ไต้หวันเปิดศูนย์พักพิงควายชราแห่งแรกโดยเอกชน เปลี่ยนชีวิตควายแก่เป็น ‘ห้องเรียนธรรมชาติ’ สืบสานวิถีเกษตรสู่คนรุ่นใหม่
ที่ตำบลถู่คู่ เมืองหยุนหลิน หลินเจียเหลียง (林家良) เกษตรกรรุ่นใหม่ผู้ทำเกษตรและปลูกข้าวด้วยวิถีธรรมชาติ ได้ก่อตั้ง “ศูนย์ดูแลควายชรา” แห่งแรกของไต้หวัน เพื่อให้ควายที่ปลดเกษียณจากการทำงานมีสถานที่ใช้ชีวิตอย่างปลอดภัยในช่วงบั้นปลาย โดยไม่ต้องถูกส่งไปโรงฆ่าสัตว์ นอกจากเป็นสถานที่พักพิงแล้ว ศูนย์แห่งนี้ยังเป็นพื้นที่เรียนรู้เรื่องชีวิต อาหาร และวิถีเกษตร จนเรื่องราวของหลินเจียเหลียงได้รับการนำไปบรรจุเป็นบทเรียนในตำราเรียน
ล่าสุด เรื่องราวของควายชราอีกตัวหนึ่งได้สร้างความสะเทือนใจบนเกาะลวี่เต่า เมืองไถตง เมื่อคุณตาวัย 83 ปี จำใจต้องบอกลาควายที่อยู่เคียงข้างกันมานานถึง 20 ปี หลังอายุมากขึ้นจนไม่มีกำลังดูแลต่อ อีกทั้งบนเกาะยังไม่มีสัตวแพทย์ อาสาสมัครหญิงจึงเข้ามาช่วยเหลือด้วยการซื้อควายตัวนี้ในราคา 25,000 เหรียญไต้หวัน พร้อมออกค่าใช้จ่ายในการขนส่งข้ามทะเล เพื่อนำมาฝากเลี้ยงที่ศูนย์ของหลินเจียเหลียงในหยุนหลิน
เช้ามืดวันที่ 6 สิงหาคม คุณตาวัย 83 ปี เดินจูงควายออกจากบ้านตั้งแต่ตี 4 เพื่อไปส่งที่ท่าเรือ ใช้เวลาราว 2 ชั่วโมง ระหว่างทางคุณตายกมือเช็ดน้ำตาด้วยความอาลัย ภาพดังกล่าวทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากชาวเน็ตบางส่วน แต่หลินเจียเหลียงออกมาปกป้องคุณตา พร้อมเผยว่าทั้งคู่มีความผูกพันกันอย่างลึกซึ้ง จนชาวบ้านเปรียบควายตัวนี้เป็นเสมือน “แฟนสาว” ของคุณตา การต้องจากกันหลังใช้ชีวิตร่วมกันมาถึง 20 ปี จึงเป็นเรื่องที่ทำใจได้ยาก
หลังเดินทางข้ามทะเลมาถึงหยุนหลิน ควายชราตัวนี้ได้เข้ามาอยู่ในความดูแลของศูนย์ และกำลังค่อย ๆ ปรับตัวเข้ากับเพื่อนใหม่อีก 3 ตัว ได้แก่ “อาเล่อ” (阿樂), “อันซิน” (安心) และ “อาไหล” (阿來)
การดูแลควายชราไม่ใช่ภาระเล็ก ๆ เพราะมีค่าใช้จ่ายราวเดือนละ 10,000 เหรียญไต้หวัน หลินเจียเหลียงจึงพยายามหารายได้มาสนับสนุนการดูแลด้วยการสร้างแบรนด์ของตัวเอง ทั้ง “ข้าวกลับบ้านเกิด” (回鄉米) และ “ซีอิ๊วหมักกลับบ้านเกิด” (回鄉釀醬油) ขณะเดียวกัน เขายังรวบรวมเศษวัสดุทางการเกษตรจากพื้นที่ใกล้เคียง เช่น ต้นและใบข้าวโพด รวมถึงใบอ้อย มาใช้เป็นอาหารให้ควาย ช่วยลดต้นทุนและใช้ประโยชน์จากวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรไปพร้อมกัน
ทุกเช้า ภารกิจแรกของหลินเจียเหลียงคือออกไปตัดต้นและใบข้าวโพด ก่อนรวบรวมใส่รถจนเต็มคันเพื่อนำกลับมาเป็นอาหารให้ควาย แม้ไม่ได้ปลูกข้าวโพดเหล่านี้เพื่อจำหน่าย เขาก็ยังยืนกรานไม่ใช้ยาฆ่าแมลง เพื่อให้ควายได้รับอาหารที่ปลอดภัยและมีสุขภาพแข็งแรง
