หลายคนอาจคิดว่า น้ำหนักขึ้นไม่กี่กิโล เป็นเรื่องธรรมดา หรือถ้ายังใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ ก็ไม่น่าจะเป็นปัญหาอะไร แต่ข้อมูลจากไต้หวันกำลังส่งสัญญาณเตือนว่า เราอาจต้องมองเรื่องนี้จริงจังกว่าที่คิด สำนักงานส่งเสริมสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุขและสวัสดิการไต้หวัน ระบุว่า จากการสำรวจโภชนาการและสุขภาพประชาชนช่วงปี 2020 ถึง 2024 พบว่า ผู้ใหญ่ไต้หวันอายุ 18 ปีขึ้นไป 51.3% มีภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน หรือพูดง่าย ๆ คือ ผู้ใหญ่ประมาณ 2 คน จะมีอย่างน้อย 1 คนที่น้ำหนักเกินเกณฑ์ส่วนตัวเลข 50.3% ที่มีการพูดถึงในข่าวชุดนี้ เป็นข้อมูลจากการสำรวจช่วงปี 2017 ถึง 2020 ซึ่งเป็นข้อมูลชุดก่อนหน้า และสะท้อนว่าปัญหานี้อยู่ในระดับสูงต่อเนื่องมาหลายปีแล้ว และเมื่อวันที่ 17 สิงหาคมที่ผ่านมา สมาคมโรคอ้วนแห่งไต้หวันได้เปิดเผยผลการสำรวจ “2026 Taiwan Obesity Awareness Survey” ซึ่งยิ่งทำให้เห็นว่า ปัญหาไม่ได้อยู่แค่เรื่องน้ำหนักตัว แต่ยังรวมถึง ความเข้าใจและทัศนคติของประชาชนต่อโรคอ้วน ด้วย ผลสำรวจพบว่า ประชาชนที่มีภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วนเกือบ 35% ไม่เคยพยายามลดน้ำหนักมาก่อน และอีก 59.1% ยังขาดความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับโรคหรือภาวะร่วมที่เกี่ยวข้องกับโรคอ้วน
แล้วโรคอ้วนเกี่ยวข้องกับโรคอะไรบ้าง?
เรื่องนี้ต้องพูดถึงคำว่า “กลุ่มอาการเมตาบอลิก” กลุ่มอาการเมตาบอลิกไม่ได้หมายถึงโรคเพียงโรคเดียว แต่เป็นภาวะที่ระบบเผาผลาญในร่างกายเริ่มเสียสมดุล และมีปัจจัยเสี่ยงหลายอย่างเกิดขึ้นพร้อมกัน เช่น น้ำตาลในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดผิดปกติ และภาวะอ้วนลงพุง ข้อมูลการสำรวจภาวะโภชนาการและสุขภาพของประชาชนไต้หวันระบุว่า ในประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไป มีภาวะความดันโลหิตสูง 26.8% ไขมันในเลือดสูง 25.6% และน้ำตาลในเลือดสูง 11.1%
ด้านหลินเหวินหยวน หรือ 林文元 – Lín Wényuán ประธานสมาคมโรคอ้วนแห่งไต้หวัน อธิบายจากประสบการณ์ทางคลินิกว่า บางครั้งคนที่เป็นโรคอ้วนมาตรวจสุขภาพ แล้วเห็นผลตรวจบางรายการขึ้น “ตัวแดง” หรือ 紅字 – hóngzì ซึ่งหมายถึงค่าผิดปกติ แต่กลับคิดว่า “ยังไม่เป็นอะไร” เพราะตัวเองยังใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ นี่เป็นจุดที่น่ากังวล เพราะโรคอ้วนอาจไม่ได้ทำให้เรารู้สึกเจ็บป่วยทันที แต่สามารถเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคเรื้อรังในระยะยาวได้ สมาคมโรคอ้วนแห่งไต้หวันระบุว่า