สโมสรผู้ฟังสัปดาห์นี้เริ่มต้นกันที่ประเด็น กระแส AI หนุนเศรษฐกิจไต้หวันพุ่งกระฉูด เตรียมแจกเงินสดประชาชนคนละ 10,000 เหรียญไต้หวัน อุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI) กลายเป็นหัวเจาะสำคัญที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไต้หวันให้เติบโตอย่างก้าวกระโดด ส่งผลให้สำนักงานสถิติและบัญชีกลางไต้หวัน จึงปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP ปีนี้เป็น 11.05% ซึ่งนับเป็นสถิติสูงสุดในรอบ 39 ปี พร้อมประเมิน GDP ต่อหัวพุ่งแตะ 45,332 ดอลลาร์สหรัฐ โดยมีปัจจัยหนุนจากภาคการส่งออก การลงทุน และการบริโภคภาคเอกชนที่ขยายตัวอย่างแข็งแกร่งพร้อมกันทุกภาคส่วน คาดว่ามูลค่าการส่งออกสินค้าในปีนี้จะพุ่งสูงถึง 903,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เติบโตขึ้นถึง 41.19% ซึ่งนับเป็นการเติบโตปีต่อปีที่สูงสุดในรอบครึ่งศตวรรษ และยังมีแนวโน้มทะลุหลัก 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐได้ต่อเนื่องในปีหน้า

ความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจส่งผลให้รายรับจากภาษีของรัฐบาลเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล ประธานาธิบดีไล่ชิงเต๋อ จึงได้ประกาศปรับเพิ่มประมาณการรายรับงบประมาณแผ่นดินปี 2570 เป็น 3.9266 ล้านล้านเหรียญไต้หวัน และตัดสินใจอนุมัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมอีก 235,700 ล้านเหรียญไต้หวัน ภายใต้หลักการรักษาสมดุลทางการเงินโดยไม่ก่อหนี้ใหม่ เพื่อนำมาจัดสรรแจกเงินสดให้แก่ประชาชนคนละ 10,000 เหรียญไต้หวันในปีหน้า หวังให้ประชาชนทุกภาคส่วนได้ร่วมแบ่งปันผลประโยชน์จากยุคทองของ AI โดยแต่ละครอบครัวสามารถนำเงินก้อนนี้ไปใช้จ่ายตามความต้องการได้อย่างอิสระ ไม่ว่าจะเป็นการบรรเทาภาระค่าการศึกษา ดูแลผู้สูงอายุ หรือนำไปจับจ่ายใช้สอยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น
ในส่วนของการลงทุนภาคเอกชน คาดว่าจะขยายตัวสูงถึง 11.58% ซึ่งเป็นการเติบโตสูงสุดในรอบ 5 ปี เนื่องจากความต้องการโครงสร้างพื้นฐาน AI ทั่วโลกโตอย่างรวดเร็ว บรรดาผู้ซื้อต่างชาติต้องใช้วิธีจ่ายเงินล่วงหน้าหรือเซ็นสัญญาระยะยาวเพื่อแย่งกันจองกำลังการผลิต ปรากฏการณ์นี้ส่งผลให้ห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor) งานบรรจุและทดสอบชิ้นส่วน (Packaging & Testing) ผู้ผลิตหน่วยความจำ และแผ่นปริ้นท์ IC ต่างเร่งขยายกำลังการผลิตและทุ่มเงินลงทุนในโรงงานอย่างหนัก ยิ่งไปกว่านั้น กลุ่มสินค้าดั้งเดิมที่ไม่ใช่ไอที (Non-ICT) ก็เริ่มขยายตัวฟื้นตัวตามอย่างช้าๆ เช่นกัน
อานิสงส์ความแข็งแกร่งของภาคธุรกิจยังส่งผลดีต่อตลาดการเงินและตลาดแรงงานอย่างชัดเจน ดันให้ตลาดหุ้นไต้หวันทำสถิติสูงสุดใหม่ และช่วยเพิ่มรายได้ให้กับภาคครัวเรือน ส่งผลให้การบริโภคภาคเอกชนในปีนี้คาดว่าจะเติบโต 4.76% ซึ่งสูงสุดในรอบ 3 ปี ขณะที่ตัวเลขค่าจ้างที่แท้จริง (Real Wage) ของแรงงานในช่วงครึ่งปีแรกปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.8% ซึ่งถือว่าสูงกว่าอัตราการเติบโตเฉลี่ยตลอด 9 ปีที่ผ่านมาอย่างเห็นได้ชัด ช่วยเพิ่มกำลังซื้อให้ประชาชนตอบรับกับภาวะเศรษฐกิจที่คึกคัก อย่างไรก็ตาม รัฐบาลและผู้เชี่ยวชาญยังคงเน้นย้ำถึงความท้าทายที่ต้องรับมือ โดยเฉพาะอัตราเงินเฟ้อ (CPI) ปีนี้ที่ถูกปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 2.07% ซึ่งเกินระดับเฝ้าระวังที่ 2% โดยมีปัจจัยกดดันจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ภัยธรรมชาติจากพายุไต้ฝุ่นที่กระทบราคาพืชผลการเกษตร ตลอดจนการปรับขึ้นราคาชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และค่าแรง นอกจากนี้ ไต้หวันยังต้องเร่งบริหารจัดการความเสี่ยงด้านการจัดหาทรัพยากรน้ำและไฟฟ้าอย่างใกล้ชิด เพื่อรองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงและรักษาความแข็งแกร่งทางการแข่งขันในระยะยาว

