Skip to the main content block
::: หน้าแรก| แผนผังเว็บไซต์| Podcasts|
|
Language

Formosa Dream Chasers - Programs - RTI Radio Taiwan International-logo

รายการ
| รายการล่าสุด
เลือกรายการ
ผู้จัดรายการ ตารางรายการ
ประเด็น (ข่าว) ยอดนิยม
繁體中文 简体中文 English Français Deutsch Indonesian 日本語 한국어 Русский Español ภาษาไทย Tiếng Việt Tagalog Українська แผนผังเว็บไซต์

ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 21 สิงหาคม 2569

กระทรวงแรงงานเตือนนายจ้าง "ไม่จ่ายค่าล่วงเวลา" ผิดกฎหมายอันดับ 1 พร้อมเปิดระบบคำนวณออนไลน์ช่วยลูกจ้าง
กระทรวงแรงงานเตือนนายจ้าง "ไม่จ่ายค่าล่วงเวลา" ผิดกฎหมายอันดับ 1 พร้อมเปิดระบบคำนวณออนไลน์ช่วยลูกจ้าง

1. กระทรวงแรงงานไต้หวันเตือนนายจ้าง "ไม่จ่ายค่าล่วงเวลา" ผิดกฎหมายอันดับ 1 พร้อมเปิดระบบคำนวณออนไลน์ช่วยลูกจ้าง

      กระทรวงแรงงานไต้หวันเปิดเผยสถิติการลงโทษตามกฎหมายมาตรฐานแรงงานในรอบ 3 ปีที่ผ่านมา พบว่าการกระทำผิดของนายจ้างส่วนใหญ่ยังคงวนเวียนอยู่กับปัญหาเดิม ๆ คือเรื่องค่าจ้าง ชั่วโมงทำงาน และวันหยุด โดยเฉพาะกรณี "ไม่จ่ายค่าทำงานล่วงเวลาตามที่กฎหมายกำหนด" ที่ครองอันดับ 1 มาโดยตลอด ด้วยจำนวนคดีที่ถูกลงโทษสูงถึง 6,350 คดี ส่วนกรณี "ไม่จัดวันหยุดพักผ่อนพิเศษให้ลูกจ้างตามสิทธิ" ก็ติดอันดับ 4 เช่นกัน ด้วยจำนวน 2,000 คดี

สถิติกระทรวงแรงงานพบว่า ในรอบ 3 ปีที่ผ่านมา การฝ่าฝืนกฎหมายมาตรฐานแรงงานของนายจ้างส่วนใหญ่ยังคงวนเวียนอยู่กับปัญหาเดิม ๆ ได้แก่เรื่องค่าจ้าง ชั่วโมงทำงาน และวันหยุด

      ด้วยเหตุนี้ กระทรวงแรงงานจึงออกมาเตือนสถานประกอบการให้ปฏิบัติตามกฎหมายแรงงานอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันไม่ให้ต้องเผชิญบทลงโทษจากการฝ่าฝืน พร้อมแนะนำให้ลูกจ้างใช้ประโยชน์จาก "ระบบคำนวณค่าล่วงเวลา" และ "ระบบคำนวณวันหยุดพักผ่อนพิเศษ" แบบออนไลน์ที่ทางกระทรวงจัดทำขึ้น เพื่อช่วยตรวจสอบสิทธิของตนเองและปกป้องผลประโยชน์ที่พึงได้รับ

เปิดตัวคลิปสอนใช้งาน เข้าใจง่ายภายใน 1 นาที

      จากการตรวจสอบคดีที่มีการลงโทษตลอด 3 ปีที่ผ่านมา กระทรวงแรงงานพบว่าการฝ่าฝืนที่พบบ่อยที่สุดยังคงเป็นเรื่องการไม่จ่ายค่าล่วงเวลาตามกฎหมาย ไม่จ่ายค่าจ้างในวันหยุด จ่ายค่าจ้างไม่ครบถ้วน รวมถึงการฝ่าฝืนข้อกำหนดเกี่ยวกับชั่วโมงทำงานล่วงเวลาและวันหยุดประจำสัปดาห์ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าสถานประกอบการจำนวนไม่น้อยยังต้องปรับปรุงระบบบริหารจัดการด้านค่าจ้างและเวลาทำงานให้รัดกุมยิ่งขึ้น

