ไต้หวันมอง “ชีส” ทางเลือกใหม่อุตสาหกรรมนม! ผสานวัฒนธรรมชา ปั้นรสนิยมการกินสไตล์ใหม่
อุตสาหกรรมนมไต้หวันกำลังเผชิญกับโจทย์สำคัญจากการแข่งขันในตลาดนมเหลว หลังการเปิดทางให้น้ำนมนำเข้าจากต่างประเทศเข้ามาแข่งขันโดยมีภาษีนำเข้าเป็นศูนย์ตั้งแต่ปี 2025 ทำให้ผู้ประกอบการในประเทศจำเป็นต้องมองหาวิธีเพิ่มมูลค่าให้กับน้ำนมดิบ มากกว่าการพึ่งพาตลาดนมสดเพียงอย่างเดียว
หนึ่งในแนวทางที่ได้รับความสนใจคือการพัฒนา “ชีส” ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่สามารถแปรรูปน้ำนมให้มีมูลค่าเพิ่มและเปิดตลาดใหม่ได้ อย่างไรก็ตาม เส้นทางดังกล่าวยังไม่ง่าย เพราะไต้หวันมีฐานการบริโภคชีสที่ผลิตในประเทศค่อนข้างจำกัด ขณะที่การลงทุนด้านโรงงานแปรรูป ระบบควบคุมอุณหภูมิ และต้นทุนการผลิตยังเป็นข้อจำกัดสำคัญ
แต่โจทย์ที่ใหญ่กว่าต้นทุนอาจเป็นเรื่องของ “วัฒนธรรมการกิน”
เส้นทางอุตสาหกรรมชีสไต้หวัน: ถอดบทเรียนจากญี่ปุ่น สู่วัฒนธรรมการบริโภคท้องถิ่น
บทเรียนจากญี่ปุ่น: ญี่ปุ่นเติบโตจากตลาดชีสที่น้อยกว่า 1% สู่เกือบ 10% หลังราคานำเข้าสูงขึ้น ประกอบกับผู้ผลิตเชื่อมโยงชีสเข้ากับ "วัฒนธรรมไวน์" ไต้หวันจึงสามารถปรับใช้โมเดลเดียวกันนี้โดยผสานชีสเข้ากับ "วัฒนธรรมชา" (เช่น ชาอู่หลงคั่วคู่กับชีสรมควัน)
การต่อยอดสู่ชีวิตประจำวัน: ผู้ประกอบการอย่าง เฉินซูฮุ่ย (Isabella) ได้เปิดร้าน "Cheese Biyori" (起司日和) เพื่อนำชีสท้องถิ่นมาจับคู่กับผลิตภัณฑ์เด่นของไต้หวัน เช่น กาแฟ แยมแชมป์โลก และซาวร์โดว์ พร้อมสร้างเมนูสร้างสรรค์อย่างชีสแพลตเตอร์และพานาคอตตาชีสริคอตตา
การบริหารทรัพยากรครบวงจร (Zero Waste): กระบวนการทำชีสจะเหลือน้ำหางนมหรือ "เวย์" (Whey) ปริมาณมาก ซึ่งอุดมด้วยโปรตีน ปัจจุบันจึงมีการร่วมมือทางเทคโนโลยีเพื่อแปรรูปเวย์เป็นอาหารสัตว์น้ำ และพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เก็บได้ที่อุณหภูมิห้อง เช่น คุกกี้และสเปรด เพื่อลดต้นทุนขนส่งและเพิ่มมูลค่าให้เกษตรกร