1.ไอเรื้อรัง เกิดจากอะไร ? ทำอย่างไรถึงจะหาย ?
อาการไอถือเป็นสัญญาณขอความช่วยเหลือจากร่างกาย และอาการไอเรื้อรังเป็นปัญหาที่พบบ่อยและเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น โรคภูมิแพ้ โรคหืด ไซนัสอักเสบ ไปจนถึงโรคมะเร็งปอด อาการไอเรื้อรังจึงเป็นสิ่งที่ผู้ป่วยควรให้ความสนใจไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุและเข้ารับการรักษาตามสาเหตุนั้น ๆ
ชนิดของอาการไอ แบ่งตามระยะเวลาของอาการไอ คือ
1. ไอเฉียบพลัน คือ มีระยะเวลาของอาการไอน้อยกว่า 3 สัปดาห์
2. ไอกึ่งเฉียบพลัน ระยะเวลาของอาการไอประมาณ 3 -8 สัปดาห์
3. ไอเรื้อรัง คือ มีระยะเวลาของอาการไอมากกว่า 8 สัปดาห์
สาเหตุของการไอเรื้อรัง
1. โรคจมูก เช่นโรคภูมิแพ้ ผู้ป่วยมักมีอาการคัดจมูก คันจมูก จามบ่อย ๆ ร่วมกับอาการไอแห้ง ๆ ระคายคอ เป็นมากเวลาโดนฝุ่นหรือควันบุหรี่ การรักษา คือ หลีกเลี่ยงสิ่งที่แพ้ และกินยาแก้แพ้ หรือใช้ยาพ่นจมูกตามแพทย์สั่ง
2. โรคในช่องคอที่ทำให้เกิดอาการไอ เช่น คออักเสบ ต่อมทอนซิลอักเสบ ซึ่งมักพบร่วมกับอาการไข้ เจ็บคอ กลืนเจ็บ มักเป็นเฉียบพลัน เกิดในระยะสั้น ๆ รักษาโดยยาปฏิชีวนะหรือยารักษาตามอาการ
3. โรคของกล่องเสียงและหลอดลมที่ทำให้เกิดอาการไอ กล่องเสียงอักเสบ เกิดจากการติดเชื้อหรือใช้เสียงมาก พบร่วมกับอาการเสียงแหบ บางครั้งพบร่วมกับภาวะที่มีกรดจากกระเพราะไหลย้อนขึ้นมา เกิดเป็นอาการไอเรื้อรังร่วมกับอาการเสียงแหบได้ นอกจากนี้ยังอาจเป็นอาการของมะเร็งกล่องเสียง ซึ่งพบในผู้ป่วยที่สูบบุหรี่มาก ผู้ป่วยมักมีอาการไอร่วมกับเสียงแหบ ถ้าเป็นมากอาจมีต่อมน้ำเหลืองที่คอโต มีอาการกลืนลำบาก หายใจลำบากร่วมด้วย ควรตรวจรักษาตั้งแต่เนิ่น ๆ เนื่องจากส่วนใหญ่ต้องรักษาด้วยการผ่าตัด
4. โรคของทางเดินหายใจส่วนล่าง เช่น วัณโรคปอด มะเร็งปอด หากไม่เคยสูบบุหรี่ แต่มีอาการไอเรื้อรังต่อเนื่องเป็นเวลาหลายเดือน และมีอาการเสียงแหบหรือไอมีเสมหะปนเลือดเป็นเส้น ๆ ร่วมด้วย ควรเฝ้าระวังอย่างมากถึงความเป็นไปได้ที่มีเนื้องอกในปอดกดทับหลอดลม
5.กรดไหลย้อน กรดในกระเพาะอาหารไหลย้อนขึ้นไปยังหลอดอาหาร หรือแม้กระทั่งบริเวณคอหอย กรดที่มีความเป็นกรดสูงจะกระตุ้นเส้นประสาทอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดอาการไอ อาการไอประเภทนี้มักเกิดขึ้นขณะนอนราบหรือนอนหลับ หรือมีอาการชัดเจนเป็นพิเศษหลังรับประทานอาหารอิ่ม
6. สิ่งระคายเคือง เช่น มลพิษทางอากาศ ควัน ฝุ่น และกลิ่นฉุน ควันบุหรี่มือสอง ควันจากการประกอบอาหาร หรือกลิ่นฉุนจากน้ำยาทำความสะอาดที่มีสารเคมีรุนแรง อาจทำให้เยื่อบุทางเดินหายใจเกิดการระคายเคืองทางกายภาพ
