1. ทำไมแรงงานไทยในไต้หวันจึงควรเรียนรู้ภาษาจีน และมีแหล่งเรียนรู้จากที่ไหนบ้าง?
การมาทำงานและใช้ชีวิตในไต้หวัน หากสามารถสื่อสารภาษาจีนกลางได้บ้าง แม้เพียงระดับพื้นฐาน ก็จะช่วยให้ทั้งการทำงานและการใช้ชีวิตประจำวันสะดวกและปลอดภัยมากขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยให้แรงงานต่างชาติเข้าใจสิทธิของตนเองได้ดีขึ้น สื่อสารกับนายจ้างและเพื่อนร่วมงานได้ราบรื่นขึ้น ปรับตัวเข้ากับสังคมไต้หวันได้ง่ายขึ้น รวมถึงเพิ่มโอกาสในการปรับค่าจ้างหรือเลื่อนขั้นสู่การเป็นแรงงานกึ่งฝีมือ

ปัจจุบันมีหน่วยงานภาครัฐและองค์กรต่าง ๆ จัดทำสื่อการเรียนรู้สำหรับแรงงานต่างชาติไว้มากมาย หลายหลักสูตรไม่มีค่าใช้จ่าย และมีเนื้อหาให้เลือกเรียนได้หลายภาษา รวมถึงภาษาไทย จึงสามารถเรียนรู้ได้สะดวกทั้งผ่านโทรศัพท์มือถือและการเข้าเรียนในชั้นเรียนจริง
ทำไมแรงงานไทยควรเรียนรู้ภาษาจีน?
1. สื่อสารกับนายจ้างและเพื่อนร่วมงานได้ดีขึ้น
การรู้ภาษาจีนพื้นฐานช่วยให้เข้าใจคำสั่งงาน สอบถามรายละเอียดงาน แจ้งปัญหา หรือขอความช่วยเหลือได้อย่างถูกต้องแม่นยำ ลดความเข้าใจผิดและข้อผิดพลาดในการทำงาน โดยเฉพาะคำศัพท์ที่ใช้เป็นประจำ เช่น เวลา สถานที่ อุปกรณ์ เครื่องมือ และข้อควรระวังด้านความปลอดภัย

2. เพิ่มความปลอดภัยในการทำงาน
ภาษาจีนไม่ได้มีประโยชน์เฉพาะเรื่องการสนทนาเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยโดยตรง แรงงานที่สามารถอ่านหรือฟังคำเตือนพื้นฐานได้ จะเข้าใจป้ายเตือน วิธีใช้อุปกรณ์ และคำแนะนำด้านความปลอดภัยในการทำงานได้ดียิ่งขึ้น
3. รู้จักและปกป้องสิทธิของตนเอง
การทำงานในต่างประเทศ ควรเข้าใจเรื่องสำคัญต่าง ๆ เช่น ค่าจ้าง ชั่วโมงการทำงาน วันหยุด การลางาน ประกันภัย การเปลี่ยนนายจ้าง และเงื่อนไขการจ้างงาน หากอ่านและเข้าใจภาษาจีนได้ ก็จะช่วยให้ค้นหาข้อมูลจากหน่วยงานราชการ และตรวจสอบข้อมูลที่ได้รับจากนายจ้างหรือผู้เกี่ยวข้องได้ด้วยตนเอง
อย่างไรก็ตาม หากเป็นเรื่องสิทธิแรงงานหรือกฎหมายที่มีความซับซ้อน แรงงานสามารถขอคำปรึกษาจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือโทรสายด่วน 1955 ได้ทันที ไม่ควรตัดสินใจจากข้อมูลที่ได้ยินต่อ ๆ กันมา
4. ใช้ชีวิตประจำวันได้สะดวกขึ้น
ภาษาจีนอยู่รอบตัวเราในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นป้ายคำเตือนในสถานที่ทำงาน หอพัก ป้ายรถประจำทาง สถานีรถไฟ เมนูอาหาร ใบเสร็จสินค้า ฉลากยา ไปจนถึงประกาศจากหน่วยงานราชการ การรู้คำศัพท์และประโยคพื้นฐานจะช่วยให้เดินทาง ซื้อสินค้า ติดต่อโรงพยาบาล หรือทำธุรกรรมต่าง ๆ ได้ด้วยตนเองมากขึ้น