      จากข้อมูลในระบบค้นหาสถานประกอบการที่ฝ่าฝืนกฎหมายแรงงาน สามารถสรุปการกระทำผิด 5 อันดับแรกได้ดังนี้

      1. ให้ทำงานล่วงเวลาเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด (มาตรา 32 วรรค 2) จำนวน 3,310 คดี

      2. บันทึกการลงเวลาทำงานไม่ถูกต้องแม่นยำ (มาตรา 30 วรรค 6) จำนวน 3,013 คดี

      3. ไม่จัดวันหยุด 2 วันต่อสัปดาห์ตามที่กฎหมายกำหนด (มาตรา 36 วรรค 1) จำนวน 2,444 คดี

      4. ไม่จัดวันหยุดพักผ่อนประจำปีตามสิทธิ (มาตรา 38) จำนวน 2,000 คดี

      5. ให้เวลาพักผ่อนระหว่างการเปลี่ยนกะไม่เพียงพอ (มาตรา 34) จำนวน 491 คดี

ส่วนการกระทำผิดเกี่ยวกับค่าจ้าง 5 อันดับแรก ได้แก่

      1. ไม่จ่ายค่าล่วงเวลาตามกฎหมาย (มาตรา 24) จำนวน 6,350 คดี

      2. จ่ายค่าจ้างไม่เต็มจำนวน (มาตรา 22 วรรค 2) จำนวน 3,808 คดี

      3. ไม่จ่ายค่าจ้างในวันหยุดตามกฎหมาย (มาตรา 39) จำนวน 2,101 คดี

      4. ไม่ส่งสลิปเงินเดือนหรือไม่มีรายการการจ่ายหรือหักค่าจ้าง (มาตรา 23) จำนวน 1,735 คดี

      5. ไม่จ่ายเงินชดเชยกรณีใช้สิทธิวันหยุดพักผ่อนประจำปีไม่หมด (มาตรา 38 วรรค 4) จำนวน 771 คดี

      เพื่อให้ทั้งนายจ้างและลูกจ้างเข้าใจกฎหมายและคำนวณสิทธิของตนได้อย่างถูกต้อง กระทรวงแรงงานได้จัดทำคลิปวิดีโอสอนการใช้งานแบบเข้าใจง่าย ความยาวประมาณ 1 นาที จำนวน 2 คลิป เพื่อแนะนำวิธีใช้ "ระบบคำนวณค่าล่วงเวลา" และ "ระบบคำนวณวันหยุดพักผ่อนพิเศษ" อย่างไรก็ตาม น่าเสียดายที่คลิปดังกล่าวมีเฉพาะภาษาจีนเท่านั้น ที่เว็บ https://calcr2.mol.gov.tw/

      กระทรวงแรงงานอธิบายเพิ่มเติมว่า กฎหมายมาตรฐานแรงงานกำหนดวิธีคำนวณค่าล่วงเวลาแตกต่างกันไปตามลักษณะของวันที่ทำงาน ไม่ว่าจะเป็นวันทำงานปกติ วันหยุดพักผ่อน หรือวันหยุดตามกฎหมาย โดยผู้ใช้งานเพียงกรอกข้อมูลค่าจ้างและจำนวนชั่วโมงทำงานล่วงเวลาลงในระบบ ก็จะทราบยอดเงินค่าล่วงเวลาที่พึงได้รับอย่างรวดเร็ว พร้อมแสดงผลแยกตามแต่ละสถานการณ์ให้ตรวจสอบได้อย่างชัดเจน

ระบบคำนวณวันหยุดพักผ่อนพิเศษ รองรับหลากหลายรูปแบบการนับปี

      ตามมาตรา 38 ของกฎหมายมาตรฐานแรงงาน ลูกจ้างที่ทำงานกับนายจ้างรายเดียวกันครบตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด จะมีสิทธิได้รับวันหยุดพักผ่อนพิเศษ เช่น ทำงานครบ 6 เดือน มีสิทธิหยุด 3 วัน และเมื่อครบ 1 ปี มีสิทธิหยุด 7 วัน จากนั้นจำนวนวันหยุดจะเพิ่มขึ้นตามอายุงานเรื่อย ๆ จนสูงสุดไม่เกิน 30 วัน

