1. ยอดแรงงานต่างชาติในไต้หวันพุ่งทะลุ 900,000 คน กลุ่มผู้ช่วยงานบ้านเพิ่มขึ้น 10 เท่าในรอบปี
กระทรวงแรงงานไต้หวันเผยสถิติแรงงานต่างชาติล่าสุด พบว่า ณ สิ้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา จำนวนแรงงานต่างชาติทั้งหมด ซึ่งรวมทั้งผู้ที่มีใบอนุญาตทำงานยังมีผลบังคับใช้และผู้ที่ใบอนุญาตทำงานสิ้นผลแล้ว (แรงงานผิดกฎหมาย) อยู่ที่ 903,674 คน ทำสถิติทะลุ 900,000 คนเป็นครั้งแรก ขณะที่แรงงานต่างชาติที่มีใบอนุญาตทำงานยังมีผลบังคับใช้ก็เพิ่มขึ้นเกิน 800,000 คนเช่นกัน โดยอยู่ที่ 804,896 คน เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนประมาณ 9,000 คน ส่วนแรงงานต่างชาติที่ใบอนุญาตทำงานสิ้นผลแล้วลดลงเล็กน้อย เหลือประมาณ 98,000 คน

แรงงานอินโดนีเซียมีจำนวนมากที่สุดในไต้หวัน ยอดจำนวนร่วม 3.4 แสนคน ครองสัดส่วนกว่า 37% ในภาพแรงงานอินโดนีเซียกำลังชมคอนเสิร์ตที่นครนิวไทเป
แรงงานภาคการผลิตเพิ่มต่อเนื่อง กว่า 570,000 คน
จำนวนแรงงานต่างชาติในภาคการผลิตยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเดือนกรกฎาคมเพิ่มขึ้นประมาณ 6,500 คน อยู่ที่ 570,000 คน เมื่อแยกตามประเภทอุตสาหกรรม พบว่าอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์โลหะยังคงมีแรงงานต่างชาติมากที่สุด เกือบแตะ 113,000 คน รองลงมาคืออุตสาหกรรมชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ 93,000 คน และอันดับ 3 คืออุตสาหกรรมอาหารและอาหารสัตว์ 45,350 คน
ส่วนอุตสาหกรรมเครื่องจักรและอุปกรณ์ แม้จำนวนแรงงานจะลดลงมาอยู่ในอันดับ 4 แต่ช่วงหลังเริ่มกลับมาทรงตัวและฟื้นตัว โดยมีแรงงานต่างชาติ 41,786 คน ขณะที่อุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์ ผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ และผลิตภัณฑ์ด้านออปติคัล ยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง มีแรงงานเกือบ 32,000 คน อยู่ในอันดับ 5 ของภาคการผลิต ส่วนอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์พลาสติกมีจำนวนแรงงานค่อนข้างทรงตัว โดย ณ สิ้นเดือนกรกฎาคมอยู่ที่ 29,291 คน

แรงงานอินโดนีเซียทำงานเป็นผู้อนุบาลมากที่สุด
ในช่วงเดือนมกราคมถึงกรกฎาคมปีนี้ อุตสาหกรรมการผลิตที่มีจำนวนแรงงานต่างชาติเพิ่มขึ้นมากที่สุดยังคงเป็นอุตสาหกรรมชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เพิ่มขึ้น 9,221 คน รองลงมาคืออุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์ ผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ และผลิตภัณฑ์ด้านออปติคัล เพิ่มขึ้น 4,421 คน และอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์โลหะเพิ่มขึ้น 4,141 คน
อุตสาหกรรมอื่นที่มีจำนวนแรงงานต่างชาติเพิ่มขึ้นอย่างเด่นชัด ได้แก่ อุตสาหกรรมเครื่องจักรและอุปกรณ์ เพิ่มขึ้น 2,706 คน อุตสาหกรรมอาหารและอาหารสัตว์เพิ่มขึ้น 2,016 คน และอุตสาหกรรมผลิตอุปกรณ์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น 1,619 คน ขณะที่อุตสาหกรรมสิ่งทอยังคงมีจำนวนแรงงานต่างชาติลดลง โดยในช่วงเดือนมกราคมถึงกรกฎาคมลดลงแล้วประมาณ 500 คน