5. สร้างโอกาสในการพัฒนาทักษะและอาชีพ
สำหรับผู้ที่ตั้งใจทำงานในไต้หวันเป็นเวลานาน การพัฒนาทั้งภาษาจีนและทักษะวิชาชีพควบคู่กันไป จะช่วยเพิ่มความสามารถในการทำงาน และเปิดโอกาสสู่ความก้าวหน้าทางอาชีพในอนาคต โดยเฉพาะผู้ที่มีเป้าหมายพัฒนาตนเองสู่งานที่ต้องใช้ทักษะสูงขึ้น รวมถึงเพิ่มโอกาสในการปรับค่าจ้างหรือเลื่อนขั้นเป็นแรงงานกึ่งฝีมือ
แหล่งเรียนภาษาจีนสำหรับแรงงานไทยในไต้หวัน
1. เว็บไซต์ “สิทธิแรงงานต่างชาติ” ของกระทรวงแรงงานไต้หวัน
กรมพัฒนากำลังแรงงาน กระทรวงแรงงานไต้หวัน จัดทำเว็บไซต์สิทธิแรงงานต่างชาติ ซึ่งมีเมนูภาษาไทยให้เลือกใช้ และรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการทำงาน สิทธิแรงงาน กฎหมาย การฝึกอบรม และกิจกรรมต่าง ๆ สำหรับแรงงานต่างชาติไว้อย่างครบถ้วน
นอกจากนี้ เว็บไซต์ยังมีหลักสูตรและสื่อการเรียนภาษาจีนขั้นพื้นฐาน สำหรับแรงงานต่างชาติโดยเฉพาะ พร้อมเนื้อหาประกอบหลายภาษา รวมถึงชุดสื่อสำหรับแรงงานดูแลผู้ป่วยและผู้สูงอายุที่จัดทำเป็นภาษาจีน–ภาษาไทยโดยเฉพาะ 👉 (https://fw.wda.gov.tw/wda-employer/home/index?locale=th&utm_source=chatgpt.com)
2. อี๋เสวียหยวน “移學園” หรือ MLG (Migrant Learning Garden)
กระทรวงแรงงานมีโครงการ "移學園" (Migrant Learning Garden) ซึ่งเป็นแหล่งเรียนภาษาจีนฟรีสำหรับแรงงานต่างชาติ ปัจจุบันมีทั้งกิจกรรมการเรียนภาษาสด ๆ และวิดีโอสำหรับการเรียนรู้ด้วยตนเอง โดยผู้เรียนสามารถเลือกเรียนตามความต้องการและระดับความรู้ของตนเองได้อย่างอิสระ ที่ลิงก์ https://www.facebook.com/groups/700991492222756
ช่องทางนี้เหมาะสำหรับแรงงานที่ไม่สะดวกเดินทางไปเรียน หรือมีเวลาว่างไม่แน่นอน เพราะสามารถใช้สื่อออนไลน์เรียนได้ตามเวลาของตนเอง