      สำหรับระบบคำนวณจำนวนวันหยุดพักผ่อนพิเศษนั้น รองรับการคำนวณตามรูปแบบการนับปีที่หลากหลาย ทั้งระบบครบรอบปี ระบบปีปฏิทิน ระบบปีการศึกษา และระบบปีที่นายจ้างกับลูกจ้างตกลงร่วมกัน ช่วยให้ลูกจ้างสามารถตรวจสอบจำนวนวันหยุดพักผ่อนพิเศษที่ตนพึงมี รวมถึงระยะเวลาที่สามารถใช้สิทธิได้อย่างถูกต้องแม่นยำ

      ท้ายที่สุด กระทรวงแรงงานย้ำเตือนสถานประกอบการทุกแห่งว่า การจัดวันหยุดและการจ่ายค่าจ้างในช่วงวันหยุดต้องดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ขณะเดียวกันก็ขอให้ลูกจ้างใช้ประโยชน์จากระบบคำนวณค่าล่วงเวลาและระบบคำนวณวันหยุดพักผ่อนพิเศษของกระทรวงแรงงาน เพื่อตรวจสอบสิทธิของตนเองและป้องกันไม่ให้เสียสิทธิด้านค่าจ้างและวันหยุดที่พึงได้รับ

2. สตม. ไต้หวันทลายแก๊ง "ประกันสังคมผี" หลอกโควตาแรงงานต่างชาติ 97 ราย กวาดรายได้เกือบ 7 ล้านเหรียญ

      ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองนครนิวไทเปประสบความสำเร็จในการทลายเครือข่ายนายหน้าจัดหาแรงงานผิดกฎหมาย ซึ่งใช้วิธีตั้ง "บริษัทนอมินี" ปลอมแปลงข้อมูลประกันภัยแรงงาน เพื่อสร้างภาพลวงว่าบริษัทมีพนักงานชาวไต้หวันจำนวนมาก ก่อนนำข้อมูลเท็จนี้ไปยื่นขอโควตาจ้างแรงงานต่างชาติจากกระทรวงแรงงาน จนได้รับอนุมัติไปทั้งสิ้น 97 ราย แล้วนำแรงงานเหล่านั้นไปกระจายให้ทำงานผิดกฎหมายตามพื้นที่ต่างๆ ทั่วไต้หวัน สร้างรายได้มิชอบเกือบ 7 ล้านเหรียญไต้หวัน โดยมีนายเจิง ชายชาวไต้หวัน เป็นหัวหน้าขบวนการ ล่าสุดสำนักงานอัยการนิวไทเปได้สอบสวนเสร็จสิ้นแล้ว และสั่งฟ้องนายเจิงพร้อมพวกรวม 11 ราย ในข้อหาละเมิดกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ปลอมแปลงเอกสารตามประมวลกฎหมายอาญา และความผิดตามกฎหมายการจ้างงาน

ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองนครนิวไทเปทลายเครือข่ายนายหน้าจัดหาแรงงานผิดกฎหมาย ใช้วิธีตั้ง "บริษัทนอมินี" ปลอมแปลงข้อมูลประกันภัยแรงงาน หลอกขอโควตานำเข้าแรงงานต่างชาติถึง 97 คน (ภาพ สตม. ไต้หวัน)

จุดเริ่มต้นคดี: แรงงานเวียดนาม 3 คน นำไปสู่การเปิดโปง "ศูนย์กระจายแรงงานเถื่อน"

      เรื่องราวทั้งหมดเริ่มต้นขึ้นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2568 เมื่อตำรวจตรวจคนเข้าเมืองนครนิวไทเปเข้าตรวจสอบโรงงานแห่งหนึ่งในเขตถู่เฉิง และพบแรงงานเวียดนาม 3 คนที่เดินทางเข้าไต้หวันอย่างถูกกฎหมาย แต่กลับไม่ได้ทำงานตรงตามสถานที่ที่ได้รับอนุมัติ จุดผิดสังเกตนี้เองที่ทำให้เจ้าหน้าที่ขยายผลการสอบสวนต่อ จนพบเครือข่าย "ศูนย์กระจายแรงงานเถื่อน" ซึ่งอาศัยบริษัทนอมินีเป็นเครื่องมือหลอกขอโควตาแรงงาน ก่อนนำไปส่งต่อให้ทำงานผิดกฎหมายในที่ต่างๆ

