Skip to the main content block
::: หน้าแรก| แผนผังเว็บไซต์| Podcasts|
|
Language

Formosa Dream Chasers - Programs - RTI Radio Taiwan International-logo

รายการ
| รายการล่าสุด
เลือกรายการ
ผู้จัดรายการ ตารางรายการ
ประเด็น (ข่าว) ยอดนิยม
繁體中文 简体中文 English Français Deutsch Indonesian 日本語 한국어 Русский Español ภาษาไทย Tiếng Việt Tagalog Українська แผนผังเว็บไซต์

สารานุกรมสุขภาพ 14 ก.ย. 69 : ภัยเงียบ ! นอนน้อย นั่งนาน น้ำหนักเพิ่ม เกิดภาวะดื้อต่ออินซูลินและเสี่ยงต่อการอักเสบของหัวใจ

นอนน้อย นั่งนาน น้ำหนักเพิ่ม เกิดภาวะดื้อต่ออินซูลินและเสี่ยงต่อการอักเสบของหัวใจ
นอนน้อย นั่งนาน น้ำหนักเพิ่ม เกิดภาวะดื้อต่ออินซูลินและเสี่ยงต่อการอักเสบของหัวใจ

นอนน้อย นั่งนาน น้ำหนักเพิ่ม เกิดภาวะดื้อต่ออินซูลินและเสี่ยงต่อการอักเสบของหัวใจ 

ผู้คนในยุคปัจจุบันมีวิถีชีวิตที่เร่งรีบและต้องเผชิญกับความเครียดจากการทำงานสูง การนอนดึกและการนอนหลับไม่เพียงพอจึงกลายเป็นปัญหาสุขภาพที่พบได้บ่อย หลายคนคิดว่า “นอนน้อยลงวันละ 1–2 ชั่วโมงคงไม่เป็นไร” แต่ผลการศึกษาทางคลินิกล่าสุดชี้ว่า แม้จะลดเวลานอนลงเพียงประมาณ 80–90 นาทีต่อคืน ก็อาจทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นภายในเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์ และยังเพิ่มความเสี่ยงต่อความผิดปกติของระบบเผาผลาญ โรคหัวใจและหลอดเลือดอีกด้วย

นายแพทย์เจียงโส่วซาน (江守山) แพทย์ผู้เชี่ยวชาญประจำแผนกโรคไตของโรงพยาบาลซินกวง เตือนว่า หลายคนพยายามพึ่งยานอนหลับเพื่อแก้ปัญหานอนไม่หลับ แต่ยานอนหลับไม่สามารถชดเชยหรือขจัดภาวะแทรกซ้อนทางสรีรวิทยาที่เกิดจากการนอนไม่หลับได้

จากผลการศึกษาล่าสุดที่ตีพิมพ์ในวารสาร Annals of Internal Medicine วารสารอายุรศาสตร์ชั้นนำของสหรัฐฯ ระบุว่า ทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบียในสหรัฐฯ ได้ทำการทดลองกับผู้ใหญ่ 95 คน ซึ่งโดยปกตินอนหลับคืนละ 7–8 ชั่วโมง นักวิจัยเลื่อนเวลาที่ผู้เข้าร่วมเข้านอนออกไป 90 นาที และติดตามการเปลี่ยนแปลงของน้ำหนัก รอบเอว องค์ประกอบของร่างกาย รวมถึงฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับความอยากอาหาร

ผลการศึกษาพบว่า ในช่วง 6 สัปดาห์ที่จำกัดเวลานอน ผู้เข้าร่วมมีเวลาอยู่ในท่านั่งเฉลี่ยเพิ่มขึ้นวันละ 17 นาที โดยในกลุ่มผู้ชายและผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน เวลาอยู่ในท่านั่งเพิ่มขึ้นอย่างมากถึงเกือบ 30 นาทีต่อวัน ฟาริส ซูไลกัต (Faris Zuraikat) ผู้ช่วยศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ระบุว่า แม้น้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นจากการนอนน้อยจะดูเหมือนไม่มากนัก แต่การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นภายในเวลาเพียง 6 สัปดาห์เท่านั้น ดังนั้นหากสะสมเป็นเวลานาน ผลกระทบที่มีต่อการเกิดโรคอ้วนจึงไม่ควรมองข้าม