3. หลักสูตรภาษาจีนของหน่วยงานท้องถิ่น
กองแรงงานหรือหน่วยงานของรัฐบาลท้องถิ่นหลายแห่งจัดหลักสูตรภาษาและกิจกรรมเพื่อช่วยให้แรงงานต่างชาติปรับตัวเข้ากับสังคมไต้หวัน โดยสามารถตรวจสอบหลักสูตรที่เปิดสอนได้จากระบบค้นหาหลักสูตรของกรมพัฒนากำลังแรงงาน
เรียนอย่างไรให้ได้ผล?
การเรียนภาษาจีนไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการท่องจำคำศัพท์จำนวนมาก แนะนำให้เริ่มจากคำและประโยคที่ใช้จริงในชีวิตประจำวันและการทำงาน เช่น
- กินข้าวแล้วหรือยัง
- วันนี้ทำงานกี่โมง?
- ต้องทำอะไร?
- ช่วยพูดอีกครั้งได้ไหม?
- ฉันไม่เข้าใจ
- ฉันไม่สบาย
จากนั้นค่อย ๆ เพิ่มคำศัพท์เฉพาะที่เกี่ยวข้องกับอาชีพของตนเอง เช่น งานโรงงาน งานก่อสร้าง งานประมง งานดูแลผู้สูงอายุ หรืองานในภาคบริการ
เคล็ดลับสำคัญคือ "เรียนแล้วต้องใช้" พยายามพูดภาษาจีนกับนายจ้าง เพื่อนร่วมงาน หรือคนในชุมชนให้ได้ทุกวัน แม้จะพูดได้เพียงไม่กี่ประโยค แต่เมื่อใช้ซ้ำอย่างสม่ำเสมอ ก็จะช่วยให้จดจำได้เร็วขึ้นโดยไม่รู้ตัว
นายจ้างก็มีส่วนช่วยได้
นายจ้างหรือล่ามผู้ดูแลสามารถมีส่วนช่วยสนับสนุนการเรียนรู้ของแรงงานต่างชาติได้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการดาวน์โหลดสื่อการเรียนภาษาจีนหลายภาษาจากเว็บไซต์ของกระทรวงแรงงาน เปิดโอกาสให้แรงงานเข้าร่วมหลักสูตร หรือแนะนำแหล่งเรียนรู้ที่เหมาะสม เพื่อให้แรงงานสามารถเรียนรู้ได้สะดวกยิ่งขึ้น
เรียนภาษาจีนวันนี้ เพื่อใช้ชีวิตในไต้หวันได้มั่นใจขึ้น
การเรียนภาษาจีนอาจเริ่มต้นจากคำศัพท์เพียงวันละไม่กี่คำ แต่ทุกคำที่เรียนรู้ล้วนนำไปใช้ได้จริง ทั้งในการทำงาน การเดินทาง การติดต่อหน่วยงาน การใช้บริการด้านสุขภาพ และการปกป้องสิทธิของตนเอง
แรงงานไทยไม่จำเป็นต้องรอให้พูดภาษาจีนได้เก่งก่อนจึงจะเริ่มเรียน เพียงเริ่มต้นจากสิ่งที่ใช้ในชีวิตประจำวัน และเรียนรู้อย่างสม่ำเสมอ ก็สามารถพัฒนาทักษะภาษาได้ทีละขั้นอย่างมั่นคง
2. ค่าบริการรายเดือนบริษัทจัดหางาน: สิทธิที่แรงงานไทยในไต้หวันควรรู้
หนึ่งในเรื่องที่แรงงานต่างชาติในไต้หวันบ่นกันมากที่สุด คือการถูกบริษัทจัดหางานเรียกเก็บ "ค่าบริการรายเดือน" ทั้งที่รู้สึกว่าตัวเองไม่ได้ใช้บริการอะไรเลย โดยเฉพาะแรงงานที่ลากลับบ้านไปพักร้อนหรือเยี่ยมญาตินาน 2-3 สัปดาห์ แต่พอกลับมาก็ยังถูกเรียกเก็บค่าบริการเต็มเดือนเหมือนเดิม คำถามคือ...นี่ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่?

ทำไมถึงมีการเก็บค่าบริการนี้
กระทรวงแรงงานไต้หวันชี้แจงว่า เนื่องจากแรงงานต่างชาติส่วนใหญ่ไม่ถนัดภาษาจีน ไม่คุ้นเคยกับระบบราชการ และนายจ้างเองก็มักไม่มีเวลาดูแลเรื่องเอกสารต่าง ๆ ให้ กระทรวงแรงงานจึงอนุญาตให้บริษัทจัดหางานเก็บค่าบริการดูแลแรงงานเป็นรายเดือนได้ ในอัตราที่กำหนดไว้ชัดเจนดังนี้
- ปีที่ 1: ไม่เกินเดือนละ 1,800 เหรียญไต้หวัน
- ปีที่ 2: ไม่เกินเดือนละ 1,700 เหรียญไต้หวัน
- ปีที่ 3 เป็นต้นไป (กรณีทำงานกับนายจ้างเดิม): ไม่เกินเดือนละ 1,500 เหรียญไต้หวัน
- รวมตลอดสัญญา 3 ปี: ไม่เกิน 60,000 เหรียญไต้หวัน
ข้อสังเกตสำคัญคือกฎหมายใช้คำว่า "ไม่เกิน" ซึ่งหมายความว่าบริษัทจัดหางานสามารถเก็บน้อยกว่านี้ หรือไม่เก็บเลยก็ได้หากนายจ้างรับภาระออกให้ แต่หากเก็บเกินอัตราที่กำหนด ถือว่าผิดกฎหมายทันที โดยมีบทลงโทษปรับ 10-20 เท่าของมูลค่าที่เรียกเก็บเกิน และในกรณีร้ายแรงอาจถูกเพิกถอนใบอนุญาตประกอบการนาน 1 ปี

