สโมสรผู้ฟังสัปดาห์นี้เริ่มกันที่ประเด็นอายุขัยเฉลี่ยคนไต้หวัน โดยข้อมูลล่าสุดจากกระทรวงมหาดไทยไต้หวันระบุว่า ในปี ค.ศ. 2025 อายุขัยเฉลี่ยของประชากรไต้หวันอยู่ที่ 81.27 ปี เพิ่มขึ้น 0.50 ปีจากปี ค.ศ. 2024 และกลับมาอยู่ในระดับเดียวกับปี 2019 ซึ่งเป็นช่วงก่อนเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19
ในปี ค.ศ. 2025 ไต้หวันมีผู้เสียชีวิตทั้งหมด 199,639 ราย ลดลงจากปีก่อน 1,674 ราย และถือเป็นการลดลงของจำนวนผู้เสียชีวิตต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 หลังสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลายลง เมื่อจำแนกตามช่วงอายุ พบว่าผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มอายุ 75–89 ปี จำนวน 76,654 ราย รองลงมาคืออายุ 60–74 ปี จำนวน 58,336 ราย และอายุ 90 ปีขึ้นไป จำนวน 32,266 ราย ส่วนกลุ่มอายุ 45–59 ปี มี 23,858 ราย ขณะที่กลุ่มอายุ 30–44 ปี มี 6,022 ราย อายุ 15–29 ปี มี 1,678 ราย และเด็กอายุ 0–14 ปี มี 825 ราย หากแบ่งตามเพศจะพบว่าเป็นผู้หญิง 84,846 ราย หรือ 42.50% และผู้ชาย 114,793 ราย หรือ 57.50% เมื่อเทียบกับปี 2024 จำนวนผู้เสียชีวิตหญิงลดลง 377 ราย หรือลดลง 0.44% ขณะที่ผู้เสียชีวิตชายลดลง 1,297 ราย หรือลดลง 1.12%

ส่วนอายุขัยเฉลี่ยเมื่อแยกตามเพศพบว่า ของผู้หญิงอยู่ที่ 84.75 ปี เพิ่มขึ้น 0.45 ปี ส่วนผู้ชายอยู่ที่ 77.93 ปี เพิ่มขึ้น 0.51 ปี โดยทั้งสองเพศมีอายุขัยเฉลี่ยเพิ่มขึ้นจากปี ค.ศ. 2024 เมื่อพิจารณาตามเพศและพื้นที่ กรุงไทเปยังคงครองอันดับหนึ่ง โดยผู้หญิงมีอายุขัยเฉลี่ยสูงถึง 86.74 ปี และผู้ชาย 81.10 ปี รองลงมาคือเมืองซินจู๋ ซึ่งผู้หญิงมีอายุขัยเฉลี่ย 85.20 ปี และผู้ชาย 79.10 ปี ส่วนไถตงมีค่าต่ำที่สุดทั้งในกลุ่มผู้หญิงและผู้ชาย โดยอยู่ที่ 81.54 ปี และ 72.30 ปีตามลำดับ