      ผลการสอบสวนพบว่า นายเจิงได้แอบเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลของชาวไต้หวันถึง 17 ราย มาใช้เป็นนอมินีสวมสิทธิ์ลงทะเบียนประกันภัยแรงงานมาตั้งแต่เดือนธันวาคม 2559 ทั้งที่บุคคลเหล่านั้นไม่ได้ทำงานอยู่จริง เพียงเพื่อสร้างภาพลวงตาเจ้าหน้าที่ว่าโรงงานมีขนาดใหญ่และมีพนักงานมาก จนสามารถขอโควตาแรงงานต่างชาติได้ถึง 97 ราย พร้อมทั้งใช้กลวิธีต่างๆ เพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบจากหน่วยงานรัฐ

ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองนครนิวไทเปทลายเครือข่ายนายหน้าจัดหาแรงงานผิดกฎหมาย ใช้วิธีตั้ง "บริษัทนอมินี" ปลอมแปลงข้อมูลประกันภัยแรงงาน หลอกขอโควตานำเข้าแรงงานต่างชาติถึง 97 คน (ภาพ สตม. ไต้หวัน)

สำหรับรายได้ผิดกฎหมายของขบวนการนี้มาจาก 2 ทาง คือ

      - ค่าหัวคิวนำเข้าแรงงาน: เก็บในอัตรา 70,000 เหรียญไต้หวันต่อคน โดยนายเจิงหักส่วนแบ่งไป 70% ส่วนบริษัทจัดหางานที่ช่วยนำเข้าได้รับ 30%

      - ค่านายหน้าจัดหางาน: หากส่งแรงงานไปทำงานตามร้านอาหารหรือโรงงานต่างๆ จะได้ค่านายหน้าอีก 5,000 เหรียญไต้หวันต่อคน

      พฤติการณ์เหล่านี้ส่งผลกระทบร้ายแรงต่อระบบระเบียบการจ้างงานและการบริหารจัดการแรงงานต่างชาติของไต้หวันโดยรวม

ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองนครนิวไทเปทลายเครือข่ายนายหน้าจัดหาแรงงานผิดกฎหมาย ใช้วิธีตั้ง "บริษัทนอมินี" ปลอมแปลงข้อมูลประกันภัยแรงงาน หลอกขอโควตานำเข้าแรงงานต่างชาติถึง 97 คน (ภาพ สตม. ไต้หวัน)

ปฏิบัติการบุกจับ: สนธิกำลังกว่า 74 นาย พร้อมหมายค้น 16 ฉบับ

      กระทั่งเดือนกันยายน 2568 ภายใต้การอำนวยการของอัยการจากสำนักงานอัยการนิวไทเป เจ้าหน้าที่ได้ระดมกำลังกว่า 74 นาย พร้อมหมายค้น 16 ฉบับ บุกเข้าตรวจค้นเป้าหมายหลายจุดพร้อมกันทั้งบริษัทนอมินีและบ้านพักของนายเจิง สามารถยึดเอกสารและพยานหลักฐานสำคัญได้เป็นจำนวนมาก ระหว่างปฏิบัติการ เจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบรายชื่อพนักงานที่เอาประกันอย่างละเอียด ทำให้นายเจิงและผู้ร่วมขบวนการเห็นว่าหลักฐานมัดตัวแน่นหนาเกินปฏิเสธ จึงยอมให้ความร่วมมือในการสอบสวน

      ที่น่าสนใจคือ ระหว่างปฏิบัติการจับกุม หนึ่งในผู้ต้องหาสำคัญพยายามหลบหนีออกนอกประเทศในช่วงเช้ามืด แต่ด้วยการประสานงานล่วงหน้าระหว่างชุดสืบสวนกับเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองประจำสนามบิน ทำให้สามารถสกัดจับผู้ต้องหารายดังกล่าวได้สำเร็จที่สนามบิน ป้องกันไม่ให้ผู้ต้องหาคนสำคัญหลบหนีออกนอกประเทศ

      จนถึงเดือนมีนาคม 2569 สำนักงานอัยการนิวไทเปจึงสั่งฟ้องนายเจิงและพวกรวม 11 ราย ในข้อหาละเมิดกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ความผิดฐานแจ้งความเท็จและปลอมแปลงเอกสารตามประมวลกฎหมายอาญา รวมถึงความผิดตามกฎหมายการจ้างงาน

ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองนครนิวไทเปทลายเครือข่ายนายหน้าจัดหาแรงงานผิดกฎหมาย ใช้วิธีตั้ง "บริษัทนอมินี" ปลอมแปลงข้อมูลประกันภัยแรงงาน หลอกขอโควตานำเข้าแรงงานต่างชาติถึง 97 คน (ภาพ สตม. ไต้หวัน)

เผยด้านมืด: สวมสิทธิ์แม้แต่พ่อแม่ตัวเอง และคนตายก็ไม่เว้น

      สิ่งที่สร้างความสะเทือนใจให้กับชุดสอบสวนมากที่สุด คือรายละเอียดที่พบจากการตรวจสอบรายชื่อนอมินีทั้ง 17 ราย ซึ่งเผยให้เห็นว่านายเจิงพร้อมทำทุกวิถีทางเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง โดยไม่เว้นแม้แต่ญาติสนิทหรือแม้กระทั่งผู้ที่เสียชีวิตไปแล้ว

      เขาได้แอบนำชื่อของพ่อแม่แท้ ๆ ของตนเองไปลงทะเบียนกองทุนประกันภัยแรงงานโดยมิชอบรวมกันมากถึง 26 ครั้ง โดยพ่อแม่ของเขาเพิ่งจะมารู้ความจริงทั้งหมดเมื่อเจ้าหน้าที่ สตม. เดินทางไปสอบถามถึงบ้าน สร้างความช็อกและเสียใจให้กับผู้เป็นพ่อแม่อย่างมาก จนทำได้เพียงร้องไห้และหวังว่าลูกชายจะสำนึกผิดและกลับตัวกลับใจ

      นอกจากนี้ ยังพบว่ามีนอมินีบางรายที่ไม่เคยรับรู้มาก่อนเลยว่าข้อมูลส่วนบุคคลของตนถูกนำไปแอบอ้างใช้ และที่น่าตกใจยิ่งกว่านั้นคือ เมื่อนอมินีรายหนึ่งเสียชีวิตลง นายเจิงยังปล่อยเวลาให้ผ่านไปหลายวันก่อนจะยอมแจ้งถอนชื่อออกจากระบบประกันภัยแรงงาน สะท้อนให้เห็นถึงพฤติกรรมที่ไม่เกรงกลัวกฎหมายอย่างชัดเจน

หนึ่งในผู้ต้องหาสำคัญพยายามหลบหนีออกนอกประเทศในช่วงเช้ามืด แต่ถูกเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองประจำสนามบินสะกัดและจับกุม  (ภาพ สตม. ไต้หวัน)

คำเตือนจากทางการ: อย่าหวังใช้ช่องโหว่กฎหมาย

      สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองนครนิวไทเปออกมาย้ำเตือนว่า นายจ้างที่ต้องการนำเข้าหรือว่าจ้างแรงงานต่างชาติ จะต้องดำเนินการผ่านช่องทางที่ถูกต้องตามกฎหมาย และปฏิบัติตามระบบโควตาที่กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด ไม่ควรเสี่ยงจัดทำข้อมูลการจ้างงานเท็จเพื่อแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ

      ทั้งนี้ สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองจะเดินหน้าประสานความร่วมมือกับหน่วยงานด้านความมั่นคงและแรงงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อปราบปรามขบวนการผิดกฎหมายตั้งแต่ต้นทาง พร้อมขยายผลไปถึงนายหน้าที่อยู่เบื้องหลัง เพื่อรื้อถอนเครือข่ายจัดหาแรงงานผิดกฎหมายให้หมดสิ้นไป ทั้งหมดนี้ก็เพื่อปกป้องสิทธิในการทำงานของประชาชนชาวไต้หวัน ควบคู่ไปกับการคุ้มครองแรงงานต่างชาติที่เดินทางเข้ามาทำงานอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

3. แรงงานหญิงเวียดนามรับจ้างเป็นม้ากดเงินแก๊งคอลเซ็นเตอร์ก่อนกลับบ้าน ซ้ำจัดหาคนมารับช่วงต่อ ศาลสั่งจำคุกข้อหา 19 กระทง รวมกว่า 30 ปี

