1. เกิดน้อยกว่าตาย! หวั่นกระทบความมั่นคงชาติ สภาอุตสาหกรรมไต้หวันเรียกร้องขยายเวลาทำงานของแรงงานต่างชาติเป็น 14 ปี
สภาอุตสาหกรรมไต้หวัน เผยแพร่สมุดปกขาวประจำปี 2026 ในวันที่ 24 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยจากการสำรวจสมาคมอุตสาหกรรมสมาชิก 161 แห่ง พบว่าปัญหาขาดแคลนแรงงานยังคงเป็นประเด็นที่ภาคอุตสาหกรรมกังวลสูงสุด โดยมีสัดส่วนความกังวลถึง 76.6% และครองอันดับหนึ่งติดต่อกันเป็นปีที่ 3

สภาอุตสาหกรรมไต้หวัน เผยแพร่สมุดปกขาวประจำปี 2026 ในวันที่ 24 สิงหาคมที่ผ่านมา เรียกร้องขยายอายุงานแรงงานต่างชาติเป็น 14 ปี (ภาพจาก CNA)
ท่ามกลางสถานการณ์ที่ไต้หวันก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอดอย่างเป็นทางการ สภาอุตสาหกรรมไต้หวันเสนอให้รัฐบาลผ่อนคลายข้อจำกัดการนำเข้าแรงงานต่างชาติอย่างรอบด้าน โดยขยายระยะเวลาทำงานของแรงงานต่างชาติในภาคอุตสาหกรรมจากปัจจุบัน 12 ปี เป็น 14 ปี รวมทั้งเพิ่มโควตาแรงงานต่างชาติสำหรับอุตสาหกรรมก่อสร้างทั่วไปเป็น 2 เท่า หรือ 30,000 คน เพื่อเติมเต็มช่องว่างด้านกำลังคนในภาคอุตสาหกรรม
สมุดปกขาวฉบับนี้ใช้ชื่อว่า "จุดเปลี่ยน – การวางยุทธศาสตร์สำคัญของไต้หวันท่ามกลางการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจโลก" ครอบคลุม 7 ด้าน ได้แก่ การพัฒนาอุตสาหกรรม พลังงานและสิ่งแวดล้อม ภาษีและการเงิน แรงงานสัมพันธ์และทรัพยากรมนุษย์ การค้าระหว่างประเทศ นโยบายสองฝั่งช่องแคบไต้หวัน และทรัพย์สินทางปัญญา รวมทั้งสิ้น 36 ประเด็น พร้อมข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย 130 รายการ

แรงงานไทยในโรงงานผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ที่เขตหยางเหมย นครเถาหยวน
เพื่อทำความเข้าใจความท้าทายที่ภาคการผลิตไต้หวันกำลังเผชิญ ตลอดจนความต้องการและลำดับความสำคัญด้านนโยบายของแต่ละอุตสาหกรรม สภาอุตสาหกรรมไต้หวันได้จัดทำแบบสอบถามกับสมาคมสมาชิกทั้ง 161 แห่ง ผลสำรวจพบว่าปัญหาขาดแคลนแรงงานครองอันดับหนึ่งด้วยสัดส่วนความกังวล 76.6% ตามด้วยการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม 75.7% และนโยบายด้านพลังงาน 63.1%
นายจันเจิ้งเถียน รองประธานสภาอุตสาหกรรมไต้หวัน กล่าวว่า ในปี 2025 จำนวนเด็กเกิดใหม่ในไต้หวันลดลงต่ำกว่า 110,000 คน อัตราเจริญพันธุ์รวมเหลือเพียงประมาณ 0.8% และไต้หวันได้ก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอดอย่างเป็นทางการ ขณะที่จำนวนประชากรรวมอยู่ในภาวะอัตราเกิดต่ำกว่าอัตราตายและลดลงอย่างต่อเนื่อง
