Skip to the main content block
::: หน้าแรก| แผนผังเว็บไซต์| Podcasts|
|
Language

Formosa Dream Chasers - Programs - RTI Radio Taiwan International-logo

รายการ
| รายการล่าสุด
เลือกรายการ
ผู้จัดรายการ ตารางรายการ
ประเด็น (ข่าว) ยอดนิยม
繁體中文 简体中文 English Français Deutsch Indonesian 日本語 한국어 Русский Español ภาษาไทย Tiếng Việt Tagalog Bahasa Melayu Українська แผนผังเว็บไซต์

ชีพจรเศรษฐกิจ ประจำวันที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2569

ชีพจรเศรษฐกิจ 31 สิงหาคม 2569
ชีพจรเศรษฐกิจ 31 สิงหาคม 2569

ญี่ปุ่นทุ่มพยุงเงินเยน หลังอ่อนค่าใกล้ระดับต่ำสุดในรอบ 40 ปี สหรัฐฯ ส่งสัญญาณร่วมช่วยจับตาความผันผวน

     ช่วงปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ค่าเงินเยนญี่ปุ่นเผชิญแรงกดดันอย่างหนัก โดยอัตราแลกเปลี่ยนอ่อนค่าเข้าใกล้ระดับ 164 เยนต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งใกล้กับระดับอ่อนค่าที่สุดนับตั้งแต่ปี 1986 ก่อนที่เงินเยนจะกลับมาแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยช่วงท้ายตลาดนิวยอร์กเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2026 เงินเยนอยู่ที่ประมาณ 157.40 เยนต่อดอลลาร์สหรัฐ ปัจจัยสำคัญที่กดดันเงินเยนมาจาก ส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ยระหว่างญี่ปุ่นกับสหรัฐฯ โดยอัตราดอกเบี้ยนโยบายของญี่ปุ่นอยู่ที่ประมาณ 1% ขณะที่กรอบบนของอัตราดอกเบี้ยนโยบายสหรัฐฯ อยู่ที่ประมาณ 3.75% เมื่อสินทรัพย์สกุลดอลลาร์ให้ผลตอบแทนสูงกว่า นักลงทุนจึงมีแรงจูงใจถือสินทรัพย์สกุลดอลลาร์มากกว่าเงินเยน ส่งผลให้เงินเยนเผชิญแรงกดดันให้อ่อนค่า

     นอกจากนี้ ญี่ปุ่นยังเป็นประเทศที่ต้องนำเข้าพลังงานจำนวนมาก เงินเยนที่อ่อนค่าจึงทำให้ต้นทุนนำเข้าน้ำมัน ก๊าซ วัตถุดิบ และสินค้าจากต่างประเทศเพิ่มสูงขึ้น และต้นทุนเหล่านี้สามารถส่งผ่านไปยังราคาสินค้าและค่าครองชีพภายในประเทศได้ ตัวอย่างเช่น หากสินค้านำเข้าชิ้นหนึ่งมีราคา 100 ดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงที่อัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ 140 เยนต่อดอลลาร์ ผู้นำเข้าญี่ปุ่นจะต้องจ่ายประมาณ 14,000 เยน แต่หากเงินเยนอ่อนลงมาอยู่ที่ 160 เยนต่อดอลลาร์ สินค้าชิ้นเดิมจะมีต้นทุนเพิ่มเป็น 16,000 เยน แม้ว่าราคาสินค้าในสกุลดอลลาร์จะไม่ได้เปลี่ยนแปลงก็ตาม

     หลังเงินเยนอ่อนค่าจนเข้าใกล้ระดับ 164 เยนต่อดอลลาร์ ทางการญี่ปุ่นส่งสัญญาณว่าจะไม่ปล่อยให้ค่าเงินเคลื่อนไหวอย่างรุนแรงโดยไม่มีการจัดการ มีรายงานว่าทางการญี่ปุ่นได้เข้าซื้อเงินเยนและขายเงินดอลลาร์เพื่อพยุงค่าเงิน โดย Bloomberg ประเมินจากข้อมูลบัญชีของธนาคารกลางญี่ปุ่นและการคาดการณ์ของโบรกเกอร์ว่า การดำเนินการเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม อาจมีมูลค่าประมาณ 8.45 ล้านล้านเยน และอาจเป็นการแทรกแซงค่าเงินภายในวันเดียวครั้งใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่นเท่าที่เคยมีมา

     ผลจากความเคลื่อนไหวดังกล่าวทำให้เงินเยนแข็งค่าขึ้นมากกว่า 3% ภายในวันเดียว และในวันที่ 31 กรกฎาคม ยังแข็งค่าขึ้นมากกว่า 1% เมื่อเทียบกับทั้งดอลลาร์สหรัฐและเงินยูโร มาตรการลักษณะนี้เรียกว่า การแทรกแซงตลาดเงิน หรือ 匯市干預 หมายถึง การที่รัฐบาลหรือธนาคารกลางเข้าไปซื้อหรือขายสกุลเงินในตลาดโดยตรง เพื่อพยายามลดความผันผวนหรือเปลี่ยนทิศทางของอัตราแลกเปลี่ยน