      แรงงานหญิงชาวเวียดนามรายหนึ่งเข้าร่วมขบวนการฉ้อโกง รับหน้าที่เป็น “ม้ากดเอทีเอ็ม” ให้แก๊งมิจฉาชีพ ก่อนเดินทางกลับประเทศยังหาคนชาติเดียวกันมารับช่วงต่อ เพื่อให้ขบวนการสามารถดำเนินงานต่อไปได้ โดยร่วมหลอกผู้เสียหาย 19 ราย สูญเงินรวม 894,570 เหรียญไต้หวัน ศาลท้องถิ่นจางฮั่วพิพากษาความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงทรัพย์โดยบุคคลตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป รวม 19 กระทง ลงโทษจำคุกกระทงละ 1 ปี 1 เดือนถึง 1 ปี 8 เดือน ทั้งนี้ คดีสามารถยื่นอุทธรณ์ได้

      คำพิพากษาระบุว่า ก่อนเดินทางกลับเวียดนามในเดือนกรกฎาคมปีที่ผ่านมา นางสาวบุ่ย แรงงานหญิงชาวเวียดนาม ได้เข้าร่วมแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ก่อตั้งโดยบุคคลหลายราย ซึ่งใช้ชื่อแฝงบนเฟซบุ๊กว่า “Dong Thai” และชื่อแฝงในแอปพลิเคชัน Telegram ว่า “第一”และ “18cm” โดยไม่ทราบชื่อจริงและข้อมูลส่วนบุคคลที่แน่ชัดของสมาชิกกลุ่ม ทั้งนี้ ได้รับค่าจ้างวันละ 3,000 เหรียญไต้หวัน

      แก๊งมิจฉาชีพกลุ่มนี้ ใช้วิธีหลอกเหยื่อทั้งชายและหญิง โดยหลอกผู้เสียหายชายว่า สามารถนัดเดตหรือมีเพศสัมพันธ์กันได้ โดยต้องโอนเงินเป็นค่าบริการหรือค่าสมาชิกก่อน ทำให้เหยื่อหลงเชื่อและโอนเงินตั้งแต่ 5,000 ถึง 280,000 เหรียญไต้หวัน ส่วนผู้เสียหายหญิงถูกหลอกให้ลงทุนโดยอ้างว่าจะได้รับผลตอบแทนสูง หรือหลอกว่าการสั่งซื้อสินค้ารวมกลุ่มสามารถสร้างกำไรหรือส่วนต่างได้ ก่อนโน้มน้าวให้โอนเงินตั้งแต่ 13,900 ถึง 100,000 เหรียญไต้หวัน

      นางสาวบุ่ยรับคำสั่งจากผู้ใช้นามแฝง "Dong Thai" ให้ไปรับบัตรเอทีเอ็มบัญชีม้าตามจุดนัดหมาย และเดินสายกดเงินสดจากตู้เอทีเอ็มของการไปรษณีย์และร้านสะดวกซื้อในเขตเหอเหมย นครเกาสง รวมทั้งสิ้น 36 ครั้ง ได้เงินรวม 894,570 เหรียญไต้หวัน โดยหักค่าจ้างของตนเองวันละ 3,000 เหรียญไต้หวัน ส่วนที่เหลือส่งมอบให้แก่หัวหน้าสายตามคำสั่ง

      ก่อนเดินทางกลับเวียดนาม นางสาวบุ่ยยังติดต่อแรงงานหญิงชาวเวียดนามซึ่งมีนามสกุลเดียวกันให้มารับช่วงต่อจากตน เพื่อให้ขบวนการฉ้อโกงสามารถดำเนินต่อไปได้ โดยแรงงานหญิงคนดังกล่าวซึ่งคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาแยกต่างหากของศาลท้องถิ่นจางฮั่ว ได้รับคำสั่งจาก “18cm” และสมาชิกแก๊งให้ร่วมหลอกผู้เสียหายอีก 4 ราย

      แรงงานหญิงที่รับช่วงต่อให้การว่า “ตอนนั้นนางสาวบุ่ยกำลังจะกลับเวียดนามเพื่อพักผ่อน จึงมาขอให้ช่วยทำงานแทน โดยอ้างว่าเป็นเพียงการตระเวนกดเงินที่ได้จากการชนะพนันเท่านั้น"