บริการที่บริษัทจัดหางานต้องให้ฟรี ห้ามเก็บเพิ่ม
กรมพัฒนากำลังแรงงานกำหนดว่า เมื่อเก็บค่าบริการรายเดือนแล้ว บริษัทจัดหางานต้องให้บริการต่อไปนี้โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม:
- รับ-ส่งแรงงานต่างชาติระหว่างสนามบินกับโรงงาน ทั้งตอนเดินทางมาถึงและตอนครบสัญญาเดินทางกลับ
- พาไปตรวจสุขภาพ และทำ/ต่ออายุใบถิ่นที่อยู่ หรือ ARC ตามที่กฎหมายกำหนด
- เป็นล่ามแปลภาษาระหว่างนายจ้างกับแรงงาน

4 หลักการสำคัญที่บริษัทจัดหางานต้องปฏิบัติตาม
1. ต้องมีสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษร
บริษัทจัดหางานต้องทำสัญญาให้บริการกับแรงงานแต่ละรายเป็นภาษาที่แรงงานเข้าใจ (เช่น ภาษาไทย) โดยระบุรายละเอียดให้ชัดเจน ทั้งระยะเวลาการให้บริการ ประเภทบริการ สิทธิและหน้าที่ของทั้งสองฝ่าย รวมถึงค่าชดเชยหากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งผิดสัญญาจนอีกฝ่ายเสียหาย เช่น ลืมต่อบัตร ARC จนหมดอายุ ทำให้ต้องเสียค่าปรับหรือต้องเดินทางกลับไปดำเนินการใหม่

2. ต้องให้บริการจริง
แม้แรงงานหลายคนจะรู้สึกว่าไม่เคยเห็นบริษัทจัดหางานช่วยอะไร นอกจากมาเก็บเงินทุกเดือน แต่ในความเป็นจริงบริษัทมักช่วยดำเนินการเรื่องที่แรงงานอาจไม่รู้ตัว เช่น การยื่นขอใบอนุญาตทำงานและใบอนุญาตจ้างงานต่อกระทรวงแรงงานเมื่อเดินทางถึงไต้หวัน ทั้งนี้ กระทรวงแรงงานย้ำว่า หากแรงงานสามารถดำเนินการเองได้ หรือนายจ้างรับดำเนินการให้เอง ก็ไม่จำเป็นต้องพึ่งบริษัทจัดหางาน และไม่ต้องจ่ายค่าบริการส่วนนี้

3. ห้ามเก็บล่วงหน้า
บริษัทจัดหางานสามารถเรียกเก็บครั้งละ 3 เดือนได้ แต่ต้องเป็นการเก็บหลังจากให้บริการแล้วเท่านั้น ห้ามเก็บล่วงหน้าเด็ดขาด นอกจากนี้ยังห้ามนายจ้างช่วยหักค่าบริการจากเงินเดือนแรงงานก่อนจ่ายให้ วิธีที่ถูกต้องคือนายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างเต็มจำนวนให้แรงงานก่อน แล้วบริษัทจัดหางานค่อยไปเรียกเก็บเป็นรายบุคคลเอง
หากนายจ้างฝ่าฝืนช่วยหักเงิน จะมีความผิดตามมาตรา 59 ข้อ 9 ของกฎหมายการจ้างงาน มีโทษปรับสูงถึง 60,000-300,000 เหรียญไต้หวัน
4. ต้องออกใบเสร็จรับเงินทุกครั้ง
เมื่อเรียกเก็บเงินจากแรงงาน บริษัทจัดหางานต้องออกใบเสร็จกำกับภาษีที่ถูกต้องให้ทุกครั้ง ซึ่งใบเสร็จนี้สามารถนำไปลุ้นรางวัลล็อตเตอรีใบเสร็จได้เหมือนใบเสร็จซื้อสินค้าทั่วไปในทุกเดือนคี่