แรงงานเวียดนามมีจำนวนมากเป็นอันดับสอง รองจากอินโดนีเซีย ในภาพแรงงานเวียดนามกำลังชมการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกโซนเอเชียระหว่างทีมชาติเวียดนามและไต้หวันที่ไทเป
แรงงานก่อสร้างเพิ่มขึ้นทุกประเภท
สำหรับภาคการก่อสร้าง ณ สิ้นเดือนกรกฎาคม มีแรงงานต่างชาติที่ทำงานในโครงการก่อสร้างสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ของภาครัฐ 19,586 คน โครงการก่อสร้างที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนขนาดใหญ่ของภาคเอกชน 5,175 คน และงานก่อสร้างทั่วไป 11,014 คน

แรงงานไทยในไซต์งานก่อสร้างสะพานตั้นเจียงในนครนิวไทเป (ภาพจาก บ. กงซิ่น เอ็นจิเนียริ่ง คอร์ป)
ตำแหน่งผู้อนุบาลในครัวเรือนเพิ่มขึ้นกว่า 11,000 คนในรอบปี
สำหรับงานประเภทอื่นที่เปิดรับแรงงานต่างชาติ พบว่าลูกเรือมีจำนวน 9,185 คน ลดลง 102 คนในช่วงเดือนมกราคมถึงกรกฎาคม ขณะที่แรงงานต่างชาติในภาคเกษตรกรรม ป่าไม้ ปศุสัตว์ และประมงเพาะเลี้ยง มีจำนวน 13,354 คน เพิ่มขึ้น 1,875 คนตั้งแต่ต้นปี ส่วนแรงงานเกษตรแบบจ้างเหมาบริการมี 2,599 คน ปีนี้ลดลงเพียงหลักหน่วย
นอกจากนี้ แรงงานต่างชาติที่ทำงานด้านคัดแยกและจัดการขยะและวัสดุรีไซเคิล มีจำนวน 606 คน เพิ่มขึ้น 203 คนในปีนี้

แรงงานไทยในไซต์งานก่อสร้างสถานีซ่อมบำรุงรถไฟฟ้าที่เขตถู่เฉิง นครนิวไทเป
ในกลุ่มแรงงานด้านสวัสดิการสังคม ผู้อนุบาลที่ดูแลผู้ป่วยหรือผู้สูงอายุในครัวเรือน ณ สิ้นเดือนกรกฎาคมมีจำนวน 213,221 คน เพิ่มขึ้นกว่า 11,000 คน เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ในช่วงเดือนมกราคมถึงกรกฎาคมปีนี้เพิ่มขึ้นอีก 6,000 คน และยังคงทำสถิติสูงสุดต่อเนื่อง
ส่วนผู้ช่วยงานบ้าน ณ สิ้นเดือนกรกฎาคมมีจำนวนเกือบ 3,400 คน โดยในช่วงเดือนมกราคมถึงกรกฎาคมปีนี้เพิ่มขึ้นประมาณ 1,400 คน และเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ถือว่าเพิ่มขึ้นถึง 10 เท่า
2. แรงงานเวียดนามผิดกฎหมายในไต้หวันแห่เข้ามอบตัวเพิ่มขึ้น หลังรัฐบาลขู่หมดสัญญาแล้วไม่ยอมกลับบ้าน ปรับหนัก 100 ล้านด่ง
ช่วงต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา บริเวณหน้าศูนย์บริการของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองในหลายพื้นที่ทั่วไต้หวัน ปรากฏภาพแรงงานต่างชาติผิดกฎหมายจำนวนไม่น้อยทยอยเดินทางเข้ามอบตัวด้วยตนเอง สืบเนื่องจากรัฐบาลเวียดนามเพิ่งประกาศมาตรการใหม่ กำหนดบทลงโทษแรงงานเวียดนามที่ทำงานในต่างประเทศ หากสัญญาจ้างสิ้นสุดแล้วแต่ยังคงหลบหนี พำนักอยู่อย่างผิดกฎหมาย หรืออยู่ต่อโดยไม่มีเหตุอันสมควร จะถูกปรับสูงสุดถึง 100 ล้านด่ง หรือราว 120,000 เหรียญไต้หวัน โดยมาตรการนี้เริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 10 กันยายนเป็นต้นไป