สถานการณ์ดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรเท่านั้น แต่ยังทำให้ช่องว่างด้านกำลังแรงงานขยายตัวต่อเนื่อง และอาจพัฒนาไปสู่วิกฤตเชิงระบบที่สั่นคลอนรากฐานของประเทศได้

แรงงานไทยในโรงงานผลิตชุดชั้นใน นิคมอุตสาหกรรมกุยซาน นครเถาหยวน
สภาอุตสาหกรรมฯ เรียกร้องขยายเวลาทำงานของแรงงานต่างชาติเป็น 14 ปี
สภาอุตสาหกรรมไต้หวันเห็นว่า โครงสร้างการนำเข้าแรงงานต่างชาติในปัจจุบัน ซึ่งเน้นอุตสาหกรรมการผลิตแบบ 3K (งานหนัก งานสกปรก งานเสี่ยงอันตราย) และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องเป็นแกนหลัก ไม่สามารถรองรับปัญหาขาดแคลนแรงงานที่เกิดขึ้นในหลากหลายอุตสาหกรรมได้อีกต่อไป
รัฐบาลจึงควรบูรณาการศักยภาพด้านนโยบายของหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อสำรวจและประเมินความต้องการแรงงานที่ขาดแคลนจริงของแต่ละอุตสาหกรรมอย่างแม่นยำ พร้อมทบทวนและผ่อนคลายข้อจำกัดการนำเข้าแรงงานต่างชาติอย่างรอบด้าน โดยปรับแนวทางจาก "การบริหารจัดการผ่านประตูที่แคบ" ไปสู่ "การเชื่อมโยงกำลังคนอย่างทั่วถึง" และยกเลิกข้อจำกัดด้านโควตาที่ตายตัว เพื่อให้ทุกอุตสาหกรรมที่ประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานสามารถได้รับกำลังคนมาเติมเต็ม
นอกจากนี้ สภาอุตสาหกรรมฯ ยังเสนอให้ทบทวนสัดส่วนการจัดสรรโควตาแรงงานต่างชาติในภาคการผลิต และพิจารณาปรับลดค่าธรรมเนียมการจ้างงานเพิ่มเติม เพื่อช่วยลดภาระต้นทุนด้านแรงงานของภาคธุรกิจ
สำหรับปัญหาขาดแคลนแรงงานในภาคอุตสาหกรรมก่อสร้าง สภาอุตสาหกรรมฯ เสนอให้ผลักดัน "รูปแบบการส่งแรงงานต่างชาติออกไปปฏิบัติงานภายนอกสำหรับอุตสาหกรรมก่อสร้าง" พร้อมเพิ่มโควตาแรงงานต่างชาติในอุตสาหกรรมก่อสร้างทั่วไปเป็น 2 เท่า หรือ 30,000 คน
เพื่อรักษาเสถียรภาพของกำลังแรงงานระดับปฏิบัติการในภาคอุตสาหกรรม สภาอุตสาหกรรมฯ ยังเสนอให้รัฐบาลใช้แนวทางเดียวกับแรงงานต่างชาติที่ทำงานตำแหน่งผู้อนุบาลที่ดูแลผู้ป่วยหรือผู้สูงอายุในครัวเรือน โดยขยายระยะเวลาทำงานของแรงงานต่างชาติในภาคอุตสาหกรรมจาก 12 ปี เป็น 14 ปี เพื่อเปิดโอกาสให้นายจ้างสามารถจ้างแรงงานที่คุ้นเคยกับกระบวนการทำงานต่อไปได้อย่างยืดหยุ่นมากขึ้น
ขณะเดียวกัน ควรศึกษาประสบการณ์ของญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ และเร่งพัฒนาแหล่งนำเข้าแรงงานจากประเทศเกิดใหม่อื่น ๆ ที่มีศักยภาพด้านประชากร เพื่อให้แหล่งแรงงานต่างชาติมีความหลากหลายและรองรับความต้องการได้อย่างยั่งยืน