     นอกจากการใช้เงินจริงเข้าไปซื้อเงินเยนแล้ว ทางการยังสามารถใช้ การแทรกแซงด้วยคำพูด หรือ 口頭干預 เช่น การออกมาเตือนว่าค่าเงินอ่อนมากเกินไป หรือรัฐบาลพร้อมดำเนินมาตรการหากตลาดยังเคลื่อนไหวผิดปกติ เพื่อทำให้นักลงทุนระมัดระวังการเก็งกำไรว่าเงินเยนจะอ่อนค่าต่อ

     ประเด็นที่ทำให้การแทรกแซงค่าเงินครั้งนี้ได้รับความสนใจเป็นพิเศษ คือมีรายงานว่า สหรัฐอเมริกาเข้ามามีส่วนร่วมกับญี่ปุ่นด้วย และหากได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการ จะถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2011 ที่ทั้งสองประเทศร่วมมือกันแทรกแซงค่าเงินเยน คำถามคือ เงินเยนอ่อนเป็นปัญหาของญี่ปุ่น แล้วเหตุใดสหรัฐฯ จึงต้องเข้ามาเกี่ยวข้อง?

     เหตุผลหนึ่งเกี่ยวข้องกับ ตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ เนื่องจากญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในผู้ถือพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ รายใหญ่ของโลก และเมื่อรัฐบาลญี่ปุ่นต้องการพยุงเงินเยน วิธีหนึ่งคือการขายสินทรัพย์สกุลดอลลาร์ แล้วนำเงินกลับมาซื้อเงินเยน หากญี่ปุ่นต้องเข้าแทรกแซงตลาดในปริมาณมากและต่อเนื่อง ก็อาจนำไปสู่การขายสินทรัพย์สกุลดอลลาร์เพิ่มขึ้น ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่า หากเกิดขึ้นในปริมาณมาก ก็อาจสร้างแรงกดดันต่อตลาดพันธบัตรและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ได้

     รีเบกกา แพตเตอร์สัน (Rebecca Patterson) นักวิจัยอาวุโสของสภาวิเทศสัมพันธ์ หรือ CFR ซึ่งเคยทำงานกับ JPMorgan และ Bridgewater ให้ความเห็นว่า หากญี่ปุ่นต้องขายสินทรัพย์มากขึ้นเพื่อใช้ในการแทรกแซงค่าเงิน ก็อาจกลายเป็นความเสี่ยงต่อตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ ดังนั้น การช่วยลดแรงกดดันต่อเงินเยนจึงสอดคล้องกับผลประโยชน์ของสหรัฐฯ เช่นกัน

     อีกเหตุผลหนึ่งคือ การค้าระหว่างสหรัฐฯ กับญี่ปุ่น เพราะเงินเยนที่อ่อนค่าทำให้สินค้าญี่ปุ่นมีราคาถูกลงเมื่อคิดเป็นเงินดอลลาร์ และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้กับผู้ส่งออกญี่ปุ่นในตลาดสหรัฐฯ ขณะเดียวกันก็เพิ่มแรงกดดันต่อผู้ผลิตสหรัฐฯ ที่ต้องแข่งขันกับสินค้านำเข้าจากญี่ปุ่น จึงมีการวิเคราะห์ว่า หากเงินเยนอ่อนค่ามากเกินไป ก็อาจกลายเป็นประเด็นทางการค้าระหว่างสองประเทศได้เช่นกัน

     รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ สก็อตต์ เบสเซนต์ (Scott Bessent) ระบุว่า เงินเยนอยู่ในระดับที่ถูกประเมินค่าต่ำเกินไปอย่างมาก และความผันผวนที่รุนแรงเกินไปไม่เป็นผลดีต่อตลาด นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ สาขานิวยอร์ก หรือ New York Fed ซึ่งดำเนินการในนามของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ได้ขายเงินยูโรเพื่อซื้อเงินเยน ซึ่งถือเป็นความเคลื่อนไหวที่พบเห็นได้ไม่บ่อยนัก

     Bloomberg ยังรายงานว่า New York Fed ได้สอบถามธนาคารขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ อย่างน้อยสองแห่งเกี่ยวกับอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างเงินเยนกับเงินยูโร หรือที่เรียกว่า Rate Check ความเคลื่อนไหวครั้งนี้จึงมีความหมายมากกว่าความพยายามของญี่ปุ่นที่จะทำให้เงินเยนแข็งค่าขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่สะท้อนว่า เงินเยนที่อ่อนค่ารุนแรงอาจสร้างความเสี่ยงที่กระทบทั้งตลาดการเงิน การค้า และผลประโยชน์ของทั้งญี่ปุ่นและสหรัฐฯ