เมื่อไม่นานมานี้ หน้าศูนย์ให้บริการของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองนครไทจง มีแรงงานต่างชาติจำนวนมากมายืนต่อแถวยาวเหยียด หลายคนสวมหน้ากากอนามัยรอเข้ารายงานตัวทีละคน ภาพบรรยากาศดังกล่าวถูกบันทึกและเผยแพร่ออกไปอย่างกว้างขวาง ก่อนหน้านี้เมื่อกลางเดือนสิงหาคม ประเทศญี่ปุ่นก็เคยเกิดเหตุการณ์ในลักษณะเดียวกัน โดยมีแรงงานต่างชาติจำนวนมากเดินทางไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อมอบตัวเช่นกัน
เมื่อตรวจสอบแล้วพบว่า ผู้ที่มาต่อแถวเหล่านี้ส่วนใหญ่คือแรงงานเวียดนามผิดกฎหมาย ซึ่งวิตกกังวลต่อบทลงโทษใหม่ที่รัฐบาลเวียดนามเตรียมบังคับใช้กับแรงงานที่ถูกส่งตัวกลับประเทศ จึงตัดสินใจทยอยเดินทางไป "มอบตัวด้วยตนเอง" ก่อนถูกจับกุม

อาคารที่ทำการศูนย์บริการ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง นครไทจง
รัฐบาลเวียดนามได้ประกาศมาตรการใหม่เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการแรงงานเวียดนามที่เดินทางไปทำงานในต่างประเทศ โดยกำหนดบทลงโทษต่อแรงงานที่สัญญาจ้างงานหรือสัญญาฝึกอบรมวิชาชีพสิ้นสุดลงแล้ว แต่กลับเลือกหลบหนี พำนักอาศัยอย่างผิดกฎหมาย หรืออยู่ต่อในประเทศปลายทางโดยฝ่าฝืนกฎหมายโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร ผู้ฝ่าฝืนอาจถูกปรับสูงสุดถึง 100 ล้านด่งเวียดนาม (ประมาณ 120,000 เหรียญไต้หวัน) ทั้งนี้ กฎระเบียบดังกล่าวมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 10 กันยายน 2569 เป็นต้นไป โดยรัฐบาลเวียดนามหวังว่ามาตรการนี้จะช่วยยับยั้งปัญหาแรงงานหลบหนีจนกลายเป็นแรงงานผิดกฎหมาย ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของแรงงานเวียดนามโดยรวม
ปัจจุบันไต้หวันและญี่ปุ่นเป็นประเทศปลายทางหลักที่มีแรงงานเวียดนามเดินทางไปทำงานเป็นจำนวนมาก สื่อต่างประเทศรายงานว่า ภายหลังการประกาศกฎระเบียบใหม่ ชาวเวียดนามจำนวนไม่น้อยที่พำนักอยู่ในญี่ปุ่นเกินกำหนดต่างพากันเร่งเดินทางไปยังหน่วยงานตรวจคนเข้าเมืองของญี่ปุ่น เพื่อดำเนินการตรวจสอบและยืนยันตัวตน ก่อนเดินทางกลับประเทศให้แล้วเสร็จก่อนที่กฎหมายฉบับใหม่จะมีผลบังคับใช้ เพื่อหลีกเลี่ยงบทลงโทษปรับในอัตราสูงสัญญาสิ้นสุดแล้วไม่กลับประเทศปรับสูงสุด 100 ล้านด่ง

บรรยากาศในศูนย์บริการ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง นครไทจง
กระทรวงมหาดไทยไต้หวันได้ปรับแก้มาตรฐานการลดหย่อนโทษที่เกี่ยวข้อง โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 เป็นต้นมา ชาวต่างชาติที่พำนักเกินกำหนดและเข้ามอบตัวด้วยตนเองก่อนถูกตรวจพบ จะได้รับการลดค่าปรับลงกึ่งหนึ่ง และสามารถเดินทางออกจากไต้หวันได้ด้วยตนเอง โดยไม่จำเป็นต้องถูกควบคุมตัวไว้ในสถานกักกันของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองเพื่อรอการส่งกลับประเทศแต่อย่างใด