      ศาลท้องถิ่นจางฮั่วพิเคราะห์แล้วเห็นว่า จำเลยไม่เพียงมีส่วนร่วมในการถอนเงินจากบัญชีของเหยื่อ แต่ยังเป็นผู้จัดหาคนชาติเดียวกันมารับช่วงต่อก่อนเดินทางกลับประเทศ ซึ่งเป็นการช่วยให้แก๊งฉ้อโกงสามารถดำเนินกิจกรรมต่อเนื่องได้ ศาลจึงพิจารณาประกอบกับระดับความเสียหายที่เกิดขึ้นกับผู้เสียหาย บทบาทและการแบ่งหน้าที่ภายในขบวนการ ตลอดจนแรงจูงใจ วัตถุประสงค์ วิธีการก่อเหตุ ประวัติความประพฤติ ระดับการศึกษา สภาพครอบครัวและฐานะทางเศรษฐกิจของจำเลย รวมถึงความคิดเห็นของผู้เสียหาย ก่อนมีคำพิพากษาลงโทษจำเลยรวม 19 กระทง ตามอัตราโทษที่ระบุในคำพิพากษา

      ข้อควรระวังสำหรับแรงงานไทยในไต้หวัน: การรับจ้างถอนเงินหรือรับเงินแทนผู้อื่น แม้อ้างว่าเป็นเพียง “งานพิเศษ” หรือไม่ทราบว่าเงินมาจากการหลอกลวง ก็อาจมีความเสี่ยงอย่างมากต่อการถูกดำเนินคดี หากเกี่ยวข้องกับบัญชีธนาคาร บัตรเอทีเอ็ม หรือเงินที่ได้จากการฉ้อโกง โดยเฉพาะการชักชวนให้รับเงิน ถอนเงิน หรือส่งต่อเงินแทนผู้อื่น ควรปฏิเสธและตรวจสอบที่มาของงานให้ชัดเจนก่อนทุกครั้ง

4. ระทึกเดือนผี! 9 แรงงานต่างชาติชวนตกปลา ฝนถล่มน้ำป่าไหลหลากซัดสะพานขาดติดเกาะกลางน้ำ เจ้าหน้าที่ระดมกำลังช่วยปลอดภัยทั้งหมด

      ในช่วงเดือนผีหรือเดือนเจ็ดตามปฏิทินจีน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ประชาชนควรเพิ่มความระมัดระวังในการดำเนินชีวิตเป็นพิเศษนั้น ได้เกิดเหตุการณ์ระทึกขวัญขึ้นในพื้นที่เขตต้าตู้ นครไทจง เมื่อแรงงานต่างชาติจำนวน 9 คน แบ่งเป็นชาย 7 คน และหญิง 2 คน ได้ชักชวนกันเดินทางไปตกปลาบริเวณสันดอนกลางแม่น้ำอูซี ใกล้กับสถานีสูบน้ำต้าตู้ ทว่าระหว่างนั้นได้เกิดฝนตกหนักอย่างฉับพลันในช่วงบ่าย ส่งผลให้ระดับน้ำในลำธารเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว กระแสน้ำที่ไหลเชี่ยวกรากได้พัดสะพานชั่วคราว ซึ่งเป็นเส้นทางเดียวที่ใช้สัญจรกลับฝั่งจนขาดสะบั้น เป็นเหตุให้ทั้ง 9 คนติดอยู่บนสันดอนกลางน้ำ ไม่สามารถเดินทางกลับฝั่งได้

9 แรงงานต่างชาติชวนกันไปตกปลา ฝนถล่มน้ำป่าไหลหลากซัดสะพานขาดติดเกาะกลางน้ำ เจ้าหน้าที่ระดมกำลังช่วยปลอดภัยทั้งหมด (ภาพจากหน่วยกู้ภัยไทจง)

      เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 15.00 น. ของวันที่ 16 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยแรงงานต่างชาติทั้ง 9 คน ประกอบด้วยแรงงานสัญชาติฟิลิปปินส์ 7 คน และเวียดนาม 2 คน ได้เดินทางไปตกปลาบริเวณแม่น้ำอูซี ใกล้สถานีสูบน้ำในเขตต้าตู้ ในช่วงแรกสภาพอากาศยังคงแจ่มใสเป็นปกติ ทั้งหมดจึงชักชวนกันไปตกปลาตามปกติ แต่เมื่อเข้าสู่ช่วงเย็นกลับเกิดฝนตกหนัก ทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และกระแสน้ำที่ไหลแรงพัดสะพานชั่วคราวที่ใช้สัญจรจนขาด เส้นทางกลับฝั่งจึงถูกตัดขาดโดยสิ้นเชิง ต่อมาชาวไต้หวันที่สัญจรผ่านบริเวณดังกล่าวสังเกตเห็นว่ามีผู้คนติดอยู่บนสันดอน จึงรีบแจ้งเหตุขอความช่วยเหลือในทันที

