จากข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุขและสวัสดิการไต้หวันระบุว่า นิ่วในถุงน้ำดีพบได้ประมาณ 5–12% ของประชากรไต้หวัน แม้จะต่ำกว่าสหรัฐอเมริกาที่มีอัตราประมาณ 64–73% แต่เนื่องจากพฤติกรรมการรับประทานอาหารของชาวไต้หวันเริ่มแปรเปลี่ยนไปเป็นแบบตะวันตกมากขึ้น จึงมีแนวโน้มที่อัตราการเกิดนิ่วในถุงน้ำดีจะเพิ่มขึ้น โดยนิ่วในถุงน้ำดีเป็นภาวะที่พบได้บ่อยในระบบทางเดินอาหาร ที่เกิดจากการตกตะกอนของสารบางชนิดภายในถุงน้ำดี โดยก้อนนิ่วมีขนาดเล็กได้ตั้งแต่เท่าเม็ดทรายหรือใหญ่กว่านั้น เมื่อตะกอนอุดตันในถุงน้ำดีจะส่งผลให้เกิดอาการต่าง ๆ ตามมา หากปล่อยไว้โดยไม่เข้ารับการรักษา อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้
นิ่วในถุงน้ำดีเกิดจากอะไร?
นิ่วในถุงน้ำดี เกิดจากการตกตะกอนของสารบางชนิด เช่น คอเลสเตอรอล บิลิรูบิน ที่อยู่ในน้ำดี โดยสาเหตุที่ทำให้เกิดการตกตะกอนของสารเหล่านี้ อาจเป็นไปได้ว่ามาจากการติดเชื้อของทางเดินน้ำดี ความไม่สมดุลของคอเลสเตอรอลและบิลิรูบินทำให้กลายเป็นก้อนนิ่วที่เกิดขึ้นได้ตั้งแต่ก้อนเดียวและหลายก้อน รวมถึงขนาดที่อาจเป็นได้ทั้งขนาดใหญ่และเล็ก
นอกจากสาเหตุภายในร่างกายแล้ว ยังมีปัจจัยเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากพฤติกรรมและการใช้ชีวิตที่ทำให้เกิดภาวะนิ่วในถุงน้ำดีได้ ดังนี้
●อายุ: ผู้ที่มีอายุมากกว่า 40 ปี ระดับคอเลสเตอรอลในร่างกายจะเพิ่มขึ้นตามวัย
●เพศ: ผู้หญิงมีโอกาสเป็นมากกว่าผู้ชายประมาณ 2–3 เท่า โดยเฉพาะผู้หญิงที่เคยมีบุตร หรือกำลังตั้งครรภ์เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในช่วงตั้งครรภ์ โดยเฉพาะเอสโตรเจน จะทำให้คอเลสเตอรอลในถุงน้ำดีเพิ่มขึ้น และการหลั่งน้ำดีลดลง
●โรคอ้วน: ผู้ที่มีน้ำหนักเกินมักมีคอเลสเตอรอลในน้ำดีสูง อีกทั้งระดับอินซูลินในเลือดที่สูงยังยับยั้งการบีบตัวของถุงน้ำดี ทำให้น้ำดีคั่งค้าง ส่งผลให้เกิดการตกตะกอนและก่อให้เกิดก้อนนิ่ว
●พฤติกรรมการกินที่ไม่เหมาะสม: การรับประทานไขมันจากสัตว์และน้ำตาลขัดสีมากเกินไป รวมถึงได้รับใยอาหารไม่เพียงพอ จะทำให้คอเลสเตอรอลในน้ำดีเพิ่มขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดนิ่ว
●การอดอาหารหรือลดน้ำหนักอย่างหักโหม: การอดอาหารหรือรับประทานอาหารที่มีไขมันน้อยเกินไป จะทำให้●ถุงน้ำดีบีบตัวลดลง ส่งผลให้น้ำดีคั่งค้าง
●ขาดการออกกำลังกาย: การไม่ค่อยออกกำลังกายทำให้การทำงานของเส้นประสาทเวกัส (Vagus nerve) ลดลง ส่งผลให้ถุงน้ำดีบีบตัวได้ไม่ดี และเกิดการคั่งของน้ำดี
●ผู้ป่วยโรคเบาหวานร่วมกับมีระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูง
●ผู้ป่วยโรคธาลัสซีเมีย โรคเบาหวาน โรคไทรอยด์
●การทานยาลดไขมันบางชนิด
●มีประวัติคนในครอบครัวเป็นนิ่วในถุงน้ำดี
7 สัญญาณเตือนนิ่วในถุงน้ำดีที่ไม่ควรมองข้าม
1. ปวดท้องบริเวณชายโครงขวา อาการเป็น ๆ หาย ๆ