แรงงานไทยในไซต์งานก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีเขียวในนครเถาหยวน
นโยบายค่าหัวคิวเป็นศูนย์อาจเพิ่มต้นทุนธุรกิจ เรียกร้องรัฐบาลจัดมาตรการรองรับให้รอบด้าน
สำหรับแผนของรัฐบาลที่กำลังผลักดันนโยบายให้แรงงานต่างชาติเดินทางมาทำงานโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ภายใน 3 ปี โดยกำหนดให้นายจ้างเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการจัดส่งแรงงานจากต่างประเทศ อาทิ ค่าหัวคิว ค่าอบรม และค่าตั๋วเครื่องบิน นายจันเจิ้งเถียนกล่าวว่า นโยบายดังกล่าวจะช่วยยกระดับภาพลักษณ์ด้านสิทธิมนุษยชนของไต้หวันในเวทีระหว่างประเทศก็จริง แต่ในขณะเดียวกันก็อาจสร้างแรงกดดันด้านต้นทุนอย่างมหาศาลต่อธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม
รัฐบาลจึงควรจัดตั้ง "กลไกสื่อสารด้านแรงงาน นายจ้าง รัฐ ภาคการศึกษา และสิทธิมนุษยชน" อย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง พร้อมเชิญตัวแทนภาคอุตสาหกรรมเข้าร่วมทบทวนโครงสร้างต้นทุนการจัดหาแรงงาน ตลอดจนปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินนโยบาย
สภาอุตสาหกรรมฯ ยังเสนอให้รัฐบาลเจรจากับประเทศต้นทางของแรงงานต่างชาติ เพื่อผลักดัน "ข้อตกลงสร้างความโปร่งใสด้านค่าใช้จ่ายในการจัดส่งแรงงาน" กำหนดมาตรฐานค่าบริการจัดหางานหรือค่าหัวคิว รวมถึงค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ให้เป็นรูปแบบเดียวกัน เพื่อป้องกันไม่ให้ภาคธุรกิจถูกเรียกเก็บค่าใช้จ่ายซ้ำซ้อนหรือถูกเอาเปรียบจากบริษัทจัดหางานหลายทอด
สำหรับการพัฒนาระบบการจ้างตรง ควรนำรูปแบบที่ประสบความสำเร็จของศูนย์สรรหาแรงงานในต่างประเทศประจำฟิลิปปินส์ไปขยายใช้กับอินโดนีเซีย ไทย และเวียดนาม พร้อมจัดตั้งแพลตฟอร์มบริการดิจิทัลแบบครบวงจร เพื่อให้ขั้นตอนการยื่นขอจ้างตรงภายในไต้หวันง่ายและสะดวกยิ่งขึ้น

แรงงานไทยในโรงฟอกย้อม
2. ส.ส. ไต้หวันแฉ นายหน้าจัดหางานข้ามชาติ ส่งแรงงานมาติดตั้งกังหันลมในนามผู้ปฏิบัติงานตามสัญญาแล้วกดค่าจ้าง หวั่นการใช้แรงงานบังคับ
