“กวงซานหาง” (光山行) ครอบครัวเครื่องเขินเก่าแก่แห่งไทจง ก่อตั้งโดย ไล่เกาซาน (賴高山) ผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็น “บิดาแห่งเครื่องเขินไต้หวัน” หลังไปศึกษาศิลปะเครื่องเขินที่ญี่ปุ่น เขากลับไทจงในปี 1946 และก่อตั้งกวงซานหาง จนกลายเป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกวงการเครื่องเขินไต้หวัน
ต่อมา ไล่จั้วหมิง (賴作明) บุตรชาย ซึ่งจบจากมหาวิทยาลัยศิลปะคานาซาวะ ได้สานต่อด้วยการพัฒนาภาพวาดบนเครื่องเขินให้เป็นผลงานศิลปะที่จัดแสดงได้อย่างอิสระ ขณะที่ผลงานของไล่เกาซานยังได้รับการยอมรับในระดับประเทศ โดยในปี 2025 ไปรษณีย์ไต้หวันเลือกผลงาน “เงาภูเขา” (山影) เป็นตัวแทนงานเครื่องเขินในชุดแสตมป์ศิลปหัตถกรรมไต้หวัน จำนวน 400,000 ดวง
แต่เมื่อพลาสติกแพร่หลายอย่างรวดเร็วในช่วงทศวรรษ 1980 ตลาดเครื่องเขินตกต่ำ กิจการครอบครัวจึงต้องยุติลง จนเหลือเพียงชื่อ “กวงซานหาง” เมื่อถึงรุ่นที่ 3 ไล่ซิ่นอิ้ว (賴信佑) หรือ “เสี่ยวไล่” ซึ่งเคยออกไปทำงานในอุตสาหกรรมอื่น ได้แรงบันดาลใจจากภาพยนตร์ “Coco” และตัดสินใจนำชื่อของครอบครัวกลับมา เพราะเชื่อว่า หากไม่มีใครจดจำผลงานของคนรุ่นก่อน ความทรงจำเหล่านั้นก็อาจเลือนหายไป
เขาเริ่มต้นใหม่แทบจากศูนย์ ด้วยแบรนด์ “เครื่องเขินสีธรรมชาติ” (本色漆器) เน้นของใช้ในชีวิตประจำวัน พร้อมออกงานตลาดและเปิดบริการให้เช่าเครื่องเขินสำหรับช่างภาพและกองถ่าย เพื่อให้ผู้คนกลับมารู้จักและเห็นคุณค่าของเครื่องเขินอีกครั้ง
อีกหนึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญคือการนำ “คินสึงิ” (Kintsugi) มาต่อยอดเป็นธุรกิจหลัก ใช้ยางรักธรรมชาติเชื่อมประสานสิ่งของที่แตกหักให้กลับมาใช้งานได้ เสี่ยวไหลเริ่มสนใจงานนี้หลังเผลอทำแก้วของเพื่อนร่วมงานแตก และนำไปสู่การจัดนิทรรศการ “Sorry Kintsugi” เปิดรับสิ่งของแตกหักที่มีเรื่องราวจากผู้คน เพื่อสื่อถึงการซ่อมแซมความผูกพันระหว่างคนกับสิ่งของ นิทรรศการได้รับเสียงตอบรับดีจนเดินทางจัดแสดงในหลายเมืองทั่วไต้หวัน
ปัจจุบันกวงซานหางรับซ่อมและเปิดหลักสูตรคินสึงิ ให้ผู้เรียนฝึกอุดรอยแตก วาดเส้น และตกแต่งด้วยผงทอง เงิน หรือดีบุก การซ่อมจึงไม่ใช่เพียงการทำให้สิ่งของกลับมาใช้ได้ แต่เป็นการเก็บรักษาร่องรอยและเรื่องราว พร้อมสร้างเอกลักษณ์ใหม่ให้แต่ละชิ้น
จากรอยแตกสู่การเกิดใหม่ กวงซานหางรุ่นที่ 3 จึงไม่เพียงฟื้นชื่อของครอบครัว แต่ยังต่อยอดมรดกเครื่องเขินให้กลับมาเปล่งประกายในรูปแบบร่วมสมัยอีกครั้ง