ตลอดเวลากว่า 10 ปี หลินเจียเหลียงทุ่มเททั้งแรงกายและเวลาให้กับการทำเกษตรและดูแลควายชรา เขาบอกว่า “เด็ก ๆ ในชนบทล้วนเติบโตมากับควาย เราควรขอบคุณพวกมัน เพราะในยุคที่ยังไม่มีเครื่องจักร พวกมันทำงานหนักเพื่อมนุษย์มาตลอดชีวิต”
เดิมทีหลินเจียเหลียงทำงานด้านคลังสินค้าและเครื่องจักรในเมืองไทจง ก่อนตัดสินใจกลับบ้านเกิดและหันมาทำเกษตรด้วยวิถีธรรมชาติ เมื่อได้สัมผัสกับชีวิตของควายอย่างใกล้ชิด เขามองเห็นว่าพวกมันเคยเป็นกำลังสำคัญของเกษตรกร ช่วยไถนาและทำงานหนักเคียงข้างผู้คนมานานหลายสิบปี แต่เมื่ออายุมากขึ้น เกษตรกรจำนวนไม่น้อยกลับไม่มีกำลังดูแลต่อ เขาไม่ต้องการให้ควายต้องจบชีวิตที่โรงฆ่าสัตว์ จึงตัดสินใจรับภาระนี้ไว้ด้วยตัวเอง และก่อตั้งศูนย์ดูแลควายชราขึ้น
หลินเจียเหลียงกล่าวว่า “พวกมันทำงานหนักอย่างซื่อสัตย์และทุ่มเทเพื่อผืนดินแห่งนี้ โดยไม่เคยเรียกร้องสิ่งตอบแทน เราจึงควรตอบแทนพวกมันบ้าง”
ความผูกพันระหว่างควายกับผู้คนยังปรากฏให้เห็นอยู่เสมอ บางตัวถึงกับเข้ามาออดอ้อนและจุ๊บเจ้าของจนแทบไม่ยอมหยุด ชาวนาหลายคนเชื่อว่าควายเป็นสัตว์ที่มีความรู้สึก และสามารถรับรู้ถึงความรักความเอาใจใส่จากมนุษย์ได้
แม้ช่วงแรกแนวคิดของหลินเจียเหลียงจะไม่ได้รับการสนับสนุนจากทุกคน บางคนถึงกับมองว่าเขา “โง่เหมือนควาย” ที่ทุ่มเทแรงกายและเวลาให้กับงานนี้อย่างไม่ย่อท้อ แต่เขายังคงเดินหน้าต่อไป จนในที่สุดสิ่งที่ทำได้รับการยอมรับ และเรื่องราวของเขาถูกนำไปบรรจุเป็นบทเรียนในตำราเรียน
เขากล่าวว่า “ผมค่อย ๆ ทำทีละก้าวด้วยความตั้งใจ การที่ทุกคนได้รู้และยอมรับในสิ่งที่ผมทำ มีความหมายยิ่งกว่าการได้รับรางวัลจากการแข่งขัน เพราะผมไม่เคยเห็นเกษตรกรคนไหนสามารถเปลี่ยนเรื่องราวของตัวเองให้กลายเป็นบทเรียนในตำราได้”
ปัจจุบัน ศูนย์แห่งนี้รับควายจากทั่วไต้หวันมาดูแลจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต พร้อมเชื่อมโยงการดูแลควายเข้ากับการเรียนรู้เรื่องอาหาร การเกษตร และวิถีชุมชน ผ่านกิจกรรมท่องเที่ยวและการเรียนรู้ เพื่อให้เด็ก ๆ และคนรุ่นใหม่ได้เข้าใจชีวิตของควาย และเห็นคุณค่าของความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ สัตว์ และผืนดิน
สำหรับอนาคต หลินเจียเหลียงตั้งเป้าเดินทางไปเยือน 368 ตำบลทั่วไต้หวัน เพื่อพูดคุยกับเกษตรกรรุ่นเก่า รวบรวมข้อมูลและบันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับควายและวิถีเกษตรกรรมอย่างละเอียดที่สุด หวังจัดทำประวัติศาสตร์ “ควายไต้หวัน” ให้สมบูรณ์ และถ่ายทอดเรื่องราวเหล่านี้เป็นสื่อการเรียนรู้เรื่องชีวิต เพื่อส่งต่อคุณค่าและความทรงจำให้คนรุ่นต่อไป

ควายชอบแช่น้ำเพื่อคลายร้อน