรียญไต้หวัน ศาลท้องถิ่นจางฮั่วพิพากษาความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงทรัพย์โดยบุคคลตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป รวม 19 กระทง ลงโทษจำคุกกระทงละ 1 ปี 1 เดือนถึง 1 ปี 8 เดือน ทั้งนี้ คดีสามารถยื่นอุทธรณ์ได้

คำพิพากษาระบุว่า ก่อนเดินทางกลับเวียดนามในเดือนกรกฎาคมปีที่ผ่านมา นางสาวบุ่ย แรงงานหญิงชาวเวียดนาม ได้เข้าร่วมแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ก่อตั้งโดยบุคคลหลายราย ซึ่งใช้ชื่อแฝงบนเฟซบุ๊กว่า “Dong Thai” และชื่อแฝงในแอปพลิเคชัน Telegram ว่า “第一”และ “18cm” โดยไม่ทราบชื่อจริงและข้อมูลส่วนบุคคลที่แน่ชัดของสมาชิกกลุ่ม ทั้งนี้ ได้รับค่าจ้างวันละ 3,000 เหรียญไต้หวัน
แก๊งมิจฉาชีพกลุ่มนี้ ใช้วิธีหลอกเหยื่อทั้งชายและหญิง โดยหลอกผู้เสียหายชายว่า สามารถนัดเดตหรือมีเพศสัมพันธ์กันได้ โดยต้องโอนเงินเป็นค่าบริการหรือค่าสมาชิกก่อน ทำให้เหยื่อหลงเชื่อและโอนเงินตั้งแต่ 5,000 ถึง 280,000 เหรียญไต้หวัน ส่วนผู้เสียหายหญิงถูกหลอกให้ลงทุนโดยอ้างว่าจะได้รับผลตอบแทนสูง หรือหลอกว่าการสั่งซื้อสินค้ารวมกลุ่มสามารถสร้างกำไรหรือส่วนต่างได้ ก่อนโน้มน้าวให้โอนเงินตั้งแต่ 13,900 ถึง 100,000 เหรียญไต้หวัน
นางสาวบุ่ยรับคำสั่งจากผู้ใช้นามแฝง "Dong Thai" ให้ไปรับบัตรเอทีเอ็มบัญชีม้าตามจุดนัดหมาย และเดินสายกดเงินสดจากตู้เอทีเอ็มของการไปรษณีย์และร้านสะดวกซื้อในเขตเหอเหมย นครเกาสง รวมทั้งสิ้น 36 ครั้ง ได้เงินรวม 894,570 เหรียญไต้หวัน โดยหักค่าจ้างของตนเองวันละ 3,000 เหรียญไต้หวัน ส่วนที่เหลือส่งมอบให้แก่หัวหน้าสายตามคำสั่ง

ก่อนเดินทางกลับเวียดนาม นางสาวบุ่ยยังติดต่อแรงงานหญิงชาวเวียดนามซึ่งมีนามสกุลเดียวกันให้มารับช่วงต่อจากตน เพื่อให้ขบวนการฉ้อโกงสามารถดำเนินต่อไปได้ โดยแรงงานหญิงคนดังกล่าวซึ่งคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาแยกต่างหากของศาลท้องถิ่นจางฮั่ว ได้รับคำสั่งจาก “18cm” และสมาชิกแก๊งให้ร่วมหลอกผู้เสียหายอีก 4 ราย
แรงงานหญิงที่รับช่วงต่อให้การว่า “ตอนนั้นนางสาวบุ่ยกำลังจะกลับเวียดนามเพื่อพักผ่อน จึงมาขอให้ช่วยทำงานแทน โดยอ้างว่าเป็นเพียงการตระเวนกดเงินที่ได้จากการชนะพนันเท่านั้น"