หมดสัญญาแล้วไม่ยอมกลับประเทศ ปรับสูงสุด 100 ล้านด่ง
มาตรการฉบับใหม่นี้กำหนดบทลงโทษครอบคลุมทั้งด้านแรงงาน ประกันสังคม และการส่งแรงงานเวียดนามไปทำงานต่างประเทศตามสัญญา โดยสาระสำคัญปรากฏอยู่ในมาตรา 53 ซึ่งระบุไว้อย่างชัดเจนว่า หากแรงงานเวียดนามในต่างประเทศที่สัญญาจ้างสิ้นสุดลงแล้ว ยังคงพำนักอยู่ต่อในต่างประเทศโดยผิดกฎหมาย โดยมิได้ถูกข่มขู่หรือบังคับขู่เข็ญในรูปแบบใด ๆ และไม่เข้าข่ายความผิดทางอาญา จะต้องรับโทษปรับตั้งแต่ 80 ล้านถึง 100 ล้านด่ง (ประมาณ 96,000 ถึง 120,000 เหรียญไต้หวัน)
นอกจากนี้ หากแรงงานเวียดนามลงนามในสัญญาจ้างงานกับนายจ้างต่างชาติโดยตรงก่อนเดินทางไปทำงานต่างประเทศ โดยไม่ได้รับเอกสารยืนยันการขึ้นทะเบียนสัญญาจ้างงานจากคณะกรรมการประชาชนระดับตำบลในท้องที่ที่มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน จะมีโทษปรับตั้งแต่ 5 ล้านถึง 10 ล้านด่ง (ประมาณ 6,000 ถึง 12,000 เหรียญไต้หวัน)
นอกเหนือจากการกำหนดบทลงโทษอย่างเข้มงวดต่อแรงงานเวียดนามที่ขาดการติดต่อแล้ว กฎระเบียบใหม่ยังเพิ่มความเข้มงวดในการกำกับดูแลบริษัทจัดหางาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นการรับสมัครแรงงานโดยผิดกฎหมาย
องค์กรหรือบุคคลใดก็ตามที่ไม่มีอำนาจหรือหน้าที่ตามกฎหมาย แต่กลับให้ข้อมูล โฆษณา หรือให้คำปรึกษาแก่แรงงานเวียดนามเกี่ยวกับการเดินทางไปทำงานต่างประเทศ หรือเรียกเก็บค่าใช้จ่ายจากแรงงานเวียดนามเพื่อเดินทางไปทำงานต่างประเทศโดยไม่มีใบอนุญาตจัดหางานที่ถูกต้อง รวมถึงผู้ที่บังคับ ชักชวน ล่อลวง หรือหลอกลวงแรงงานเวียดนามให้พำนักอยู่ในต่างประเทศโดยผิดกฎหมาย ตลอดจนผู้ที่ปลอมแปลงใบอนุญาตประกอบธุรกิจจัดส่งแรงงานไปต่างประเทศ ล้วนมีโทษปรับสูงสุดถึง 100 ล้านด่งเวียดนามเช่นเดียวกัน และผู้กระทำผิดยังต้องคืนเงินที่เรียกเก็บโดยมิชอบให้แก่แรงงาน พร้อมชำระดอกเบี้ยตามกฎหมาย
ชาวไต้หวันที่เคยทำงานร่วมกับแรงงานเวียดนามรายหนึ่งเล่าว่า ตนทราบว่ามีแรงงานเพียง 1-2 คนที่ตัดสินใจไปมอบตัว ขณะที่แรงงานส่วนใหญ่ยังไม่กล้าไป เพราะสิ่งที่พวกเขากลัวที่สุดคือการถูกควบคุมตัว จึงเลือกที่จะทำงานต่อไปอีก 1-2 ปี เนื่องจากเงินที่หาได้ในช่วงเวลานั้นอาจมากกว่าค่าปรับที่ต้องจ่าย
3. หนุ่มไทยงมมือถือ พลัดตกทะเลจีหลง ลอยคอกลางทะเลกว่าครึ่งชั่วโมง ก่อนหน่วยยามฝั่งช่วยรอดปลอดภัย
เกิดเหตุแรงงานไทยรายหนึ่งพลัดตกทะเลขณะออกไปตกปลาบริเวณน่านน้ำหน้าแหล่งท่องเที่ยววั่งโหยวกู่ (望幽谷) ภายในอุทยานเฉาจิ้ง เมืองจีหลง เมื่อช่วงเช้าวันที่ 28 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยต้นเหตุมาจากโทรศัพท์มือถือของเขาลื่นหลุดมือตกลงไปในทะเล เมื่อพยายามปีนลงไปงมเก็บกลับคืนก็พลาดท่าจนร่างทั้งตัวจมดิ่งลงสู่ท้องทะเลตามไปด้วย และไม่สามารถปีนป่ายขึ้นฝั่งได้ด้วยตัวเอง