สรุป: ช่วงลาพักร้อนไม่ต้องจ่ายเต็มเดือน
จากหลักการทั้งหมดข้างต้น กระทรวงแรงงานได้ตอบข้อสงสัยไว้ชัดเจนว่า ช่วงเวลาที่แรงงานต่างชาติลากลับบ้านไปพักร้อนหรือเยี่ยมญาติ ถือว่าไม่ได้ใช้บริการของบริษัทจัดหางาน จึงไม่ต้องจ่ายค่าบริการในช่วงนั้น โดยบริษัทจัดหางานสามารถเรียกเก็บได้เฉพาะช่วงก่อนเดินทางกลับบ้านและหลังเดินทางกลับมาไต้หวันแล้วเท่านั้น ซึ่งต้องคิดคำนวณเป็นรายวัน ไม่สามารถเหมาเรียกเก็บเต็มเดือนได้
หากแรงงานต่างชาติพบว่าบริษัทจัดหางานเรียกเก็บค่าบริการผิดไปจากหลักเกณฑ์เหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นการเก็บเกินอัตรา เก็บล่วงหน้า เก็บในช่วงลาพักร้อนแบบเหมาเดือน หรือไม่ออกใบเสร็จให้ ถือเป็นสิทธิที่สามารถร้องเรียนต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้
3. มือถือแบตหมด–สื่อสารภาษาจีนไม่ได้ แรงงานเวียดนามหลงทาง ตำรวจช่วยหาทางกลับที่พัก เตือนแรงงานไทยเตรียมพร้อมก่อนเดินทาง
แรงงานไทยที่เพิ่งเดินทางมาทำงานในไต้หวันและยังไม่คุ้นเคยกับเส้นทางหรือการสื่อสารภาษาจีน ควรเพิ่มความระมัดระวังในการเดินทาง โดยเฉพาะเมื่อใช้ระบบจีพีเอสในมือถือนำทาง ขี่รถจักรยานหรือจักรยานไฟฟ้าเดินทางไปยังสถานที่ต่าง ๆ เพราะหากโทรศัพท์มือถือแบตเตอรี่หมดและไม่สามารถสื่อสารกับคนในพื้นที่ได้ อาจทำให้เกิดปัญหาหลงทางและไม่สามารถเดินทางกลับที่พักได้

กรณีดังกล่าวเกิดขึ้นกับแรงงานเวียดนามวัย 35 ปีรายหนึ่ง ซึ่งเดินทางจากเขตต้าหลียว นครเกาสง หลังไปพบแพทย์และกำลังขี่รถจักรยานไฟฟ้ากลับที่พักในเขตเยี่ยนเฉา แต่ระหว่างทางโทรศัพท์มือถือแบตเตอรี่หมด ทำให้ไม่สามารถใช้ระบบนำทางได้ ประกอบกับเจ้าตัวพูดภาษาจีนไม่ได้ จึงไม่สามารถสอบถามเส้นทางจากผู้อื่นได้ และขี่รถวนไปมาโดยไม่ทราบว่าตนเองอยู่ที่ใด
ในที่สุดแรงงานรายนี้เดินทางไปไกลถึงตำบลซินหยวน เมืองผิงตง และบังเอิญพบสถานีตำรวจซินหยวน จึงเข้าไปขอความช่วยเหลือ เจ้าหน้าที่ตำรวจเมื่อทราบสถานการณ์ ได้จัดสถานที่ให้พักและนำอุปกรณ์ชาร์จโทรศัพท์มาให้ เมื่อโทรศัพท์กลับมาใช้งานได้ เจ้าหน้าที่จึงช่วยตรวจสอบเส้นทางและอธิบายเส้นทางกลับที่พักอย่างละเอียด ทำให้แรงงานรายนี้สามารถเดินทางกลับได้อย่างปลอดภัย และรู้สึกซาบซึ้งต่อความช่วยเหลือของตำรวจ

