เจ้านายไต้หวันทิ้งมรดก 4 ล้านเหรียญไต้หวันให้ผู้ดูแล 8 ปีเสมือน “พ่อลูก” ก่อนมีข่าวเงินหมด เจ้าตัวโผล่แจง “ฉันยังอยู่ดีที่อินโดฯ
เรื่องราวของ Yuli ผู้ดูแลชาวอินโดนีเซีย กับ เฉินซงหย่ง (陳松勇) นักแสดงนำชายยอดเยี่ยมจากรางวัลม้าทองคำของไต้หวัน เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่สะท้อนให้เห็นว่า “การได้รับเงินก้อนใหญ่” อาจเปลี่ยนชีวิตคนได้ในพริบตา แต่สิ่งที่ยากกว่านั้นคือการบริหารเงินก้อนนั้นให้อยู่รอดและสร้างความมั่นคงไปได้ตลอดชีวิต
เฉินซงหย่งเสียชีวิตด้วยภาวะไตวายในปี 2021 ขณะอายุ 80 ปี ช่วงบั้นปลายชีวิต เขามี Yuli คอยดูแลอย่างใกล้ชิดเป็นเวลาหลายปี จากความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง ค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นความผูกพันเสมือนคนในครอบครัว จนก่อนเสียชีวิต เฉินซงหย่งได้จัดสรรมรดกประมาณ 1 พันล้านรูเปียห์อินโดนีเซีย หรือราว 4 ล้านเหรียญไต้หวัน ตามอัตราแลกเปลี่ยนในขณะนั้นให้ Yuli เพื่อเป็นหลักประกันให้เธอกลับไปใช้ชีวิตที่อินโดนีเซียอย่างมั่นคง
ความเมตตาของ “หย่งป๋อ” ที่ Yuli เรียกเฉินซงหย่งด้วยความสนิทสนม ไม่ได้มีเพียงมรดกก้อนใหญ่เท่านั้น ตลอดเวลาที่เธอทำงานดูแลเขา เฉินซงหย่งยังจ่ายค่าจ้างให้เธอในอัตราสูงกว่าปกติถึงประมาณสองเท่า และโบนัสช่วงปลายปียังมอบเป็นทองคำแท่งอีกด้วย หลังจากดูแลกันมานานหลายปีและเฉินซงหย่งไม่มีภรรยาหรือบุตร น้องชายของเขาจึงตัดสินใจมอบเงินก้อนดังกล่าวให้ Yuli เพื่อเป็นการตอบแทนความทุ่มเทและความเอาใจใส่ที่เธอมอบให้พี่ชายมาตลอดหลายปี
เงินจำนวนนี้จึงไม่ใช่เพียง “มรดก” แต่เป็นเสมือนของขวัญชิ้นสุดท้ายจากเจ้านายผู้มีน้ำใจ ซึ่งต้องการให้คนที่เคยอยู่เคียงข้างเขาในช่วงสุดท้ายของชีวิต มีโอกาสกลับบ้านเกิดและใช้ชีวิตอย่างไม่ลำบาก
หลังได้รับเงิน Yuli ตั้งใจว่าจะกลับไปใช้ชีวิตที่อินโดนีเซียอย่างสบาย และไม่ต้องเดินทางไปทำงานต่างประเทศอีก เธอนำเงินส่วนหนึ่งไปซื้อบ้านให้ครอบครัว โดยเฉพาะแม่ที่ต้องการปรับปรุงบ้านเก่า จากนั้นยังซื้ออสังหาริมทรัพย์อีกแห่งตามคำแนะนำของเพื่อน โดยหวังนำไปปล่อยเช่าเพื่อสร้างรายได้ประจำและเป็นหลักประกันในอนาคต
อย่างไรก็ตาม ชีวิตหลังได้รับเงินก้อนใหญ่ไม่ได้ราบรื่นอย่างที่คิด มีรายงานก่อนหน้านี้ว่า Yuli ใช้เงินมรดกไปจนเกือบหมดภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งปี ก่อนจะมีภาระหนี้สินตามมา จนต้องทยอยขายทรัพย์สินและกลับมาทำงานเป็นผู้ดูแลในไต้หวันอีกครั้ง เรื่องดังกล่าวกลายเป็นข่าวที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในโลกออนไลน์ โดยเฉพาะประเด็นที่ว่าเงินจำนวนมหาศาลสามารถหมดลงได้อย่างรวดเร็วเพียงใด หากไม่มีประสบการณ์ในการบริหารทรัพย์สิน
อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้จำเป็นต้องแยกออกจากข้อเท็จจริงที่ยืนยันได้ เพราะข้อมูลเรื่อง Yuli ใช้มรดกจนหมดภายในปีเดียว ก่อนหน้านี้มีต้นทางสำคัญจากโพสต์ในกลุ่มชาวอินโดนีเซียบนโลกออนไลน์ และไม่ได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการ ขณะที่ เฉินเหวยฮั่น (陳韋翰) เพื่อนสนิทและผู้จัดการมรดกของเฉินซงหย่ง เคยให้ข้อมูลว่า Yuli ยังคงมีทรัพย์สินอยู่ในอินโดนีเซีย ทั้งร้านค้าขนาดค่อนข้างใหญ่และที่ดินบางส่วน
ล่าสุด Yuli ยังออกมาปฏิเสธข่าวลือด้วยตัวเอง หลังเฉินเย่ฟาง(陳業芳) นักเขียนชื่อดังชาวอินโด และเป็นผู้ตั้งฐานในไต้หวันด้วย ได้เผยแพร่ภาพวิดีโอคอลกับเธอผ่านเฟซบุ๊ก Yuli ยืนยันว่าเธอยังคงใช้ชีวิตอยู่ที่อินโดนีเซียเป็นอย่างดี พร้อมพาชมกิจการร้านค้าที่เธอดำเนินงานอยู่ จนเฉินเย่ฟางถึงกับพูดว่า “ร้านใหญ่มากเลยนะ นี่ไม่ใช่ร้านโชห่วยแล้ว!”