นอกจากนี้ เมื่อเปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยอายุขัยของประชากรโลกที่องค์การสหประชาชาติประกาศ พบว่าอายุขัยเฉลี่ยของชาวไต้หวันสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกอย่างชัดเจน โดยผู้หญิงไต้หวันมีอายุขัยสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกประมาณ 8.6 ปี และผู้ชายสูงกว่าประมาณ 7.0 ปี ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า อายุขัยของประชากรไต้หวันกำลังฟื้นตัวกลับสู่ระดับก่อนการระบาดของโควิด-19 ขณะเดียวกันความแตกต่างด้านอายุขัยระหว่างพื้นที่ก็ยังเป็นประเด็นที่น่าจับตามอง โดยเฉพาะช่องว่างระหว่างกรุงไทเปกับไถตง ซึ่งห่างกันถึง 7.49 ปี
ประเด็นต่อมาเป็นเรื่องราวของการทำงานพาร์ทไทม์ของนักศึกษาไต้หวัน เพราะจากผลสำรวจของเว็บไซต์หางาน yes123 พบว่า นักศึกษาไต้หวันที่วางแผนทำงานพาร์ทไทม์ตั้งแต่ 2 งานขึ้นไปมีมากถึง 63.7% ขณะที่ 36.3% ต้องการทำเพียงงานเดียว ซึ่งเหตุผลสำคัญที่ทำให้นักศึกษาต้องทำงานระหว่างเปิดเทอม อันดับหนึ่งคือ หาเงินค่าเทอม 65.3% รองลงมาคือหารายได้สำหรับค่าครองชีพ 64.1% และช่วยครอบครัวที่มีหนี้สินหรือภาระผ่อนชำระ 56.7% ส่วนอีก 45.1% ต้องการเก็บเงิน และ 39.3% ต้องการช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายภายในครอบครัว
นอกจากนี้ นักศึกษาบางส่วนทำงานเพื่อสะสมประสบการณ์การทำงานจริง 33.6% หาเงินสำหรับช้อปปิ้งหรือท่องเที่ยว 19.1% ทำตามคำขอของพ่อแม่หรือผู้ใหญ่ 17.9% ใช้เวลาว่างแก้เหงา 16.7% และสร้างคอนเนกชัน 12.3%

การเลือกงานพาร์ทไทม์นักศึกษาจะให้ความสำคัญกับ ระดับเงินเดือนมากที่สุด 66.4% ตามด้วยระยะทางจากบ้านหรือมหาวิทยาลัย 61.4% เวรหรือกะทำงาน 52.3% ระยะเวลาการทำงาน 51% และระดับความกดดันของงาน 42.2% ส่วนปัจจัยอื่นๆ ได้แก่ ความน่าสนใจของเนื้องาน ความปลอดภัยของสถานที่ทำงาน ประโยชน์ต่ออาชีพในอนาคต การมีอาหารให้ และโอกาสได้รับเข้าทำงาน
ด้านเวลา นักศึกษาวางแผนทำงานพาร์ทไทม์เฉลี่ยสูงสุด 67.9 ชั่วโมงต่อเดือน หรือประมาณวันละ 2 ชั่วโมงนอกเหนือจากเวลาเรียนและอ่านหนังสือ ขณะที่ 12% ตั้งเป้าทำงานมากกว่า 100 ชั่วโมงต่อเดือน โดยนักศึกษาคาดว่าจะมีรายได้จากงานพาร์ทไทม์เฉลี่ย 25,261 ดอลลาร์ไต้หวันต่อเดือน และ 6.9% ตั้งเป้ารายได้สูงถึง 50,000 ดอลลาร์ไต้หวันต่อเดือนขึ้นไป อย่างไรก็ตาม การทำงานควบคู่กับการเรียนก็ส่งผลต่อชีวิตนักศึกษาอย่างเห็นได้ชัด โดย 35.1% ยอมรับว่าเคยโดดเรียนเพื่อไปทำงานพาร์ทไทม์หรือสอนพิเศษ ขณะที่ 47% ระบุว่าการทำงานส่งผลให้ผลการเรียนแย่ลง

สำหรับ อาชีพพาร์ทไทม์เงินดีในฝัน ที่นักศึกษาสนใจมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ สตรีมเมอร์ไลฟ์สด 45.3% นายแบบ/นางแบบถ่ายแบบนอกสถานที่ 44.2% พริตตี้หรือ MC งานอีเวนต์ 43% งานฟรีแลนซ์หรือรับเหมา เช่น แปลภาษาและออกแบบ 41.7% และอาสาสมัครทดลองยาในมนุษย์ 40.3% แต่เมื่อดูจาก อาชีพที่นักศึกษาวางแผนจะทำจริง กลับเป็นงานที่พบได้ทั่วไปมากกว่า ได้แก่ พนักงานร้านอาหารฟาสต์ฟู้ด 36.8% พนักงานร้านเครื่องดื่มหรือชานม 35.6% พนักงานเสิร์ฟร้านอาหาร 34.5% พนักงานร้านสะดวกซื้อ 33.1% และผู้ช่วยงานในมหาวิทยาลัย 31.6%