หนุ่มไทยงมมือถือ พลัดตกทะเลจีหลง ลอยคอกลางทะเลกว่าครึ่งชั่วโมง ก่อนหน่วยยามฝั่งช่วยรอดปลอดภัย (ภาพจากหน่วยยามฝั่งจีหลง)
ชายไทยรายนี้ต้องดิ้นรนว่ายน้ำประคองร่างกลางทะเลนานกว่าครึ่งชั่วโมง ลอยตัวขึ้นลงตามจังหวะคลื่นระหว่างรอความช่วยเหลือมาถึง สถานการณ์ยิ่งยากลำบากขึ้นไปอีก เมื่อในช่วงเวลาดังกล่าวได้รับอิทธิพลจากกระแสลมรอบนอกของพายุไต้ฝุ่นโซเดล (SAUDEL) ทำให้ทะเลปั่นป่วน คลื่นลมแรงจัด จนเจ้าหน้าที่ไม่อาจปล่อยเรือยางกู้ภัยลงน้ำได้ตามปกติ หน่วยยามฝั่งจึงต้องเปลี่ยนแผนส่งเรือกู้ภัยลำใหญ่เข้าช่วยเหลือแทน และในที่สุดก็สามารถนำตัวชายไทยขึ้นมาได้อย่างปลอดภัย ก่อนส่งตัวเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล ซึ่งอาการโดยรวมไม่น่าเป็นห่วง

หนุ่มไทยงมมือถือ พลัดตกทะเลจีหลง ลอยคอกลางทะเลกว่าครึ่งชั่วโมง ก่อนหน่วยยามฝั่งช่วยรอดปลอดภัย (ภาพจากหน่วยยามฝั่งจีหลง)
ย้อนไปที่จุดเริ่มต้นของเหตุการณ์ เมื่อเวลาประมาณ 10.00 น. ของวันที่ 28 สิงหาคม สถานีตรวจการณ์ถานหลี่ สังกัดหน่วยลาดตระเวนชายฝั่งที่ 2 กองบัญชาการยามฝั่งภาคเหนือ ได้รับแจ้งเหตุจากกองดับเพลิงเมืองจีหลงว่า มีผู้ประสบเหตุจมน้ำและรอการช่วยเหลืออยู่บริเวณน่านน้ำหน้าวั่งโหยวกู่ ในอุทยานเฉาจิ้ง เจ้าหน้าที่จึงระดมอุปกรณ์กู้ภัยรุดไปยังจุดเกิดเหตุโดยทันที
ทว่าด้วยอิทธิพลของพายุไต้ฝุ่นที่พัดผ่านนอกชายฝั่ง ทำให้เกิดคลื่นลูกยาวซัดเข้าหาฝั่งเป็นระยะ สภาพทะเลไม่เอื้อต่อการปฏิบัติงาน จนไม่สามารถนำเรือกู้ภัยขนาดเล็กลงปฏิบัติการได้ หน่วยลาดตระเวนชายฝั่งที่ 2 จึงประสานขอกำลังเสริมจากเรือกู้ภัยของสถานีตรวจการณ์ปาโต๋วจื่อให้เร่งเดินทางเข้าพื้นที่ พร้อมทั้งแจ้งหน่วยยามฝั่งจีหลง สังกัดกองเรือลาดตระเวน ให้ส่งเรือตรวจการณ์เข้าสมทบสนับสนุนภารกิจอีกแรง