องค์กรภาคประชาสังคมเปิดเผยว่า แรงงานชาวอินโดนีเซียหลายรายเดินทางมาทำงานในไต้หวันในฐานะ “ผู้ปฏิบัติงานตามสัญญา” แต่เมื่อเดินทางเข้าประเทศแล้วกลับถูกขอให้เปลี่ยนสัญญาจ้าง ส่งผลให้ค่าจ้างลดลงอย่างมาก เหลือเพียงประมาณ 100 เหรียญไต้หวันต่อชั่วโมง อีกทั้งยังถูกนายจ้างอ้างว่าไม่อยู่ภายใต้กฎหมายมาตรฐานแรงงานและกฎหมายอื่น ๆ ที่คุ้มครองสิทธิแรงงาน โดยถูกส่งไปทำงานในโครงการของบริษัทการปิโตรเลียมไต้หวัน (CPC) และบริษัทที่รับเหมางานก่อสร้างซึ่งเกี่ยวข้องกับการพัฒนาโครงการพลังงานลมนอกชายฝั่งของรัฐบาล ด้านกระทรวงแรงงานไต้หวันชี้แจงว่า ได้ประสานกองแรงงานท้องถิ่นให้ช่วยตรวจสอบและชี้แจงรายละเอียดของสัญญาจ้างและสภาพการทำงานแล้ว

หลินเยว่ฉิน สมาชิกสภานิติบัญญัติไต้หวันจากพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า ร่วมกับองค์กรภาคประชาสังคม จัดแถลงข่าวเมื่อวันที่ 21 สิงหาคมที่ผ่านมา ระบุว่า ตั้งแต่เดือนเมษายนปีนี้เป็นต้นมา มีแรงงานฝีมือชาวอินโดนีเซียหลายรายทยอยยื่นเรื่องร้องเรียนและขอความช่วยเหลือ โดยระบุว่า Sheffield Green Asia Pte Ltd. กลุ่มธุรกิจข้ามชาติจากสิงคโปร์ซึ่งเชี่ยวชาญด้านการจัดหาแรงงานฝีมือสำหรับอุตสาหกรรมพลังงานลมนอกชายฝั่งและโครงการด้านพลังงาน ได้ยื่นขออนุญาตต่อกระทรวงแรงงานผ่านบริษัทสาขาในไต้หวันเป็นจำนวนมาก เพื่อนำแรงงานฝีมือกลุ่มนี้เข้ามาทำงานในฐานะพนักงานของตนที่เดินทางมาปฏิบัติงานตามสัญญา แต่กลับถูกกล่าวหาว่ามีพฤติกรรมหลอกให้เปลี่ยนสัญญาจ้าง ซึ่งเข้าข่ายการใช้แรงงานบังคับ

แรงงานไทยอินโดนีเซีย 2 คน ชี้แจงในงานแถลงข่าวซึ่งจัดโดยองค์กรภาคประชาสังคม (ภาพจากสมาคมส่งเสริมสิทธิมนุษยชนแห่งไต้หวัน TAHR)
องค์กรภาคประชาสังคมระบุว่า ก่อนเดินทางมาไต้หวัน แรงงานได้ลงนามในสัญญาจ้างที่กำหนดเงินเดือนไว้ที่ 48,596 เหรียญไต้หวันต่อเดือน แต่เมื่อเดินทางเข้าไต้หวันกลับถูกบังคับให้เปลี่ยนสัญญา โดยค่าจ้างลดลงเหลือ 56,270 รูเปียห์อินโดนีเซียต่อชั่วโมง หรือประมาณ 100 เหรียญไต้หวัน นอกจากนี้ยังพบว่าแรงงานกลุ่มนี้ไม่อยู่ภายใต้กฎหมายมาตรฐานแรงงานและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองสิทธิแรงงาน ไม่มีวันหยุด ต้องทำงานเป็นรายชั่วโมง ไม่สามารถร้องเรียนได้ และถูกส่งไปทำงานในโครงการของ CPC รวมถึงบริษัทรับเหมาก่อสร้างที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาโครงการพลังงานลมนอกชายฝั่งของรัฐบาล