ตำรวจผิงตงช่วยแรงงานเวียดนามชาร์จแบต ช่วยตรวจสอบเส้นทางและอธิบายเส้นทางกลับที่พักอย่างละเอียด (ภาพจากสถานีตำรวจผิงตง)
ตำรวจเมืองผิงตงฝากเตือนประชาชนและแรงงานต่างชาติว่า ก่อนขี่รถจักรยานไฟฟ้าหรือเดินทางไกล ควรตรวจสอบสภาพรถให้พร้อมใช้งาน รวมทั้งตรวจสอบแบตเตอรี่โทรศัพท์มือถือและพาวเวอร์แบงก์ให้เพียงพอ พร้อมวางแผนเส้นทางล่วงหน้า เพื่อป้องกันปัญหาโทรศัพท์แบตหมดจนไม่สามารถใช้ระบบนำทาง และลดความเสี่ยงจากการหลงทางหรือเกิดอันตรายระหว่างเดินทาง
สำหรับแรงงานไทยที่เพิ่งมาใหม่ควรป้องกันอย่างไร?
1. ชาร์จโทรศัพท์ให้เต็มก่อนออกเดินทาง
ก่อนออกจากที่พักควรตรวจสอบแบตเตอรี่โทรศัพท์ให้เพียงพอ โดยเฉพาะหากต้องเดินทางไปโรงพยาบาล หน่วยงานราชการ หรือสถานที่ที่ไม่คุ้นเคย และควรพกพาวเวอร์แบงก์ติดตัวไว้เสมอ
2. ดาวน์โหลดแผนที่หรือบันทึกเส้นทางไว้ล่วงหน้า
อย่าพึ่งพาระบบนำทางเพียงอย่างเดียว ควรบันทึกชื่อและที่อยู่ของโรงงาน ที่พัก โรงพยาบาล หรือสถานที่ปลายทางไว้ทั้งภาษาไทยและภาษาจีน เพื่อใช้สอบถามผู้อื่นได้หากเกิดปัญหา
3. พกข้อมูลสำคัญติดตัว
แรงงานที่ยังพูดภาษาจีนไม่ได้คล่อง ควรพกบัตรหรือกระดาษที่ระบุชื่อ ที่อยู่ที่พัก ชื่อโรงงาน และหมายเลขโทรศัพท์ของนายจ้าง หัวหน้างาน หรือผู้ประสานงาน รวมถึงบันทึกข้อมูลเหล่านี้ไว้ในโทรศัพท์ เพื่อให้สามารถขอความช่วยเหลือได้ง่ายขึ้น

ตำรวจผิงตงช่วยแรงงานเวียดนามชาร์จแบต ช่วยตรวจสอบเส้นทางและอธิบายเส้นทางกลับที่พักอย่างละเอียด (ภาพจากสถานีตำรวจผิงตง)
4. เรียนรู้คำศัพท์ภาษาจีนที่จำเป็นสำหรับการเดินทาง
แรงงานใหม่ควรฝึกคำศัพท์และประโยคพื้นฐาน เช่น “ฉันหลงทาง”“ช่วยบอกทางให้หน่อย”“ฉันต้องการกลับที่พัก” รวมถึงชื่อสถานที่สำคัญ เช่น โรงพยาบาล สถานีตำรวจ สถานีรถไฟ และชื่อเขตหรือเมืองที่ตนเองพักอาศัย
5. หากหลงทาง อย่าขี่รถวนไปเรื่อย ๆ
เมื่อรู้ตัวว่าหลงทาง ควรหยุดรถในบริเวณที่ปลอดภัยและพยายามตรวจสอบตำแหน่งของตนเอง หากโทรศัพท์ยังใช้งานได้ ให้ติดต่อเพื่อนร่วมงาน นายจ้าง หรือผู้ที่สามารถช่วยเหลือได้ ไม่ควรขี่รถต่อโดยไม่ทราบเส้นทาง เพราะอาจยิ่งออกห่างจากจุดหมายและเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ

6. จำไว้ว่า “สถานีตำรวจ” เป็นจุดขอความช่วยเหลือได้
หากหลงทาง ประสบอุบัติเหตุ หรือพบเหตุฉุกเฉินและไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ แรงงานต่างชาติสามารถเข้าไปขอความช่วยเหลือจากสถานีตำรวจใกล้เคียงได้ ตำรวจย้ำว่า การให้ความช่วยเหลือประชาชนไม่แบ่งแยกเชื้อชาติหรือสัญชาติ และสามารถโทรศัพท์แจ้งเหตุฉุกเฉินที่ 110 ได้
เหตุการณ์ของแรงงานเวียดนามรายนี้จึงเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับแรงงานไทย โดยเฉพาะผู้ที่เพิ่งเดินทางมาไต้หวันและยังไม่คุ้นเคยกับเส้นทางหรือภาษา การเตรียมโทรศัพท์ให้พร้อม พกพาวเวอร์แบงก์ บันทึกข้อมูลที่อยู่และหมายเลขโทรศัพท์สำคัญ รวมถึงเรียนรู้เส้นทางและภาษาจีนพื้นฐาน ล้วนช่วยลดความเสี่ยงจากการหลงทางและทำให้สามารถขอความช่วยเหลือได้อย่างรวดเร็วเมื่อเกิดเหตุไม่คาดคิด