อาการปวดท้องบริเวณชายโครงขวา หนึ่งในอาการที่พบบ่อยที่สุดของ นิ่วในถุงน้ำดี โดยอาการปวดมักเกิดขึ้นหลังรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง และอาจปวดร้าวไปถึงบริเวณหลังหรือสะบักขวา อาการนี้อาจเป็น ๆ หาย ๆ หากมีอาการปวดรุนแรงและปวดนานเกิน 6 ชั่วโมง ต้องรีบพบแพทย์
2. ท้องอืด แน่นท้อง รู้สึกไม่สบายหลังรับประทานอาหาร
นิ่วในถุงน้ำดีสามารถรบกวนการทำงานของระบบย่อยอาหาร โดยเฉพาะการย่อยไขมัน ทำให้ผู้ป่วยมี อาการท้องอืด แน่นท้อง เรอบ่อย หรือรู้สึกไม่สบายท้อง หลังรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง
3. คลื่นไส้ อาเจียน โดยเฉพาะหลังรับประทานอาหารมัน
เมื่อถุงน้ำดีทำงานผิดปกติ นอกจากอาการปวดท้องหลังมื้ออาหารแล้ว บางคนอาจมีความรู้สึกคลื่นไส้ อาเจียน ร่วมด้วย และหากเป็นเรื้อรังหรือเกิดขึ้นซ้ำ ๆ โดยที่ไม่มีสาเหตุที่ชัดเจน อาจเป็นสัญญาณเตือนอาการนิ่วในถุงน้ำดีได้
4. อุจจาระสีซีด ปัสสาวะสีเข้ม ผิดปกติจากเดิม
เมื่อระบบน้ำดีถูกก้อนนิ่วอุดตัน สีของอุจจาระและปัสสาวะจะเปลี่ยนไป เพราะมีการขับบิลิรูบินออกทางปัสสาวะทำให้มีสีเข้มคล้ายชา ส่วนสีของอุจจาระจะมีลักษณะซีดคล้ายดินเหนียว บางคนอุจจาระจะเปลี่ยนเป็นสีขาว
5. ตัวเหลือง ตาเหลือง สัญญาณของการอุดตันในทางเดินน้ำดี
กรณีที่นิ่วหลุดไปอุดตันในท่อน้ำดี จะส่งผลให้สีผิวกลายเป็นสีเหลือง และตาขาวจะเปลี่ยนเป็นสีเหลือง เพราะไม่สามารถขับบิลิรูบินออกได้ตามปกติ
6. ไข้ หนาวสั่น อาการแทรกซ้อนที่อาจบ่งบอกถึงถุงน้ำดีอักเสบ
หากมีไข้ร่วมกับอาการปวดท้องและตัวเหลืองตาเหลือง อาจเป็นภาวะแทรกซ้อนที่บ่งบอกได้ว่าเกิดการติดเชื้อในทางเดินน้ำดี ซึ่งอาการไข้ที่เกิดขึ้นจะเป็นอาการที่เกิดอย่างเฉียบพลัน และผู้ป่วยมักจะมีไข้สูง หนาวสั่น หากมีภาวะนี้ต้องรีบพบแพทย์เป็นการด่วน เพราะอาจนำไปสู่การติดเชื้อในกระแสเลือดได้
7. เบื่ออาหาร น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ
ถุงน้ำดีทำงานผิดปกติ อาจรบกวนระบบย่อยอาหาร ทำให้เบื่ออาหารและน้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ หากมีอาการนี้ร่วมกับอาการอื่น ๆ ควรเข้าพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัย

ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น
อาการปวดท้อง แน่นท้อง เป็นภาวะที่เกิดขึ้นได้กับหลายคน และส่วนใหญ่มักเข้าใจว่าเกิดจากการกินอาหารมากเกินไปหรืออาหารไม่ย่อย แต่ความจริงแล้ว นั่นอาจเป็นสัญญาณเตือนของโรค นิ่วในถุงน้ำดี อันตรายของภาวะนิ่วในถุงน้ำดีที่ต้องระวังคือ การอักเสบเฉียบพลันซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยรู้สึกปวดท้องอย่างรุนแรง และมีโอกาสติดเชื้อในกระแสเลือดได้ นอกจากนี้ยังต้องระวังภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นด้วย ดังนี้
1. ลำไส้อุดตัน เมื่อมีการคั่งของน้ำดีจนทะลุไปสู่ช่องท้องหรืออวัยวะอื่น ๆ ภายในระบบทางเดินอาหาร อาจทำให้ก้อนนิ่วไปอุดตันที่บริเวณลำไส้ได้ โดยส่วนใหญ่แล้วภาวะแทรกซ้อนนี้มักจะเกิดกับบริเวณส่วนที่ลำไส้ตีบแคบ