ตามกฎหมายการจ้างงานมาตรา 51 "ผู้ปฏิบัติงานตามสัญญา" เป็นระบบใบอนุญาตทำงานที่เปิดทางให้บริษัทต่างประเทศส่งผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิคของตนเข้ามาไต้หวันเพื่อปฏิบัติงานตามสัญญาจ้างเหมาบริการ ความร่วมมือทางเทคนิค หรือภารกิจในลักษณะเดียวกัน อย่างไรก็ตาม หากแรงงานในสถานะดังกล่าวประสบปัญหาค้างจ่ายค่าจ้าง อุบัติเหตุจากการทำงาน การหลอกลวง หรือข้อพิพาทด้านแรงงาน อาจไม่ได้รับการยอมรับว่ามีความสัมพันธ์ในฐานะลูกจ้างกับบริษัทในไต้หวัน ส่งผลให้ไม่ได้รับความคุ้มครองหรือการเยียวยาใด ๆ ตามกฎหมายมาตรฐานแรงงานของไต้หวัน ช่องโหว่นี้จึงอาจกลายเป็นรูปแบบใหม่ที่เปิดโอกาสให้บริษัทในไต้หวันและบริษัทผู้จัดส่งแสวงหาประโยชน์จากแรงงานต่างชาติ

แรงงานอินโดนีเซีย 2 คน (คนที่ 2 และ 3 จากขวา) ชี้แจงในงานแถลงข่าวซึ่งจัดโดยองค์กรภาคประชาสังคม (ภาพจากสมาคมส่งเสริมสิทธิมนุษยชนแห่งไต้หวัน TAHR)
ด้านกระทรวงแรงงานไต้หวันชี้แจงว่า ไม่ว่าแรงงานกลุ่มนี้จะยื่นขอใบอนุญาตว่าจ้างหรือไม่ สัญญาจ้าง เงื่อนไขการทำงาน และการชดเชยกรณีประสบอันตรายจากการทำงานของบุคลากรที่เข้ามาปฏิบัติงานตามสัญญาในไต้หวัน จะต้องได้รับความคุ้มครองอย่างครบถ้วนตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในสัญญาจ้าง หรือตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องของไต้หวันซึ่งมีผลบังคับใช้อยู่
กระทรวงแรงงานระบุเพิ่มเติมว่า จากกรณีที่แรงงานต่างชาติซึ่งเดินทางมาทำงานในฐานะผู้ปฏิบัติงานตามสัญญาหลายรายร้องเรียนว่า บริษัทดังกล่าวอาจไม่จ่ายค่าจ้างในช่วงพักรักษาตัวจากอุบัติเหตุในการทำงาน ไม่ได้ทำประกันภัยแรงงานและประกันสุขภาพตามที่กฎหมายกำหนด กระทรวงแรงงานได้ทำหนังสือถึงเทศบาลนครเกาสงและผิงตง พร้อมประสานสำนักงานประกันแรงงานและสำนักงานประกันสุขภาพแห่งชาติ เพื่อเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง นอกจากนี้จะตรวจสอบด้วยว่าบริษัทไต้หวันที่ทำสัญญากับบริษัทเชฟฟิลด์ของสิงคโปร์มีส่วนรับผิดชอบต่อกรณีนี้หรือไม่ และในลักษณะใด
กระทรวงแรงงานย้ำว่า หากตรวจสอบพบว่ามีการฝ่าฝืนกฎหมายแรงงานที่เกี่ยวข้อง จะดำเนินการลงโทษตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดโดยไม่มีการละเว้น ขณะเดียวกัน หากสัญญาจ้างของแรงงานต่างชาติที่เข้ามาปฏิบัติงานตามสัญญาอยู่ภายใต้กฎหมายของต่างประเทศ กระทรวงแรงงานจะช่วยรวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องอย่างครบถ้วน และดำเนินการอย่างเต็มที่เพื่อคุ้มครองสิทธิอันพึงมีของแรงงาน
นอกจากนี้ กระทรวงแรงงานระบุว่า เนื่องจากยังมีข้อสงสัยเกี่ยวกับกฎหมายที่ใช้บังคับกับบุคลากรต่างชาติจากหลายประเทศที่เข้ามาปฏิบัติงานตามสัญญาข้ามชาติ จึงได้ขอให้รัฐบาลเถาหยวนช่วยตรวจสอบและชี้แจงรายละเอียดสัญญาจ้าง ตลอดจนข้อมูลเกี่ยวกับลักษณะการทำงานจริงในไต้หวัน เพื่อให้ความช่วยเหลือในขั้นตอนต่อไป และรับประกันว่าสิทธิในการทำงานของแรงงานต่างชาติทุกคนที่เข้ามาปฏิบัติงานตามสัญญาในไต้หวันจะได้รับการคุ้มครองอย่างเหมาะสม