7.สภาพอากาศและปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม สภาพอากาศที่หนาวเย็น แห้ง หรือมีมลพิษสูง รวมถึงการสัมผัสสารเคมีหรือก๊าซพิษ ล้วนสามารถกระตุ้นให้เกิดอาการไอเรื้อรังได้
8. ความเครียดทางจิตใจ หรือ “อาการไอจากปัจจัยทางจิตใจ” ซึ่งอาจเกิดจากความเครียดทางจิตใจที่สะสมเป็นเวลานาน
การรักษาอาการไอเรื้อรัง
การรักษาที่สำคัญที่สุด คือ การหาสาเหตุของอาการไอและรักษาตามสาเหตุ การไอเรื้อรังในบางครั้งอาจหายเองได้ บางครั้งเป็นโรคร้ายแรง หรือโรคที่ต้องรับการตรวจวินิจฉัยและรีบทำการรักษา จึงควรไปพบแพทย์และไม่ปล่อยทิ้งไว้นานเกินไป
2.รู้ทันอาการวัยทอง

วัยทองคืออะไร
วัยทอง หรือที่เรียกว่า “วัยหมดประจำเดือน” (Menopause) เป็นช่วงชีวิตของผู้หญิงที่ระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรนในร่างกายลดลงอย่างมาก ส่งผลให้การมีประจำเดือนหยุดลง วัยทองมักเกิดขึ้นเมื่อผู้หญิงอายุระหว่าง 45-55 ปี แต่ก็อาจเกิดขึ้นได้ก่อนหรือหลังช่วงนี้ โดยการหมดประจำเดือนถือเป็นการหยุดการทำงานของรังไข่อย่างถาวร
อาการ
ระยะใกล้ถึงวัยหมดประจำเดือน อยู่ในช่วงอายุระหว่าง 40-50 ปี ผู้ป่วยอาจมีอาการผิดปกติซึ่งมีความรุนแรงมากน้อยแตกต่างกันไป ก่อนเข้าสู่วัยหมดประจำเดือนประมาณ 2-8 ปี บางรายอาจจะไม่มีอาการแสดงให้เห็นเด่นชัดก็ได้ อาการผิดปกติที่เกิดขึ้น เกี่ยวเนื่องกับความแกว่งขึ้น-ลง ของระดับฮอร์โมนเอสโทรเจน รวมทั้งภาวะพร่องเอสโทรเจนในที่สุด โดยมักมีอาการประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอเป็นอาการแรกเริ่ม อาจมาก่อนหรือช้ากว่าปกติ และปริมาณอาจน้อยหรือมากไม่แน่นอน บางรายประจำเดือน อาจหายไปหลายเดือนแล้วกลับมามีประจำเดือนเป็นปกติใหม่ หรืออาจมีประจำเดือนสม่ำเสมอทุกเดือนจนกระทั่งเข้าสู่ภาวะหมดประจำเดือนก็ได้ ต่อมาผู้ป่วยจะมีอาการร้อนซู่ซ่าตามผิวกาย ซึ่งพบได้ประมาณ 3 ใน 4 คน โดยมีอาการร้อนตามใบหน้า ต้นคอ หัวไหล่ แผ่นหลังในช่วงเวลาสั้นๆ ประมาณ 30 วินาที ถึง 5 นาที (เฉลี่ยประมาณ 2-3 นาที) และมักเป็นในช่วงกลางคืน ในรายที่เป็นมากอาจทำให้รู้สึกไม่สบาย หงุดหงิด นอนไม่หลับ การกินอาหารรสเผ็ด รสจัด แอลกอฮอลล์ กาแฟ ความร้อน ความเครียด ความกดดัน เป็นปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดอาการถี่ขึ้นได้
นอกจากนี้ผู้ป่วยอาจมีอาการเหงื่อออก โดยเฉพาะตอนกลางคืน และอาจมีการเปลี่ยนแปลงของอารมณ์และจิตใจ เช่น หงุดหงิดง่าย โมโหบ่อยๆ อารมณ์ขึ้นๆลงๆแปรปรวน วิตกกังวล ซึมเศร้า จิตใจห่อเหี่ยว ความจำเสื่อม หลงๆลืมๆ ไม่มีสมาธิ นอกจากนี้อาจมีอาการปวดหัว เวียนหัว บ้านหมุน อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย ใจสั่น ปวดตามข้อ ในระยะต่อมา เมื่อเกิดภาวะพร่องเอสโทรเจน ก็อาจมีอาการเยื่อบุช่องคลอดแห้ง อาการผิดปกติของการถ่ายปัสสาวะ ผิวหนังแห้ง ริมฝีปากแห้ง ผมแห้ง บางรายอาจพบว่ามีอาการผมบาง เต้านมลดความเต่งตึง เริ่มมีไขมันที่หน้าท้อง