ศาลท้องถิ่นจางฮั่วพิเคราะห์แล้วเห็นว่า จำเลยไม่เพียงมีส่วนร่วมในการถอนเงินจากบัญชีของเหยื่อ แต่ยังเป็นผู้จัดหาคนชาติเดียวกันมารับช่วงต่อก่อนเดินทางกลับประเทศ ซึ่งเป็นการช่วยให้แก๊งฉ้อโกงสามารถดำเนินกิจกรรมต่อเนื่องได้ ศาลจึงพิจารณาประกอบกับระดับความเสียหายที่เกิดขึ้นกับผู้เสียหาย บทบาทและการแบ่งหน้าที่ภายในขบวนการ ตลอดจนแรงจูงใจ วัตถุประสงค์ วิธีการก่อเหตุ ประวัติความประพฤติ ระดับการศึกษา สภาพครอบครัวและฐานะทางเศรษฐกิจของจำเลย รวมถึงความคิดเห็นของผู้เสียหาย ก่อนมีคำพิพากษาลงโทษจำเลยรวม 19 กระทง ตามอัตราโทษที่ระบุในคำพิพากษา

ข้อควรระวังสำหรับแรงงานไทยในไต้หวัน: การรับจ้างถอนเงินหรือรับเงินแทนผู้อื่น แม้อ้างว่าเป็นเพียง “งานพิเศษ” หรือไม่ทราบว่าเงินมาจากการหลอกลวง ก็อาจมีความเสี่ยงอย่างมากต่อการถูกดำเนินคดี หากเกี่ยวข้องกับบัญชีธนาคาร บัตรเอทีเอ็ม หรือเงินที่ได้จากการฉ้อโกง โดยเฉพาะการชักชวนให้รับเงิน ถอนเงิน หรือส่งต่อเงินแทนผู้อื่น ควรปฏิเสธและตรวจสอบที่มาของงานให้ชัดเจนก่อนทุกครั้ง
4. ระทึกเดือนผี! 9 แรงงานต่างชาติชวนตกปลา ฝนถล่มน้ำป่าไหลหลากซัดสะพานขาดติดเกาะกลางน้ำ เจ้าหน้าที่ระดมกำลังช่วยปลอดภัยทั้งหมด
ในช่วงเดือนผีหรือเดือนเจ็ดตามปฏิทินจีน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ประชาชนควรเพิ่มความระมัดระวังในการดำเนินชีวิตเป็นพิเศษนั้น ได้เกิดเหตุการณ์ระทึกขวัญขึ้นในพื้นที่เขตต้าตู้ นครไทจง เมื่อแรงงานต่างชาติจำนวน 9 คน แบ่งเป็นชาย 7 คน และหญิง 2 คน ได้ชักชวนกันเดินทางไปตกปลาบริเวณสันดอนกลางแม่น้ำอูซี ใกล้กับสถานีสูบน้ำต้าตู้ ทว่าระหว่างนั้นได้เกิดฝนตกหนักอย่างฉับพลันในช่วงบ่าย ส่งผลให้ระดับน้ำในลำธารเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว กระแสน้ำที่ไหลเชี่ยวกรากได้พัดสะพานชั่วคราว ซึ่งเป็นเส้นทางเดียวที่ใช้สัญจรกลับฝั่งจนขาดสะบั้น เป็นเหตุให้ทั้ง 9 คนติดอยู่บนสันดอนกลางน้ำ ไม่สามารถเดินทางกลับฝั่งได้

9 แรงงานต่างชาติชวนกันไปตกปลา ฝนถล่มน้ำป่าไหลหลากซัดสะพานขาดติดเกาะกลางน้ำ เจ้าหน้าที่ระดมกำลังช่วยปลอดภัยทั้งหมด (ภาพจากหน่วยกู้ภัยไทจง)
เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 15.00 น. ของวันที่ 16 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยแรงงานต่างชาติทั้ง 9 คน ประกอบด้วยแรงงานสัญชาติฟิลิปปินส์ 7 คน และเวียดนาม 2 คน ได้เดินทางไปตกปลาบริเวณแม่น้ำอูซี ใกล้สถานีสูบน้ำในเขตต้าตู้ ในช่วงแรกสภาพอากาศยังคงแจ่มใสเป็นปกติ ทั้งหมดจึงชักชวนกันไปตกปลาตามปกติ แต่เมื่อเข้าสู่ช่วงเย็นกลับเกิดฝนตกหนัก ทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และกระแสน้ำที่ไหลแรงพัดสะพานชั่วคราวที่ใช้สัญจรจนขาด เส้นทางกลับฝั่งจึงถูกตัดขาดโดยสิ้นเชิง ต่อมาชาวไต้หวันที่สัญจรผ่านบริเวณดังกล่าวสังเกตเห็นว่ามีผู้คนติดอยู่บนสันดอน จึงรีบแจ้งเหตุขอความช่วยเหลือในทันที

