เมื่อไม่นานมานี้ ฝ่ายกิจการผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ ของพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า (DPP) ได้จัดโครงการฝึกอบรมและศึกษาดูงานเพื่อแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมสำหรับผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ โดยเชิญผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่จำนวน 80 คน เดินทางไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์สิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ทำเนียบประธานาธิบดี และสภานิติบัญญัติ โดยประธานาธิบดีไล่ชิงเต๋อ ได้ให้การต้อนรับคณะผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ที่เดินทางเยี่ยมชมทำเนียบประธานาธิบดี พร้อมกล่าวว่า “การดูแลผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ ให้ดียิ่งขึ้น” เป็นนโยบายสำคัญที่รัฐบาลยึดมั่นมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเดินทางมาไต้หวันก่อนหรือหลัง ตราบใดที่ทุกคนอาศัยอยู่ร่วมกันบนผืนแผ่นดินไต้หวัน ก็ควรได้รับการดูแลและสนับสนุนอย่างทั่วถึง และรัฐบาลจะผลักดันนโยบายต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการปรับขึ้นค่าจ้าง การลดภาษี เงินอุดหนุนการเลี้ยงดูบุตร และบริการดูแลระยะยาว โดยหวังว่าทุกครอบครัวจะได้รับการสนับสนุนและมีหลักประกันในการดำรงชีวิตที่ดียิ่งขึ้น
ฝ่ายกิจการผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ของพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า จัดโครงการอบรมและศึกษาดูงานเพื่อแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมสำหรับผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ เป็นเวลา 2 วัน 1 คืน โดยเชิญผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่จำนวน 80 คนจากภาคกลาง ภาคใต้ ภาคตะวันออก และเกาะจินเหมิน เดินทางมาร่วมกิจกรรมที่กรุงไทเป ในโอกาสนี้ คณะผู้เข้าร่วมได้เยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์สิทธิมนุษยชนแห่งชาติ นิทรรศการ Flower of Freedom หรือ 「自由花蕊」 ทำเนียบประธานาธิบดีและสภานิติบัญญัติ เพื่อเรียนรู้พัฒนาการด้านประชาธิปไตยของไต้หวัน ทำความเข้าใจคุณค่าของสิทธิมนุษยชน ตลอดจนเรียนรู้การทำงานและกลไกของระบอบประชาธิปไตย
กิจกรรมในวันแรก คณะผู้เข้าร่วมเดินทางไปยังเขตจิ่งเหม่ย เพื่อเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์สิทธิมนุษยชนแห่งชาติ โดยผู้จัดงานได้เชิญ เจี่ยนจงเซิง (簡中生) ผู้เคยตกเป็นเหยื่อทางการเมืองในยุค “ความน่าสะพรึงสีขาว” มาเป็นวิทยากรนำชมและร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ เจี่ยนจงเซิงได้ถ่ายทอดประสบการณ์ชีวิตของตนเอง โดยเล่าถึงช่วงวัยหนุ่มที่ต้องเข้าไปพัวพันกับคดีการเมืองจนถูกจำคุก ด้วยการเล่าเรื่องที่เรียบง่ายและเข้าใจได้ง่าย ทำให้ผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ได้เรียนรู้ถึงประวัติศาสตร์และเส้นทางที่ไต้หวันค่อย ๆ ก้าวผ่านยุคการปกครองแบบอำนาจนิยม จนมาสู่สังคมประชาธิปไตยในปัจจุบัน