นอกจากน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นแล้ว การนอนหลับไม่เพียงพอยังส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อระบบเผาผลาญอีกด้วย งานวิจัยที่เกี่ยวข้องพบว่า ผู้หญิงที่มีความเสี่ยงสูงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดและระบบเผาผลาญ หากลดเวลานอนลงประมาณ 80 นาทีต่อคืนติดต่อกันเป็นเวลา 6 สัปดาห์ จะมีภาวะดื้อต่ออินซูลิน (Insulin resistance) รุนแรงขึ้นหรือเรื้อรัง ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่นำไปสู่โรคเบาหวานชนิดที่ 2 และพบผลกระทบเด่นชัดเป็นพิเศษในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนนอกจากนี้ การนอนหลับไม่เพียงพอแม้เพียงเล็กน้อยยังอาจกระตุ้นให้เกิดการอักเสบและเพิ่มโอกาสการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด

ภาวะดื้อต่ออินซูลินคืออะไร

ภาวะดื้อต่ออินซูลินเกี่ยวข้องกับความอ้วนอย่างมีนัยสำคัญ มีเพียงประมาณ 20% ของผู้ที่อ้วนเท่านั้นที่ไม่มีภาวะดื้อต่ออินซูลิน นอกจากนี้ ภาวะดื้อต่ออินซูลินยังเกี่ยวข้องกับความดันโลหิตสูง ไขมันชนิดไตรกลีเซอไรด์สูง และไขมันเอชดีแอล(HDL-C) ซึ่งเป็นไขมันที่ดีให้ลดลงด้วย

ภาวะดื้อต่ออินซูลิน (Insulin resistance) เป็นกรรมพันธุ์ที่ถ่ายทอดกันมาในครอบครัว ขณะที่มีอายุน้อยๆจะยังไม่แสดงอาการ นอกจากจะมีปัจจัยมากระตุ้นให้อาการแสดงออกเร็วขึ้น ปัจจัยนั้นคือความอ้วนหรืออ้วนลงพุง เพราะการที่มีไขมันสะสมอยู่ที่พุงมากจะยิ่งทำให้ระดับความดื้อต่ออินซูลินเพิ่มสูงขึ้น

ผลเสียของการเกิดภาวะดื้อต่ออินซูลิน

1. ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูง การที่น้ำตาลในเลือดสูงจะช่วยเร่งให้เกิดการอักเสบของหลอดเลือดเร็วขึ้น เพิ่มโอกาสการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดมากขึ้น 2-3 เท่าตัว

2. ทำให้ผนังหลอดเลือดทำงานผิดปกติ หลอดเลือดยืดหยุ่นน้อยลง เป็นสาเหตุทำให้เกิดความดันโลหิตสูง การอักเสบของหลอดเลือดและโรคเบาหวานชนิดที่ 2

3. ลดประสิทธิภาพของร่างกายในการละลายเลือดที่แข็งตัว เป็นที่มาของภาวะหลอดเลือดตีบตัน

4. ทำให้เกิดผลึกไขมัน ( Plaque ) ที่หลอดเลือดเร็วขึ้น นำไปสู่การเกิดหลอดเลือดตีบตันเร็วขึ้น

5. ทำให้ระดับอินซูลินในเลือดสูง จึงทำให้เกิดความดันโลหิตสูง และไขมันในเลือดผิดปกติ คนอ้วนแทบทุกคนมีระดับอินซูลินในเลือดสูง

การป้องกันภาวะดื้อต่ออินซูลิน

1. ควบคุมปริมาณพลังงาน และชนิดของอาหารในแต่ละวันควรเหมาะสม สมดุลกันโดยเฉพาะอาหาร ประเภท น้ำตาล เครื่องดื่มที่มีน้ำตาล อาทิ กาแฟ ชาเย็น ชาไข่มุก น้ำอัดลม รวมถึงแป้งแปรรูป กลุ่มเบเกอรี่ ขนมกรุบกรอบ แป้งที่นำมาทอดเช่น กะหรี่พัฟ ปาท่องโก๋ ข้าวเม่า เป็นต้น

2. การควบคุมน้ำหนักให้เป็นปกติ

3. การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ควรออกกำลังอย่างน้อย 30 นาทีต่อครั้ง อย่างน้อย 3 ครั้งต่อสัปดาห์3

4. งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด

โรคเบาหวานชนิดที่ 2

โรคเบาหวานประเภทที่ 2 (Type 2 Diabetes Millitus) เป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง พบมากที่สุด (ประมาณ 90%) ของผู้ป่วยเบาหวานทั้งหมด เกิดเนื่องจากภาวะดื้ออินซูลิน (insulin resistance) เมื่อรับประทานอาหาร ตับอ่อนพยายามผลิตอินซูลิน เพื่อนำน้ำตาลจากอาหารไปใช้เป็นพลังงาน แต่ภาวะดื้ออินซูลินทำให้อินซูลินทำหน้าที่ลดน้ำตาลในเลือดได้ไม่ดี ส่งผลให้น้ำตาลในเลือดสูง เกิดเป็นเบาหวาน และเมื่อเป็นเบาหวานที่ไม่ได้รักษา น้ำตาลที่สูงเป็นระยะเวลานาน ยังส่งผลให้เกิดภาวะเป็นพิษต่อเซลล์ตับอ่อน ทำให้ตับอ่อนผลิตอินซูลินไม่ได้ เกิดภาวะขาดอินซูลินร่วมด้วย ส่งผลเสียต่อหลอดเลือด หัวใจ ไต ตา และระบบประสาท

การวินิจฉัย ทำได้โดยวิธีใดวิธีหนึ่งใน 4 วิธี ดังต่อไปนี้

●ระดับน้ำตาลในเลือด หลังอดอาหาร (อย่างน้อย 8 ชั่วโมง) ≥126 มก./ดล.

●มีอาการโรคเบาหวานชัดเจน ได้แก่ หิวน้ำบ่อย, ปัสสาวะบ่อยและปริมาณมาก, และน้ำหนักตัวลดลงโดยไม่มีสาเหตุ ร่วมกับพบระดับน้ำตาลในเลือดเวลาใดก็ได้ไม่จำเป็นต้องอดอาหาร ≥200 มก./ดล. 

●การตรวจความทนต่อกลูโคส โดยรับประทานกลูโคส 75 กรัม แล้วตรวจระดับน้ำตาลในเลือดที่ 2 ชั่วโมง ≥200 มก./ดล.

●ระดับน้ำตาลสะสม (HbA1C) ≥6.5% โดยการตรวจทางห้องปฏิบัติการ

สาเหตุ

■กรรมพันธุ์: ถ้าพ่อแม่หรือพี่น้องเป็นเบาหวาน ความเสี่ยงสูงขึ้น

■โรคอ้วน: ภาวะอ้วนลงพุงทำให้ร่างกายดื้อต่ออินซูลิน

■กินหวาน มัน เค็ม เกินไป: โดยเฉพาะน้ำตาล น้ำหวาน น้ำอัดลม ขนมหวาน อาหารแปรรูป

■ขาดการออกกำลังกาย: ทำให้ร่างกายใช้พลังงานน้อย น้ำตาลตกค้างในเลือด

■ดื่มสุราและของมึนเมาเป็นประจำ: ทำให้ตับอ่อนเสื่อมสภาพและเพิ่มความเสี่ยงเบาหวานได้

■ความเครียดเรื้อรัง: ทำให้ฮอร์โมนเสียสมดุล น้ำตาลในเลือดสูงได้ง่าย

นอกจากนี้ ยังมีสาเหตุอื่นที่ส่งผลให้เกิดโรคเบาหวาน เช่น โรคติดเชื้อ ภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์ หรือการใช้ยาบางชนิดเป็นเวลานาน เช่น กลุ่มยาสเตียรอยด์ ยาคุมกำเนิด เป็นต้น

อาการ  ปัสสาวะบ่อย หิวน้ำบ่อย หิวบ่อย อ่อนเพลีย น้ำหนักลด แผลหายยาก มีการติดเชื้อตามผิวหนังง่าย คันตามผิวหนัง ตาพร่ามัว ชาปลายมือปลายเท้าและหย่อนสมรรถภาพทางเพศ

ความอันตรายของโรคเบาหวาน

หากมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงเป็นระยะเวลานาน ๆ ทำให้เกิดความผิดปกติต่อไต หัวใจ หลอดเลือด ดวงตา เส้นประสาท ฟันและเหงือก