9 แรงงานต่างชาติชวนกันไปตกปลา ฝนถล่มน้ำป่าไหลหลากซัดสะพานขาดติดเกาะกลางน้ำ เจ้าหน้าที่ระดมกำลังช่วยปลอดภัยทั้งหมด (ภาพจากหน่วยกู้ภัยไทจง)
เมื่อเวลา 18.53 น. หน่วยดับเพลิงนครไทจงได้รับแจ้งเหตุ จึงระดมกำลังเจ้าหน้าที่จากหน่วยดับเพลิงเขตต้าตู้และเขตหลงจิ่ง รวมเจ้าหน้าที่ดับเพลิงและกู้ภัยทั้งสิ้น 13 นาย พร้อมรถปฏิบัติการ 8 คัน และเรือกู้ภัย 2 ลำ เดินทางไปยังจุดเกิดเหตุโดยทันที
แม้ผู้ประสบเหตุทั้ง 9 คนจะอยู่ในบริเวณที่ค่อนข้างปลอดภัย แต่ด้วยกระแสน้ำในขณะนั้นไหลเชี่ยวกรากรุนแรง จึงไม่สามารถใช้เส้นทางเดิมเดินทางกลับฝั่งได้ เจ้าหน้าที่ตัดสินใจนำเรือยางติดเครื่องยนต์ลงปฏิบัติงานในพื้นที่ เพื่อข้ามแม่น้ำไปลำเลียงผู้ประสบเหตุออกจากสันดอนทีละกลุ่ม

9 แรงงานต่างชาติชวนกันไปตกปลา ฝนถล่มน้ำป่าไหลหลากซัดสะพานขาดติดเกาะกลางน้ำ เจ้าหน้าที่ระดมกำลังช่วยปลอดภัยทั้งหมด (ภาพจากหน่วยกู้ภัยไทจง)
ภายหลังปฏิบัติการช่วยเหลือดำเนินไปเป็นเวลาประมาณ 1 ชั่วโมง จนกระทั่งเวลา 20.05 น. ของวันเดียวกัน เจ้าหน้าที่สามารถลำเลียงแรงงานทั้ง 9 คน ได้แก่ ชาย 7 คน และหญิง 2 คน ออกจากพื้นที่เกิดเหตุได้อย่างปลอดภัยครบทุกคน โดยแพทย์และเจ้าหน้าที่กู้ภัยได้ทำการตรวจประเมินอาการเบื้องต้น พบว่านอกจากขวัญเสียแล้ว ทุกคนไม่มีบาดแผลหรืออาการบาดเจ็บที่เห็นได้ชัดเจน และไม่มีผู้ใดจำเป็นต้องนำส่งโรงพยาบาลแต่อย่างใด

ภายหลังเสร็จสิ้นภารกิจ เจ้าหน้าที่ได้ส่งตัวแรงงานทั้ง 9 คน ให้ตำรวจในพื้นที่ดำเนินการตรวจสอบสถานะบุคคล และสอบสวนรายละเอียดของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อไป
ทั้งนี้ กองดับเพลิงนครไทจงได้ฝากเตือนแรงงานต่างชาติว่า หากเดินทางไปยังพื้นที่ภูเขา หรือบริเวณลำธารและแม่น้ำ แล้วพบว่าสภาพอากาศเริ่มมีการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเกิดฝนตกหนัก ควรรีบเดินทางออกจากพื้นที่โดยทันที และไม่ควรอยู่หรือทำกิจกรรมใด ๆ บริเวณท้องน้ำ เนื่องจากระดับน้ำอาจเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และกระแสน้ำอาจไหลเชี่ยวกรากรุนแรงจนก่อให้เกิดอันตรายถึงชีวิตได้