เตรียมตัวก่อนเข้าสู่วัยทอง และการปรับตัวและการดูแลสุขภาพ
การเตรียมตัวก่อนเข้าสู่วัยทองเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้ผู้หญิงสามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายและจิตใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การตรวจสุขภาพประจำปี การจัดการความเครียด และการดูแลสุขภาพจิตเป็นวิธีที่ช่วยเสริมสร้างสุขภาพและคุณภาพชีวิตให้ดียิ่งขึ้นในช่วงวัยทอง
สารอาหารและอาหารเสริมสำหรับวัยทอง
1. อาหารที่ช่วยเสริมฮอร์โมน
ฮอร์โมนจากพืชพบได้ในพืชตระกูลถั่ว ธัญพืช และอาหารจากพืชหลายชนิด นอกจากนี้ ผลไม้ เช่น พุทรา แอปเปิล ลูกแพร์ มะละกอ ผัก เช่น ขึ้นฉ่าย บรอกโคลี ถั่วแระญี่ปุ่น ถั่วลันเตาหวาน รวมถึงโสมจีนและเก๋ากี้ มีสารไฟโตเอสโตรเจนในปริมาณหนึ่ง โดยเฉพาะถั่วเหลืองที่มีสารชนิดนี้สูง จึงเรียกว่า ไอโซฟลาโวนจากถั่วเหลือง ซึ่งอาจช่วยบรรเทาอาการในช่วงวัยทองได้
2. อาหารที่ช่วยลดอาการร้อนวูบวาบ
อาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินบี วิตามินซี และวิตามินอี สามารถช่วยให้ระบบประสาททำงานอย่างสมดุล และอาจช่วยลดความรุนแรงของอาการร้อนวูบวาบได้ นอกจากนี้ อาหารจากถั่วเหลือง เช่น นมถั่วเหลือง เต้าหู้ รวมถึงผักและผลไม้ที่มีใยอาหารสูง เช่น มันเทศ มันเทศญี่ปุ่น แครอต และฟักทอง ซึ่งมีสารไฟโตเอสโตรเจน ก็อาจช่วยลดอาการร้อนวูบวาบได้เช่นกัน
3. อาหารที่ช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุน
อาหารที่มีแคลเซียมและวิตามินดี สามารถช่วยชะลอการสูญเสียมวลกระดูกได้ เช่น ผลิตภัณฑ์จากนม ถั่วและผลิตภัณฑ์จากถั่ว ไข่ ขึ้นฉ่าย ผักกวางตุ้ง ปลาและอาหารทะเล สาหร่าย และผักไห่ ล้วนเป็นแหล่งแคลเซียมที่ดี ผู้หญิงวัยทองควรได้รับแคลเซียมประมาณ 1,500 มิลลิกรัมต่อวัน เพื่อช่วยลดความเสี่ยงของกระดูกหัก
นอกจากนี้ ผิวหนังของเรามีสารชนิดหนึ่งที่สามารถเปลี่ยนเป็นวิตามินดีได้เมื่อได้รับแสงแดด ดังนั้น การออกแดดในปริมาณที่เหมาะสมจึงช่วยให้ร่างกายได้รับวิตามินดี หากจำเป็นต้องเสริมวิตามินดี สามารถได้รับจากอาหารบางชนิด เช่น ปลา ตับ ผลิตภัณฑ์จากนม และไข่แดง
4. อาหารที่ช่วยลดความเครียดและช่วยให้นอนหลับ
การได้รับวิตามินบีรวมอย่างเพียงพอ ซึ่งประกอบด้วยวิตามินบี 1 บี 2 บี 6 บี 12 กรดโฟลิก และไนอะซิน สามารถช่วยสนับสนุนการทำงานของระบบต่อมไร้ท่อและระบบประสาท ช่วยบรรเทาอาการซึมเศร้า หงุดหงิดง่าย วิตกกังวล และอารมณ์แปรปรวน ข้าวกล้อง ข้าวไม่ขัดสี ข้าวธัญพืช ขนมปังโฮลวีต ยีสต์ ผักใบเขียวเข้ม และนมไขมันต่ำ ล้วนเป็นแหล่งวิตามินบีรวมที่ดี นอกจากนี้ การได้รับแคลเซียมอย่างเพียงพอยังช่วยให้ระบบประสาทผ่อนคลาย และอาจช่วยบรรเทาความตึงเครียดหรือปัญหานอนไม่หลับที่เกิดจากการลดลงของฮอร์โมนเพศหญิงได้