9 แรงงานต่างชาติชวนกันไปตกปลา ฝนถล่มน้ำป่าไหลหลากซัดสะพานขาดติดเกาะกลางน้ำ เจ้าหน้าที่ระดมกำลังช่วยปลอดภัยทั้งหมด (ภาพจากหน่วยกู้ภัยไทจง)

      เมื่อเวลา 18.53 น. หน่วยดับเพลิงนครไทจงได้รับแจ้งเหตุ จึงระดมกำลังเจ้าหน้าที่จากหน่วยดับเพลิงเขตต้าตู้และเขตหลงจิ่ง รวมเจ้าหน้าที่ดับเพลิงและกู้ภัยทั้งสิ้น 13 นาย พร้อมรถปฏิบัติการ 8 คัน และเรือกู้ภัย 2 ลำ เดินทางไปยังจุดเกิดเหตุโดยทันที

      แม้ผู้ประสบเหตุทั้ง 9 คนจะอยู่ในบริเวณที่ค่อนข้างปลอดภัย แต่ด้วยกระแสน้ำในขณะนั้นไหลเชี่ยวกรากรุนแรง จึงไม่สามารถใช้เส้นทางเดิมเดินทางกลับฝั่งได้ เจ้าหน้าที่ตัดสินใจนำเรือยางติดเครื่องยนต์ลงปฏิบัติงานในพื้นที่ เพื่อข้ามแม่น้ำไปลำเลียงผู้ประสบเหตุออกจากสันดอนทีละกลุ่ม

9 แรงงานต่างชาติชวนกันไปตกปลา ฝนถล่มน้ำป่าไหลหลากซัดสะพานขาดติดเกาะกลางน้ำ เจ้าหน้าที่ระดมกำลังช่วยปลอดภัยทั้งหมด (ภาพจากหน่วยกู้ภัยไทจง)

      ภายหลังปฏิบัติการช่วยเหลือดำเนินไปเป็นเวลาประมาณ 1 ชั่วโมง จนกระทั่งเวลา 20.05 น. ของวันเดียวกัน เจ้าหน้าที่สามารถลำเลียงแรงงานทั้ง 9 คน ได้แก่ ชาย 7 คน และหญิง 2 คน ออกจากพื้นที่เกิดเหตุได้อย่างปลอดภัยครบทุกคน โดยแพทย์และเจ้าหน้าที่กู้ภัยได้ทำการตรวจประเมินอาการเบื้องต้น พบว่านอกจากขวัญเสียแล้ว ทุกคนไม่มีบาดแผลหรืออาการบาดเจ็บที่เห็นได้ชัดเจน และไม่มีผู้ใดจำเป็นต้องนำส่งโรงพยาบาลแต่อย่างใด

      ภายหลังเสร็จสิ้นภารกิจ เจ้าหน้าที่ได้ส่งตัวแรงงานทั้ง 9 คน ให้ตำรวจในพื้นที่ดำเนินการตรวจสอบสถานะบุคคล และสอบสวนรายละเอียดของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อไป

      ทั้งนี้ กองดับเพลิงนครไทจงได้ฝากเตือนแรงงานต่างชาติว่า หากเดินทางไปยังพื้นที่ภูเขา หรือบริเวณลำธารและแม่น้ำ แล้วพบว่าสภาพอากาศเริ่มมีการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเกิดฝนตกหนัก ควรรีบเดินทางออกจากพื้นที่โดยทันที และไม่ควรอยู่หรือทำกิจกรรมใด ๆ บริเวณท้องน้ำ เนื่องจากระดับน้ำอาจเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และกระแสน้ำอาจไหลเชี่ยวกรากรุนแรงจนก่อให้เกิดอันตรายถึงชีวิตได้ 

為提供您更好的網站服務,本網站使用cookies。

若您繼續瀏覽網頁即表示您同意我們的cookies政策,進一步了解隱私權政策。 

我了解
00:00
00:00
0.5x 1x 1.5x 2x