กรณีข้างต้นไม่ได้เกิดขึ้นครั้งแรก บริษัทจัดหางานดังกล่าว เคยนำเข้าแรงงานไทยนับร้อยคนมาทำงานเชื่อมและติดตั้งกังหันลมนอกชายฝั่งที่ไทจงและเถาหยวนมาแล้ว โดยไม่ผ่านการตรวจสอบและรับรองจากสำนักงานแรงงานไทยประจำในไต้หวันตั้งแต่ปี 2562 ปรากฏว่า ทำงานเป็นรายชั่วโมง ไม่ได้รับการคุ้มครองทางกฎหมายใด ๆ แรงงานไทยร้องเรียนจำนวนมาก กระทรวงแรงงานของไทยไม่อนุญาตให้จัดส่งแรงงานในลักษณะนี้อีกต่อไป จึงหันไปนำเข้าแรงงานอินโดนีเซีย
3. สามีภรรยาชาวเวียดนามเปิดร้านนาฬิกาบังหน้า ไลฟ์สดผ่านเฟซบุ๊กขายนาฬิกาหรูปลอมเจาะกลุ่มแรงงานชาติเดียวกัน นาฬิกาเรือนล้านเลียนแบบขายเพียงหมื่นเดียว
นายเหงียน ชายชาวเวียดนาม วัย 36 ปี และนางตรัน ภรรยาชาวเวียดนาม ลักลอบจำหน่ายนาฬิกาแบรนด์เนมหรูปลอมผ่านเฟซบุ๊ก พร้อมใช้ภาษาเวียดนามโฆษณาเชิญชวนเพื่อนร่วมชาติให้เข้ามาซื้อสินค้า กองบังคับการสืบสวนทรัพย์สินทางปัญญา สำนักงานตำรวจแห่งชาติไต้หวัน ได้รับแจ้งเบาะแสจึงรวบรวมพยานหลักฐาน ก่อนเข้าตรวจค้นร้านจำหน่ายนาฬิกาที่สามีภรรยาคู่นี้เปิดกิจการอยู่ในเขตจงลี่ นครเถาหยวน และยึดนาฬิกาแบรนด์หรูปลอมจำนวน 149 เรือน อาทิ Hublot, Rolex, Patek Philippe และ Montblanc คิดเป็นมูลค่าความเสียหายจากการละเมิดเครื่องหมายการค้าสูงถึง 60 ล้านเหรียญไต้หวัน ล่าสุด สำนักงานอัยการเถาหยวนได้สรุปสำนวนและมีคำสั่งฟ้องสามีภรรยาคู่นี้ รวมทั้งลูกจ้างชาวไทยวัย 34 ปี ในข้อหาละเมิดกฎหมายเครื่องหมายการค้า

นาฬิกาหรูปลอมที่ยึดได้ (กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนคดีอาญา)
เมื่อปีที่ผ่านมา กองบังคับการสืบสวนทรัพย์สินทางปัญญาได้รับแจ้งว่า มีบุคคลนำสินค้านาฬิกา Hublot ปลอมจำนวนมากมาลงประกาศและจำหน่ายผ่านเฟซบุ๊ก พร้อมใช้ข้อความภาษาเวียดนามระบุว่า “จำหน่ายนาฬิกาของแท้ทั้งแบบขายส่งและขายปลีก” เพื่อโฆษณาชักชวนชาวเวียดนามด้วยกัน เจ้าหน้าที่จึงรวบรวมพยานหลักฐานและส่งสินค้าให้ตัวแทนผู้ถือสิทธิ์เครื่องหมายการค้าในไต้หวันตรวจสอบ ก่อนยืนยันว่าเป็นสินค้าปลอม จากนั้นจึงร่วมกับสำนักงานตรวจเข้าเมือง จัดตั้งชุดเฉพาะกิจเพื่อสืบสวน และรายงานขอให้สำนักงานอัยการเขตเถาหยวนสั่งการดำเนินคดี

