ตลาดการเงินกำลังจับตาพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ หลังอัตราผลตอบแทนพันธบัตร หรือ Bond Yield ระยะยาวปรับตัวสูงขึ้น โดยพันธบัตรอายุ 30 ปีขึ้นเหนือระดับ 5% สะท้อนว่านักลงทุนต้องการผลตอบแทนที่สูงขึ้นในการถือพันธบัตรระยะยาว หนึ่งในสาเหตุสำคัญมาจาก หนี้รัฐบาลสหรัฐฯ ที่ทะลุ 40 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำให้ภาระดอกเบี้ยเพิ่มสูงขึ้น ขณะเดียวกัน ตลาดยังกังวลเรื่องเงินเฟ้อ โดยเฉพาะจากราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
อีกปัจจัยหนึ่งมาจากการลงทุนด้าน AI บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ต้องระดมเงินจำนวนมากเพื่อสร้าง Data Center ซื้อชิป เซิร์ฟเวอร์ และโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ ทำให้มีการออกหุ้นกู้ภาคเอกชนเพิ่มขึ้น นักลงทุนในตลาดตราสารหนี้จึงมีทางเลือกมากขึ้น และรัฐบาลสหรัฐฯ ต้องแข่งขันเพื่อดึงดูดเงินลงทุนเช่นกัน
เมื่อแรงขายพันธบัตรเพิ่มขึ้น กระทรวงการคลังสหรัฐฯ จึงประกาศเพิ่มการ ซื้อคืนพันธบัตรรัฐบาลระยะยาว หรือ Bond Buyback อย่างน้อยสองเท่า เพื่อเพิ่มสภาพคล่องและลดความผันผวนของตลาด หลังประกาศมาตรการ Bond Yield ลดลงในช่วงแรก แต่ไม่นานก็กลับมาปรับตัวสูงขึ้นอีกครั้ง
สาเหตุที่มาตรการดังกล่าวช่วยได้เพียงระยะสั้น เพราะการซื้อคืนพันธบัตรช่วยลดแรงกดดันในตลาด แต่ ไม่ได้แก้ปัญหาหลักคือหนี้รัฐบาลที่ยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง นอกจากนี้ กระทรวงการคลังไม่สามารถสร้างเงินขึ้นมาซื้อพันธบัตรได้อย่างไม่จำกัด หากต้องใช้เงินซื้อคืนพันธบัตรระยะยาวมากขึ้น ก็อาจต้องระดมเงินผ่านตราสารหนี้ระยะสั้นเพิ่มขึ้น ทำให้แรงกดดันบางส่วนย้ายไปยังส่วนอื่นของตลาดแทน
หาก Bond Yield ยังคงอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน ผลกระทบจะไม่ได้จำกัดอยู่ในตลาดพันธบัตร เพราะอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ เป็นอัตราอ้างอิงสำคัญของระบบการเงินโลก เมื่อ Yield สูงขึ้น ต้นทุนการกู้เงินของรัฐบาล บริษัท และประชาชนก็มีโอกาสเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
สำหรับไต้หวัน ประเด็นที่ต้องจับตาคือผลต่ออุตสาหกรรมเทคโนโลยี เนื่องจากไต้หวันเป็นส่วนสำคัญของห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์ เซิร์ฟเวอร์ และอุปกรณ์ AI หากต้นทุนการกู้ยืมทั่วโลกสูงขึ้น บริษัทเทคโนโลยีอาจมีต้นทุนในการสร้าง Data Center และลงทุนด้าน AI เพิ่มขึ้น และหากการลงทุนชะลอตัว ก็อาจส่งผลต่อความต้องการชิป เซิร์ฟเวอร์ และคำสั่งซื้อของบริษัทไต้หวันได้
นอกจากนี้ Bond Yield สหรัฐฯ ที่สูงยังอาจมีผลต่อการเคลื่อนย้ายเงินทุน ตลาดหุ้น และค่าเงินในเอเชีย ขณะที่นักลงทุนบางส่วนเริ่มกระจายเงินไปยังสินทรัพย์อื่น เช่น ทองคำและ Bitcoin เพื่อกระจายความเสี่ยง ดังนั้น สิ่งที่ตลาดต้องจับตาต่อจากนี้คือ ทิศทางหนี้รัฐบาลสหรัฐฯ เงินเฟ้อ นโยบายดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ และประสิทธิภาพของมาตรการซื้อคืนพันธบัตร เพราะหาก Bond Yield ยังคงอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน ผลกระทบอาจค่อย ๆ ส่งผ่านจากตลาดการเงินไปสู่เศรษฐกิจจริง รวมถึงการลงทุนด้าน AI และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีของไต้หวันด้วย

(ที่มา:AFP)