หนุ่มไทยงมมือถือ พลัดตกทะเลจีหลง ลอยคอกลางทะเลกว่าครึ่งชั่วโมง ก่อนหน่วยยามฝั่งช่วยรอดปลอดภัย (ภาพจากหน่วยยามฝั่งจีหลง)
ด้วยความเชี่ยวชาญของเจ้าหน้าที่ที่นำเรือกู้ภัยฝ่าคลื่นลมแรงมุ่งหน้าสู่จุดเกิดเหตุ ในที่สุดก็สามารถช่วยดึงตัวชายไทยขึ้นเรือได้สำเร็จอย่างปลอดภัย ก่อนนำตัวกลับเข้าฝั่งที่ท่าเรือประมงปาโต๋วจื่อ เมืองจีหลง
ขณะได้รับการช่วยเหลือ ชายไทยยังคงมีสติสัมปชัญญะดี อาการโดยรวมค่อนข้างคงที่ ก่อนถูกส่งตัวต่อไปยังโรงพยาบาลจีหลง สังกัดกระทรวงสาธารณสุขและสวัสดิการ เพื่อรับการตรวจร่างกายอย่างละเอียดอีกครั้ง
ภายหลังปลอดภัยแล้ว แรงงานไทยรายนี้ได้เล่าเหตุการณ์ให้เจ้าหน้าที่กู้ภัยฟังว่า ก่อนเกิดเหตุตนเดินทางมาตกปลาตามลำพังเพียงคนเดียว เมื่อโทรศัพท์มือถือพลัดตกทะเล จึงพยายามปีนลงไปเก็บกู้คืนแต่กลับพลาดท่าตกลงไปในน้ำเสียเอง โชคยังดีที่ตนพอว่ายน้ำเป็นและสามารถประคองตัวลอยอยู่กลางทะเลรอคอยความช่วยเหลือได้ แม้ในช่วงท้ายจะรู้สึกอ่อนแรงจนแทบหมดกำลังจะว่ายน้ำต่อไหวแล้วก็ตาม พร้อมกล่าวขอบคุณเจ้าหน้าที่ค้นหาและกู้ภัยทุกนายที่เข้าช่วยเหลือนำตัวเขาขึ้นฝั่งได้อย่างปลอดภัย

หนุ่มไทยงมมือถือ พลัดตกทะเลจีหลง ลอยคอกลางทะเลกว่าครึ่งชั่วโมง ก่อนหน่วยยามฝั่งช่วยรอดปลอดภัย (ภาพจากหน่วยยามฝั่งจีหลง)
ด้านหน่วยลาดตระเวนชายฝั่งที่ 2 ได้ออกมาเตือนประชาชนว่า ในช่วงนี้สภาพทะเลมีความแปรปรวนรุนแรงและมักเกิดคลื่นลูกยาว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่มีพายุไต้ฝุ่นเคลื่อนผ่าน แม้พายุจะไม่ได้พัดขึ้นฝั่งไต้หวันโดยตรง แต่อิทธิพลจากกระแสลมรอบนอกก็ยังคงส่งผลให้คลื่นทะเลซัดแรงผิดปกติได้ จึงขอให้ประชาชนที่จะทำกิจกรรมบริเวณชายฝั่งประเมินสภาพอากาศและสภาพร่างกายของตนเองอย่างรอบคอบก่อนทุกครั้ง และไม่ควรเสี่ยงลงเล่นน้ำโดยเด็ดขาดในช่วงเวลาเช่นนี้ หากพบเห็นเหตุฉุกเฉินหรือตกอยู่ในภาวะอันตราย สามารถโทรศัพท์แจ้งขอความช่วยเหลือจากหน่วยยามฝั่งได้ทันทีที่สายด่วน 118