สามีภรรยาชาวเวียดนามเปิดร้านนาฬิกาบังหน้า ไลฟ์สดผ่านเฟซบุ๊กขายนาฬิกาหรูปลอมเจาะกลุ่มแรงงานชาติเดียวกัน (กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนคดีอาญา)
หลังรวบรวมพยานหลักฐานเสร็จสิ้น เมื่อวันที่ 7 สิงหาคมปีที่ผ่านมา ชุดเฉพาะกิจได้นำหมายค้นเข้าตรวจค้นร้านนาฬิกาที่ผู้ต้องหาเปิดกิจการในเขตจงลี่ เมืองเถาหยวน และจับกุมนายเหงียน ชายชาวเวียดนาม ผู้ต้องหาหลักวัย 36 ปี นางตรัน วัย 32 ปี รวมทั้งลูกจ้างหญิงชาวไทย วัย 34 ปี ซึ่งทำหน้าที่ช่วยจำหน่ายสินค้า
ภายในร้าน เจ้าหน้าที่พบนาฬิกาแบรนด์หรูปลอมรวม 149 เรือน ทั้ง Hublot, Rolex, Patek Philippe, Montblanc และ IWC โดยนาฬิกาของแท้มีราคาจำหน่ายประมาณ 300,000–1,000,000 เหรียญไต้หวัน แต่นายเหงียนกลับนำมาขายในราคาตั้งแต่เพียงไม่กี่พันจนถึง 10,000 เหรียญไต้หวัน ส่งผลให้มูลค่าความเสียหายจากการละเมิดเครื่องหมายการค้ารวมสูงถึง 60 ล้านเหรียญไต้หวัน

นาฬิกา Patek Philippe เรือนหนึ่งมีราคาตลาดประมาณ 1 ล้านเหรียญไต้หวัน แต่ผู้ต้องหากลับจำหน่ายในราคาเพียง 10,000 เหรียญไต้หวัน (ภาพจากกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนคดีอาญา)
ในบรรดาของกลางทั้งหมด นาฬิกา Patek Philippe เรือนหนึ่งมีราคาตลาดประมาณ 1 ล้านเหรียญไต้หวัน แต่ผู้ต้องหากลับจำหน่ายในราคาเพียง 10,000 เหรียญไต้หวัน ซึ่งมีส่วนต่างราคาสูงเกือบ 100 เท่า หลังสอบปากคำ เจ้าหน้าที่ได้นำตัวผู้ต้องหาทั้งสามส่งดำเนินคดีในข้อหาละเมิดกฎหมายเครื่องหมายการค้า
จากการสืบสวนของตำรวจพบว่า นายเหงียน ซึ่งเป็นผู้ต้องหาหลัก เดินทางมายังไต้หวันในฐานะแรงงานต่างชาติ ก่อนนำเข้านาฬิกาแบรนด์หรูเลียนแบบคุณภาพสูงสำเร็จรูปจากเวียดนาม ขณะที่ภรรยาเดินทางมายังไต้หวันในฐานะนักศึกษา จากนั้นใช้แพลตฟอร์ม TikTok และเฟซบุ๊กไลฟ์สด รวมถึงโพสต์ข้อความโฆษณา เพื่อดึงดูดชาวเวียดนามให้เดินทางมายังร้านที่เปิดเป็นหน้าร้านจริงเพื่อเลือกซื้อสินค้า

นาฬิกาหรูปลอมที่ยึดได้ (กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนคดีอาญา)
ส่วนลูกจ้างหญิงชาวไทยทำหน้าที่ช่วยรับและดำเนินการซื้อขายภายในร้าน ทั้งหมดใช้กิจการร้านนาฬิกาที่ดำเนินการอย่างถูกกฎหมายเป็นฉากบังหน้า เพื่ออำพรางการจำหน่ายสินค้าละเมิดเครื่องหมายการค้า โดยคิดว่าจะสามารถลักลอบขายสินค้าปลอมเพื่อแสวงหากำไรได้โดยไม่มีใครล่วงรู้ แต่ในที่สุดก็ไม่พ้นการสืบสวนของตำรวจและอัยการ
ล่าสุด สำนักงานอัยการเถาหยวนได้สรุปสำนวนคดีและมีคำสั่งฟ้องผู้ต้องหาทั้งสามในข้อหาละเมิดกฎหมายเครื่องหมายการค้าแล้ว