Yuli ยังแสดงสร้อยคอทองคำและแหวนทองที่สวมอยู่ พร้อมบอกว่าสิ่งของเหล่านี้เป็นของขวัญที่เฉินซงหย่งมอบให้ เธอย้ำว่า “ฉันอยู่ที่อินโดนีเซียสบายดี ไม่ได้เป็นอะไรเลย” พร้อมระบุว่าทั้งเพื่อนของเธอและเพื่อนของเฉินซงหย่งต่างไม่เชื่อข่าวที่ถูกนำเสนอออกมา
ปัจจุบัน Yuli ไม่ได้มีเพียงรายได้จากร้านค้าเท่านั้น แต่ยังมีรายได้จากการปล่อยเช่าอสังหาริมทรัพย์ และในเวลาว่างยังทำคุกกี้ออกจำหน่าย เธอบอกว่าไม่ได้ทำเพราะขาดแคลนเงิน แต่เพียงต้องการหาอะไรทำและใช้ชีวิตให้มีคุณค่า
แม้ข้อเท็จจริงเรื่องสถานะทางการเงินของ Yuli จะยังมีรายละเอียดที่แตกต่างกันระหว่างรายงานแต่ละแหล่ง แต่เรื่องราวนี้กลับให้ข้อคิดสำคัญกว่าตัวเลขในบัญชี นั่นคือ เงินก้อนใหญ่ไม่ได้รับประกันความมั่นคง หากเจ้าของเงินไม่รู้จักบริหารจัดการ
บทเรียนเช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับ Yuli เท่านั้น ในต่างประเทศก็มีตัวอย่างผู้ที่ร่ำรวยขึ้นอย่างรวดเร็วจากการถูกลอตเตอรี่ แต่สุดท้ายกลับสูญเสียทรัพย์สินจำนวนมหาศาล เพราะขาดการวางแผนทางการเงินและการควบคุมการใช้จ่าย สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า “รวยเร็ว” อาจเกิดขึ้นได้ในเวลาเพียงชั่วข้ามคืน แต่ “รักษาความรวย” ต้องอาศัยทั้งวินัย ความรู้ และการตัดสินใจอย่างรอบคอบ
เรื่องของ Yuli จึงไม่ควรถูกมองเพียงว่าเป็นข่าวของหญิงชาวอินโดนีเซียที่ได้รับมรดกจากเจ้านายชาวไต้หวัน หากยังเป็นเรื่องราวของ น้ำใจและความผูกพันระหว่างคนสองคน เฉินซงหย่งเลือกตอบแทนผู้หญิงคนหนึ่งที่ดูแลเขาในช่วงสุดท้ายของชีวิต ด้วยทรัพย์สินก้อนใหญ่ที่เขาหวังว่าจะช่วยให้เธอมีชีวิตที่ดีขึ้น ขณะที่ Yuli เองก็ยังเก็บรักษาทองคำที่เขามอบให้ไว้เป็นเสมือนตัวแทนของความทรงจำและความผูกพันระหว่างกัน
ท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่เรื่องนี้เตือนใจเราอาจไม่ใช่เพียงว่า “อย่าใช้เงินจนหมด” แต่คือ เมื่อได้รับโอกาสทางการเงินครั้งใหญ่ ต้องรู้จักเปลี่ยนเงินก้อนนั้นให้กลายเป็นความมั่นคง ไม่ว่าจะเป็นการแบ่งเงินเก็บ ลงทุนในทรัพย์สินที่สร้างรายได้ วางแผนค่าใช้จ่าย หรือกันเงินสำรองไว้สำหรับอนาคต เพราะเงินที่ได้มาอย่างรวดเร็ว หากบริหารไม่เป็น ก็สามารถหายไปได้รวดเร็วไม่แพ้กัน
เพราะความมั่งคั่งที่แท้จริง ไม่ได้วัดจากจำนวนเงินที่เราเคยมี แต่คือความสามารถในการทำให้เงินที่มีอยู่ สร้างประโยชน์และอยู่กับเราได้นานที่สุด