วันนี้เราจะพาไปทำความรู้จักกับโครงการนี้กันค่ะ โครงการที่เรากำลังพูดถึงมีชื่อว่า "青年回鄉行動獎勵計畫" หรือ "โครงการรางวัลสนับสนุนการกลับบ้านเกิดของเยาวชน" ของกรมพัฒนาชนบทและอนุรักษ์ดินและน้ำ กระทรวงเกษตรไต้หวัน ปีนี้ถือเป็นปีที่ 10 ของโครงการแล้ว ตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา มีเยาวชนมากกว่า 1,700 คน ตัดสินใจกลับไปทำงานและพัฒนาชุมชนชนบททั่วไต้หวัน สำหรับปี 2569 ได้เปิดรับสมัครแล้ว และจะปิดรับสมัครในวันที่ 8 กันยายน เวลา 12.00 น. รัฐบาลไต้หวันต้องการให้คนรุ่นใหม่ใช้ความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ของตัวเอง มาสร้างคุณค่าให้กับชนบท ยกตัวอย่างเช่น นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาช่วยการเกษตร พัฒนาการท่องเที่ยวเชิงชุมชน สร้างแบรนด์สินค้าเกษตร นำสื่อออนไลน์มาช่วยประชาสัมพันธ์สินค้าท้องถิ่น สร้างธุรกิจเพื่อสังคมที่ช่วยแก้ปัญหาในชุมชน
โครงการเปิดรับสมัครผู้มีอายุระหว่าง 18-45 ปี ผู้ผ่านการคัดเลือกจะได้รับเงินสนับสนุนสูงสุด 800,000 เหรียญไต้หวันต่อปี แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าคือเงินทุนไม่ใช่สิ่งเดียวที่ได้รับ ผู้เข้าร่วมยังได้รับที่ปรึกษาคอยให้คำแนะนำ หลักสูตรอบรมด้านการบริหารโครงการ เครือข่ายผู้เชี่ยวชาญ การเชื่อมโยงกับหน่วยงานและทรัพยากรในท้องถิ่นเพื่อช่วยให้ไอเดียสามารถพัฒนาเป็นโครงการที่ดำเนินงานได้จริง รัฐบาลยังสนับสนุนให้คนรุ่นใหม่ชวนคนรุ่นใหญ่หรือผู้ที่มีประสบการณ์ในชุมชนมาร่วมทำงานด้วย เพราะคนรุ่นใหม่อาจมีไอเดีย เทคโนโลยี และความคิดสร้างสรรค์ ส่วนคนรุ่นใหญ่มีประสบการณ์ ความเข้าใจพื้นที่ และเครือข่ายในชุมชน เมื่อทั้งสองรุ่นทำงานร่วมกัน ก็จะช่วยให้การพัฒนาชนบทมีประสิทธิภาพมากขึ้น จากข้อมูลของกรมพัฒนาชนบทฯ ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา มีผู้ส่งข้อเสนอโครงการมากกว่า 1,600 โครงการ สนับสนุนหัวหน้าโครงการแล้ว 386 คน และดึงดูดเยาวชนเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาชนบทมากกว่า 1,700 คน สะท้อนให้เห็นว่า โครงการนี้ไม่ได้เป็นเพียงนโยบายระยะสั้น แต่กำลังสร้างเครือข่ายคนรุ่นใหม่ที่ต้องการพัฒนาชนบททั่วประเทศ
หนึ่งในตัวอย่างที่น่าสนใจคือจางเยว่เถิง (張玥騰) จากตำบลหนานฮว่า นครไถหนาน เขาเห็นว่า คนรุ่นใหม่จำนวนมากมองว่าอาชีพเกษตรกรไม่มีอนาคต จึงเริ่มต้นจากสิ่งที่มีอยู่ในพื้นที่ นั่นคือ อ้อยและน้ำตาลอ้อย เขาไม่ได้เพียงปลูกอ้อยเพื่อขายเท่านั้น แต่สร้างระบบการทำงานใหม่ทั้งหมด ทั้งการรับประกันราคารับซื้อ การสร้างแบรนด์สินค้า การทำการตลาด การขยายช่องทางจำหน่าย รวมทั้งก่อตั้งทีมเทคโนโลยีการเกษตร หนึ่งในผลงานที่ได้รับความชื่นชม คือ การจัดเวิร์กช็อปซ่อมเครื่องจักรการเกษตร ก่อนหน้านี้ ชาวบ้านต้องเสียเวลาเดินทางไปยังร้านซ่อมที่ใกล้ที่สุดกว่า 2 ชั่วโมง เมื่อมีเวิร์กช็อปในชุมชน ก็ช่วยประหยัดทั้งเวลาและค่าใช้จ่าย พร้อมทั้งส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาทำเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
อีกตัวอย่างหนึ่งคือกัวชุนหลาน (郭純嵐) จากตำบลซันอี้ เมืองเหมียวลี่ เธอนำภูมิปัญญาการผลิตน้ำมันหอมระเหยที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน มาผสมผสานกับแนวคิด Green Care หรือการใช้ธรรมชาติ การเกษตร และกิจกรรมกลางแจ้ง มาช่วยดูแลสุขภาพกายและใจ แทนที่จะขายเพียงน้ำมันหอมระเหย เธอพัฒนาเป็นหลักสูตรอบรมและกิจกรรมเรียนรู้จนกลายเป็นธุรกิจการบำบัดด้วยกลิ่นหอมในชนบท นอกจากสร้างรายได้ใหม่ให้ชุมชนแล้ว ยังช่วยดูแลสุขภาพจิตของผู้ที่ต้องรับหน้าที่ดูแลสมาชิกในครอบครัว เช่น ผู้ดูแลผู้สูงอายุ หรือผู้ป่วยระยะยาว เพราะผู้ดูแลเองก็ต้องการคนดูแลเช่นกัน เมื่อผู้ดูแลได้รับการเยียวยาพวกเขาก็จะมีพลังกลับไปดูแลคนในครอบครัวต่อได้ นี่จึงเป็นตัวอย่างของธุรกิจที่สร้างทั้งรายได้และคุณค่าทางสังคมไปพร้อมกัน
นอกจากเงินทุนแล้วรัฐบาลไต้หวันยังยกระดับระบบสนับสนุนผู้เข้าร่วมโครงการ ด้วยการเปิดหลักสูตรชิงชุนสู่ ซึ่งเปรียบเสมือนโรงเรียนสำหรับนักพัฒนาชนบทรุ่นใหม่ ผู้เข้าร่วมจะได้เรียนรู้ การบริหารธุรกิจ การวิเคราะห์ตลาด การสร้างแบรนด์ การวางแผนการเงิน การตัดสินใจทางธุรกิจ เพื่อให้สามารถแข่งขันในตลาดได้จริง พร้อมกันนี้ ยังมีกิจกรรม "青年行動聚" ซึ่งเป็นเวทีให้คนรุ่นใหม่จากพื้นที่ต่าง ๆ ได้มาพบปะ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และสร้างเครือข่าย หลายคนที่กลับไปพัฒนาชนบท มักเผชิญปัญหาเดียวกันคือ ทำงานเพียงลำพัง ไม่มีคนปรึกษา ไม่มีเครือข่าย กิจกรรมนี้จึงช่วยให้พวกเขาได้พบเพื่อนร่วมอุดมการณ์ เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้และร่วมกันผลักดันการพัฒนาชนบทในระยะยาว