วันที่สอง คณะผู้เข้าร่วมเดินทางไปเยี่ยมชมทำเนียบประธานาธิบดี และมีโอกาสถ่ายภาพร่วมกับประธานาธิบดีไล่ชิงเต๋อ โดยประธานาธิบดีไล่ชิงเต๋อกล่าวว่า “การดูแลผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ให้ดียิ่งขึ้น” เป็นนโยบายสำคัญที่รัฐบาลให้ความสำคัญมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเดินทางมาไต้หวันก่อนหรือหลัง ตราบใดที่ทุกคนใช้ชีวิตร่วมกันบนผืนแผ่นดินไต้หวัน ก็ควรได้รับการดูแลและสนับสนุนอย่างทั่วถึง ซึ่งรัฐบาลยังคงเดินหน้าผลักดันนโยบายต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง ทั้งการปรับขึ้นค่าจ้าง การลดภาษี เงินอุดหนุนการเลี้ยงดูบุตร และบริการดูแลระยะยาว เพื่อให้ทุกครอบครัวได้รับการสนับสนุนและมีหลักประกันในการดำรงชีวิตที่ดียิ่งขึ้น
นอกจากนี้ คณะผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ยังได้เข้าชมนิทรรศการ “Flower of Freedom” (自由的花蕊) เพื่อเรียนรู้พัฒนาการด้านประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน และเสรีภาพของไต้หวัน ผ่านการย้อนมองประวัติศาสตร์ในยุคการปกครองแบบอำนาจนิยม ซึ่งทำให้ผู้เข้าชมได้เข้าใจถึงการปราบปรามทางการเมืองและบาดแผลทางประวัติศาสตร์ที่ไต้หวันเคยเผชิญ การย้อนมองอดีตไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อสืบทอดความเกลียดชัง แต่เพื่อเชื่อมโยงความทรงจำทางประวัติศาสตร์ที่เคยขาดหาย และทำให้ผู้คนที่อาศัยอยู่ในไต้หวันตระหนักว่า ประชาธิปไตยและเสรีภาพที่มีอยู่ในปัจจุบันไม่ได้เกิดขึ้นโดยง่าย และร่วมกันเห็นคุณค่าและหวงแหนสิทธิมนุษยชน อันเป็นคุณค่าสากลของมนุษยชาติ
จุดหมายสุดท้ายของการเดินทางคือสภานิติบัญญัติ โดยมีทีมงานของ ส.ส.หลัวเหม่ยหลิง (羅美玲) ร่วมให้การต้อนรับและนำชม คณะผู้เข้าร่วมได้เยี่ยมชมห้องประชุมสภาและบริเวณโดยรอบ พร้อมเรียนรู้โครงสร้างของรัฐสภาไต้หวัน ขั้นตอนการประชุมพิจารณาร่างกฎหมาย และกระบวนการนิติบัญญัติ สำหรับผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่หลายคน นี่ถือเป็นครั้งแรกที่มีโอกาสได้เข้ามาสัมผัสรัฐสภาอย่างใกล้ชิด การเยี่ยมชมในครั้งนี้ช่วยให้เห็นภาพการทำงานของระบอบประชาธิปไตยได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น ว่าเสียงและความคิดเห็นของประชาชนสามารถสะท้อนผ่านกลไกประชาธิปไตยเข้าสู่รัฐสภา ก่อนจะนำไปขับเคลื่อนจนเกิดเป็นนโยบายสาธารณะได้อย่างไร
นางสาวจางอวี๋ถิง (張瑜庭) ผู้อำนวยการฝ่ายกิจการผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ของพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า เผยว่า ในอดีตสังคมไต้หวันเคยผ่านยุค “ตื่นตัวทางประชาธิปไตยครั้งใหญ่” แต่สำหรับผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่หลาย ๆ คนที่ย้ายมาเริ่มต้นชีวิตในไต้หวันต่างยุคต่างสมัยกัน อาจไม่มีโอกาสได้รับรู้การเปลี่ยนผ่านจากระบอบอำนาจนิยมสู่ประชาธิปไตยอย่างลึกซึ้ง การจัดโครงการครั้งนี้จึงมุ่งหวังให้ผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ไม่ได้เพียงแค่ “ใช้ชีวิตอยู่ในไต้หวัน” แต่ยังเข้าใจถึงเส้นทางอันยากลำบากกว่าที่ประชาธิปไตยของไต้หวันจะเบ่งบานและพัฒนามาจนถึงทุกวันนี้ พร้อมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า หลังจากได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์และระบบประชาธิปไตยมากขึ้นแล้ว ผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่จะเกิดความตระหนักรู้และหวงแหนสิทธิพลเมืองของตนเอง เพื่อที่ในอนาคตจะได้ส่งเสียงและมีส่วนร่วมในการร่วมกำหนดทิศทางรวมถึงอนาคตของไต้หวันด้วยมือของตนเอง