     แม้การเข้าแทรกแซงจะทำให้เงินเยนแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่คำถามสำคัญคือ การดำเนินการดังกล่าวจะทำให้เงินเยนกลับมาแข็งค่าอย่างยั่งยืนได้หรือไม่ นักวิเคราะห์มองว่าในระยะสั้นมีความเป็นไปได้ เนื่องจากเมื่อนักลงทุนเห็นว่ารัฐบาลพร้อมเข้าซื้อเงินเยนในปริมาณมาก ผู้ที่เคยเดิมพันว่าเงินเยนจะอ่อนค่าต่อก็ต้องระมัดระวังมากขึ้น

     Moh Siong Sim นักวิเคราะห์ตลาดเงินของ OCBC Bank ประเมินว่า หากการดำเนินการร่วมกันของสหรัฐฯ และญี่ปุ่นยังดำเนินต่อ ประกอบกับเกิดแรงซื้อเงินเยนกลับจากนักลงทุน ค่าเงินอาจแข็งขึ้นไปบริเวณ 155 เยนต่อดอลลาร์สหรัฐ แรงซื้อส่วนหนึ่งอาจเกิดจากภาวะ Short Squeeze ซึ่งหมายถึงสถานการณ์ที่นักลงทุนเคยเดิมพันว่าราคาสินทรัพย์หรือค่าเงินจะลดลง แต่เมื่อราคาเคลื่อนไหวสวนทางอย่างรวดเร็ว นักลงทุนเหล่านี้ต้องรีบซื้อกลับเพื่อปิดสถานะและจำกัดการขาดทุน เมื่อหลายฝ่ายซื้อกลับพร้อมกัน ก็ยิ่งผลักดันให้ราคาปรับตัวขึ้นเร็วกว่าเดิม ในกรณีของเงินเยน หากนักลงทุนจำนวนมากเคยเดิมพันว่าเยนจะอ่อนค่าต่อ แต่การแทรกแซงทำให้เยนแข็งขึ้นอย่างรวดเร็ว นักลงทุนบางส่วนก็อาจต้องรีบซื้อเงินเยนกลับ และยิ่งผลักดันให้เยนแข็งค่าขึ้นในระยะสั้น

     อย่างไรก็ตาม การแทรกแซงตลาดสามารถช่วยเปลี่ยนทิศทางค่าเงินในระยะสั้น แต่ยังไม่สามารถเปลี่ยนปัจจัยพื้นฐานได้ โดยเฉพาะ ส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ยระหว่างญี่ปุ่นกับสหรัฐฯ อัตราดอกเบี้ยนโยบายของญี่ปุ่นอยู่ที่ประมาณ 1% แม้จะเป็นระดับสูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 1995 แต่ยังต่ำกว่าสหรัฐฯ ซึ่งกรอบบนของอัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ประมาณ 3.75%

     ตราบใดที่ส่วนต่างดังกล่าวยังค่อนข้างกว้าง นักลงทุนก็ยังมีแรงจูงใจนำเงินไปลงทุนในสินทรัพย์สกุลดอลลาร์ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า ซึ่งยังเป็นแรงกดดันต่อเงินเยน ในการประชุมนโยบายการเงินล่าสุดตามข้อมูลในช่วงเกิดเหตุ คณะกรรมการธนาคารกลางญี่ปุ่นมีมติ 8 ต่อ 1 ให้คงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับเดิม ขณะที่ อุเอดะ คาซูโอะ (植田和男) ผู้ว่าการธนาคารกลางญี่ปุ่น ยังไม่ได้ส่งสัญญาณชัดเจนว่าจะเร่งขึ้นอัตราดอกเบี้ย

     นักวิเคราะห์บางส่วนจึงมองว่า หากธนาคารกลางญี่ปุ่นยังดำเนินนโยบายขึ้นดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไป การแทรกแซงค่าเงินเพียงอย่างเดียวอาจยังไม่เพียงพอที่จะทำให้เงินเยนเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าในระยะยาว

     ดังนั้น การแทรกแซงครั้งใหญ่ในช่วงปลายเดือนกรกฎาคมอาจเปรียบได้กับการ “ซื้อเวลา” ให้กับเงินเยน เพื่อหยุดการอ่อนค่าที่รวดเร็วและลดแรงเก็งกำไรในตลาด มากกว่าจะเป็นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ สิ่งที่ต้องจับตาหลังจากนี้จึงไม่ใช่เพียงว่า ญี่ปุ่นจะเข้าแทรกแซงตลาดอีกหรือไม่ แต่รวมถึงทิศทางนโยบายดอกเบี้ยของธนาคารกลางญี่ปุ่น ส่วนต่างดอกเบี้ยกับสหรัฐฯ ราคาพลังงาน ต้นทุนการนำเข้า และสถานะการคลังของญี่ปุ่น ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญกำหนดทิศทางของเงินเยนในระยะยาว

為提供您更好的網站服務,本網站使用cookies。

若您繼續瀏覽網頁即表示您同意我們的cookies政策,進一步了解隱私權政策。 

我了解