2. มะเร็งถุงน้ำดี ผู้ป่วยโรคมะเร็งถุงน้ำดีส่วนใหญ่จะเคยมีภาวะนิ่วในถุงน้ำดีมาก่อน ยิ่งเป็นกรณีที่ผู้ป่วยมีก้อนนิ่วในถุงน้ำดีขนาดใหญ่ ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งชนิดนี้มากขึ้น
3. ตับอ่อนอักเสบ ภาวะแทรกซ้อนที่เกิดจากการอุดตันของนิ่วในท่อน้ำดีทำให้ผู้ป่วยมีอาการของดีซ่าน และหากปล่อยไว้จะทำให้ตับอ่อนอักเสบได้
การป้องกัน
ภาวะนิ่วในถุงน้ำดี สามารถป้องกันและลดความเสี่ยงได้ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต และการเลือก●ทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ดังนี้
●เลือกทานอาหารจำพวกแป้งไม่ขัดสี เช่น ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีท
●รับประทานเมล็ดธัญพืช ถั่วประเภทที่มีใยอาหารชนิดละลายน้ำ ใยอาหารช่วยลดการดูดซึมคอเลสเตอรอลเข้าสู่ร่างกาย อีกทั้งยังจับกับกรดน้ำดีและเกลือน้ำดี แล้วขับออกจากร่างกาย ช่วยป้องกันไม่ให้น้ำดีค้างอยู่ในถุงน้ำดีนานจนมีความเข้มข้นและเกิดเป็นนิ่ว แหล่งอาหารที่มีใยอาหาร ได้แก่ ธัญพืชไม่ขัดสี ผัก ผลไม้ และถั่วต่าง ๆ
●หลีกเลี่ยงการทานอาหารไขมันสูง
●เลือกทานเนื้อสัตว์ที่ย่อยง่าย ไม่ติดมัน เช่น เนื้อไก่ เนื้อปลา
●ลดการบริโภคน้ำตาลขัดสีและอาหารทอด น้ำตาลขัดสีและน้ำมันที่ผ่านการทอดด้วยอุณหภูมิสูงจะเพิ่มการเกิดอนุมูลอิสระและภาวะเครียดจากออกซิเดชัน (Oxidative Stress) ในร่างกาย ส่งผลให้น้ำดีมีความเข้มข้นมากขึ้น
●เสริมวิตามินซี เนื่องจากวิตามินซีช่วยปรับองค์ประกอบของน้ำดี ทำให้การก่อตัวของนิ่วในถุงน้ำดีช้าลง ผู้ที่มีระดับวิตามินซีในร่างกายต่ำ มีความเสี่ยงเกิดนิ่วในถุงน้ำดีสูงกว่า งานวิจัยพบว่า ในผู้หญิง ระดับวิตามินซีในเลือดที่เพิ่มขึ้นทุก 0.5 มก./ดล. สามารถลดความเสี่ยงการเกิดนิ่วในถุงน้ำดีได้ประมาณ 13% แหล่งอาหารที่มีวิตามินซี ได้แก่ ฝรั่ง น้อยหน่า ส้มและผลไม้ตระกูลส้ม กีวี สับปะรด สตรอว์เบอร์รี มะเขือเทศ พริกหวาน และผักสีเขียวเข้ม สีเหลือง และสีแดง
●เสริมกรดไขมันโอเมกา-3 และโอเมกา-9 ผู้ที่มีระดับคอเลสเตอรอลชนิดดี (HDL) ในเลือดสูง จะมีโอกาสเกิดนิ่วในถุงน้ำดีน้อยกว่า จึงแนะนำให้รับประทานอาหารที่มีกรดไขมันโอเมกา-3 และโอเมกา-9 ในปริมาณที่เหมาะสม เพื่อช่วยเพิ่มระดับ HDL แหล่งอาหาร ได้แก่ ปลาทะเลน้ำลึก ถั่วและเมล็ดพืช น้ำมันมะกอก น้ำมันคาโนลา น้ำมันเมล็ดชา และน้ำมันรำข้าว
●ออกกำลังกายเป็นประจำ เพื่อควบคุมน้ำหนัก ลดระดับน้ำตาลในเลือดและคอเลสเตอรอล
นิ่วในถุงน้ำดี เป็นภาวะที่อาจไม่แสดงอาการในระยะแรก แต่หากมีอาการปวดท้อง แน่นท้อง เจ็บชายโครงขวาที่สงสัยว่าเป็นสัญญาณเตือนของโรค ควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยและทำการรักษาตั้งแต่เนิ่น ๆ เพื่อป้องกันการลุกลามไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง นอกจากนี้การดูแลตัวเองด้วยการปรับพฤติกรรมการกิน หลีกเลี่ยงอาหารไขมันสูง และออกกำลังกายสม่ำเสมอก็เป็นอีกวิธีที่จะช่วยลดความเสี่ยงของโรคนี้ได้
ที่มาข้อมูล
1.tyh.com.tw
2.msc.healthcare