5. อาหารที่ช่วยชะลอความเสื่อมและเพิ่มความสดชื่นให้ร่างกาย
ควรรับประทานอาหารที่มีวิตามินซี วิตามินอี เบตาแคโรทีน และสารพฤกษเคมี ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยปกป้องเซลล์จากอนุมูลอิสระและช่วยชะลอความเสื่อมของร่างกาย วิตามินซีพบได้มากในผักและผลไม้สด ส่วนวิตามินอีพบได้ในงา ถั่วลิสง วอลนัต เมล็ดทานตะวัน และอัลมอนด์ ขณะที่เบตาแคโรทีนมักพบในผักและผลไม้สีแดง สีเหลือง สีส้ม รวมถึงผักใบเขียวเข้ม
6. อาหารที่ช่วยป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด
อาหารที่มีใยอาหารสูงและพลังงานต่ำ สามารถช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ ใยอาหารเปรียบเสมือน “ผู้กวาดล้าง” ในร่างกาย ช่วยส่งเสริมการทำงานของระบบทางเดินอาหาร และช่วยจับไขมันส่วนเกินและสารที่ไม่พึงประสงค์ในร่างกาย
การออกกำลังกายที่เหมาะสมกับวัยทอง
งานวิจัยยืนยันว่า การออกกำลังกายระดับปานกลาง (Moderate Intensity) ให้ประโยชน์สูงสุดต่อสุขภาพ ลดความเสี่ยงโรคหัวใจ เบาหวาน และช่วยให้นอนหลับดีขึ้น ระดับปานกลาง คือการออกกำลังกายที่ เหงื่อซึม หายใจเร็วขึ้น แต่ยังพูดคุยได้ (ประมาณ 60–70% ของอัตราการเต้นหัวใจสูงสุด) ผู้หญิงวัยทองควรออกกำลังกายให้ครบทั้ง 3 แบบ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์สูงสุด
1. แอโรบิก (Aerobic Exercise) เช่น เดินเร็ว วิ่งเหยาะ ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ ทำต่อเนื่อง 30–45 นาทีต่อครั้ง
ช่วยเผาผลาญไขมันส่วนเกิน เสริมความแข็งแรงของหัวใจและปอด ลดความเสี่ยงโรคหัวใจและเบาหวานชนิดที่ 2 ได้ถึง 20–30%
2. แรงต้าน (Resistance Training) เช่น ยกน้ำหนัก ดัมเบลล์ ยางยืด สควอต วิดพื้น ฝึก 2–3 ครั้งต่อสัปดาห์
ช่วยเพิ่มมวลกล้ามเนื้อ เพิ่มความหนาแน่นของกระดูก ช่วยเผาผลาญพลังงานได้มากขึ้นแม้ขณะพัก
3. ยืดเหยียดและการทรงตัว (Stretching & Balance) เช่น โยคะ ไทเก๊ก พิลาทิส ช่วยให้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย เพิ่มการเคลื่อนไหวที่คล่องตัว ลดอาการตึงเกร็ง ช่วยลดโอกาสการหกล้ม
การเรียนรู้และทำความเข้าใจเกี่ยวกับวัยทอง การเรียนรู้เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายและอารมณ์ช่วยให้สามารถเตรียมตัวรับมือได้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ หากมีความรู้สึกซึมเศร้าหรือความเครียดที่ไม่สามารถจัดการได้เอง การขอคำปรึกษาจากนักบำบัดหรือแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเป็นทางเลือกที่ดี
ที่มาข้อมูล
1. edh.tw
2. menopause.org.tw
3.siphhospital.com
4.w9wellness.com