ประเด็นต่อมาเกี่ยวข้องกับความเชื่อในเดือนผีของคนไต้หวัน โดยซินแสเสี่ยวเมิง (小孟老師) ผู้เชี่ยวชาญด้านโหราศาสตร์และฮวงจุ้ยของไต้หวัน เตือนว่า มี 4 ปีนักษัตรที่ควรระวังเป็นพิเศษ ได้แก่ ปีชวด ปีมะเส็ง ปีวอก และปีกุน โดยแนะนำให้หลีกเลี่ยงพื้นที่ริมแม่น้ำ ทะเล ภูเขา ป่าไม้ และสถานบันเทิงในช่วงกลางคืน เพราะสำหรับปีชวดและปีมะเส็ง ตามความเชื่อเป็นสัตว์ที่ออกหากินเวลากลางคืนและชอบพื้นที่มืดชื้น จึงอาจรับพลังงานด้านลบได้ง่าย ส่วนปีวอกเกี่ยวข้องกับพื้นที่ป่าซึ่งเชื่อว่ามีพลังหยินสูง ขณะที่ปีกุนควรให้ความสำคัญกับการรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบของที่อยู่อาศัย
นอกจากนี้ ยังมี 3 ราศีที่ควรเพิ่มความระมัดระวัง ได้แก่ ราศีพิจิก ราศีกุมภ์ และราศีธนู โดยชาวราศีพิจิกถูกมองว่าเป็นผู้มีเซนส์และไวต่อสิ่งรอบตัว จึงควรพักผ่อนให้เพียงพอและเข้านอนเร็ว ขณะที่ราศีกุมภ์ควรหลีกเลี่ยงความอยากรู้อยากลองเกี่ยวกับเรื่องลี้ลับ ส่วนราศีธนูซึ่งชื่นชอบการเดินทาง ควรเพิ่มความระมัดระวังเมื่อต้องพักค้างคืนในต่างประเทศ

ขณะเดียวกัน เดือนผียังมีข้อห้ามตามความเชื่อพื้นบ้านอีก 12 ประการ ได้แก่ หลีกเลี่ยงการเล่นน้ำทะเลหรือแม่น้ำ, ไม่เที่ยวกลางคืน, ไม่ผิวปากยามค่ำคืน, ไม่ตากเสื้อผ้าตอนกลางคืน, เลี่ยงการจัดงานแต่งงาน, ไม่ย้ายบ้านหรือรับบ้านใหม่, ไม่ตัดผมหรือตัดเล็บตอนกลางคืน, ไม่ตบไหล่ผู้อื่นจากด้านหลัง, ไม่กางร่มในบ้าน, เลี่ยงการถ่ายรูปกลางคืน, ไม่ขึ้นรถเที่ยวสุดท้าย และหลีกเลี่ยงการผ่าตัดหากไม่จำเป็น
อย่างไรก็ตาม ข้อห้ามเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของความเชื่อและวัฒนธรรมพื้นบ้าน ไม่ใช่ข้อพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ ขณะที่บางข้อสามารถมองเป็นคำเตือนด้านความปลอดภัยได้ เช่น การหลีกเลี่ยงการเล่นน้ำในพื้นที่เสี่ยงหรือการเดินทางในยามดึก ส่วนการรักษาพยาบาล หากมีความจำเป็นควรยึดคำแนะนำของแพทย์เป็นหลัก ไม่ควรเลื่อนการรักษาเพียงเพราะความเชื่อเรื่องเดือนผี