■ปัญหาทางตา (เบาหวานขึ้นตา) ระดับน้ำตาลสูงทำลายหลอดเลือดเล็ก ๆ ในจอประสาทตา ทำให้ตามัว มองเห็นไม่ชัด นำไปสู่ จอประสาทตาเสื่อม หรือ ตาบอดถาวร

■โรคไต (ไตเสื่อม) ผู้ป่วยเบาหวานมีโอกาสไตเสื่อมมากกว่าคนทั่วไปถึง 10 เท่า เกิดจากหลอดเลือดในไตเสียหาย ทำให้การกรองของเสียลดลง

■โรคหลอดเลือดและหัวใจ เบาหวานทำให้หลอดเลือดแข็งและตีบง่าย เพิ่มความเสี่ยง หัวใจวาย

■ปัญหาหลอดเลือดที่ขา เลือดไหลเวียนไม่ดี ปลายเท้าเย็น ขนขาร่วง ผิวหนังเป็นมัน หากแผลติดเชื้อ อาจลุกลามจนต้อง ตัดนิ้วเท้าหรือขา

■ภาวะปลายประสาทเสื่อม มีอาการชาปลายมือปลายเท้า บางรายรู้สึกเหมือนถูกเข็มแหลมทิ่ม ทำให้ไม่รู้สึกเจ็บเวลาเป็นแผล เสี่ยงต่อการติดเชื้อ

■ปัญหาช่องปากและฟัน เพิ่มความเสี่ยงการเกิดโรคเหงือกอักเสบ สูญเสียฟัน

วิธีการดูแลตัวเองเพื่อลดความเสี่ยงเบาหวาน

●ควบคุมน้ำหนักและรอบเอว: ระวังอย่าให้อ้วนลงพุง ผู้ชายไม่ควรมีรอบเอวเกิน 90 ซม. (36 นิ้ว) ผู้หญิงไม่ควรมีรอบเอวเกิน 80 ซม. (32 นิ้ว )

●กินอาหารให้สมดุล:  กินผักให้ได้ครึ่งหนึ่งของจานอาหาร (ประมาณ 50%)  เลือกข้าวไม่ขัดสี หรือธัญพืช ผลไม้ไม่หวานจัด และเลือกเนื้อสัตว์ไม่ติดมัน เช่น ปลา ไก่ (ไม่ติดหนัง) ไข่ขาว เต้าหู้

●ลดอาหาร “หวาน มัน เค็ม”: เลี่ยงขนมหวาน น้ำหวาน น้ำอัดลม น้ำผลไม้ ลดอาหารทอด มันจัด หรือใส่กะทิมาก ๆ หลีกเลี่ยงขนมกรุบกรอบ เนื้อสัตว์แปรรูป เช่น ไส้กรอก เบคอน หมูยอ กุนเชียง

●ออกกำลังกายสม่ำเสมอ: ออกกำลังกายอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ เช่น เดินเร็ว ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน และอย่าลืมเสริมสร้างกล้ามเนื้อ เช่น ยกน้ำหนัก วิดพื้น หรือใช้ยางยืด 

●พักผ่อนให้เพียงพอ: นอนวันละ 7–8 ชั่วโมง พยายามเข้านอนและตื่นนอนเวลาเดิมทุกวัน

●งดสูบบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์: บุหรี่และเหล้าเพิ่มความเสี่ยงโรคเบาหวาน หัวใจ และหลอดเลือด

●ตรวจสุขภาพประจำปี: โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุเกิน 35 ปี หรือมีประวัติครอบครัวเป็นเบาหวาน

เบาหวานประเภทที่ 2 เป็นโรคที่ป้องกันได้ ถ้าปรับพฤติกรรมการกิน การนอน และการออกกำลังกาย อย่าลืมหมั่นตรวจสุขภาพเป็นประจำ ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วย ลดความเสี่ยง และช่วยให้มีชีวิตที่แข็งแรงยาวนาน

ที่มาข้อมูล

1.          mirrordaily.news

2.          secoms.medicine.psu.ac.th

3.          bangkokhospital.com

為提供您更好的網站服務,本網站使用cookies。

若您繼續瀏覽網頁即表示您同意我們的cookies政策,進一步了解隱私權政策。 

我了解
00:00
00:00
0.5x 1x 1.5x 2x