โรคอ้วนเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญของกลุ่มอาการเมตาบอลิก และเนื้อเยื่อไขมันที่สะสมมากเกินไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการอักเสบเรื้อรังภายในร่างกาย ดังนั้น โรคอ้วนจึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของ “รูปร่าง” แต่เป็นเรื่องของระบบต่าง ๆ ในร่างกายด้วยองค์การอนามัยโลก หรือ WHO ก็ระบุเช่นกันว่า ภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด เบาหวานชนิดที่ 2 โรคระบบกล้ามเนื้อและข้อ รวมถึงมะเร็งบางชนิด สำหรับตัวเลขที่ถูกพูดถึงในงานแถลงข่าวของไต้หวัน ระบุว่า โรคอ้วนสัมพันธ์กับความเสี่ยงโรคเบาหวานที่เพิ่มขึ้นประมาณ 5 เท่า ความดันโลหิตสูงประมาณ 2 เท่า และภาวะหัวใจล้มเหลวประมาณ 1.5 เท่า
ผลสำรวจปี 2026 พบว่า ในกลุ่มผู้ที่มีภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วนและเคยพยายามลดน้ำหนัก รวมถึงมีความเข้าใจเรื่องโรคร่วมที่เกี่ยวข้องกับโรคอ้วนในระดับสูง มี 31.6% ที่ต้องการขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ เช่น แพทย์ นักโภชนาการ หรือผู้เชี่ยวชาญด้านการควบคุมน้ำหนัก ขณะที่ในกลุ่มผู้ที่เป็นโรคอ้วนและเคยพยายามลดน้ำหนักแล้ว ประมาณ 90% เลือกใช้การออกกำลังกายและควบคุมอาหาร ฟังดูเหมือนเป็นวิธีที่ถูกต้อง แต่ปัญหาก็คือ 76.6% บอกว่าตัวเองประสบปัญหาเรื่องขาดความมุ่งมั่นหรือวินัย เรื่องนี้น่าจะตรงกับประสบการณ์ของหลายคน ต้นเดือนตั้งใจว่าจะลดน้ำหนัก กินผักมากขึ้น งดของหวาน และออกกำลังกายทุกวัน วันแรกทำได้วันที่สองยังไหว วันที่สามมีชานมหนึ่งแก้ว ผ่านไปหนึ่งสัปดาห์…อาจกลับมาใช้ชีวิตเหมือนเดิม จริง ๆ แล้วเรื่องนี้ไม่ได้หมายความว่าเราขาดความตั้งใจเพียงอย่างเดียว แต่การควบคุมน้ำหนักเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับอาหาร การออกกำลังกาย พฤติกรรมการใช้ชีวิต สภาพแวดล้อม และในบางคนอาจมีปัจจัยทางการแพทย์ร่วมด้วย
แนวทางของสำนักงานส่งเสริมสุขภาพไต้หวันจึงเน้นว่า การจัดการโรคอ้วนควรใช้ทั้งการรับประทานอาหารที่เหมาะสม การออกกำลังกาย การปรับพฤติกรรม และในกรณีที่จำเป็นควรปรึกษาทีมแพทย์เพื่อประเมินแนวทางที่เหมาะกับแต่ละคน และมีข่าวดีอยู่อย่างหนึ่ง นั่นคือ เราไม่จำเป็นต้องลดน้ำหนักจำนวนมากในเวลาอันรวดเร็ว จึงจะเห็นประโยชน์ต่อสุขภาพ แนวทางป้องกันโรคอ้วนของไต้หวันระบุว่า การลดน้ำหนักประมาณ 5–10% ของน้ำหนักตัว สามารถช่วยปรับปรุงองค์ประกอบต่าง ๆ ของกลุ่มอาการเมตาบอลิกได้ และการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอสามารถช่วยปรับระดับน้ำตาล ความดันโลหิต ไขมันในเลือด และช่วยควบคุมน้ำหนักได้ ตัวอย่างเช่น ถ้าน้ำหนักตัว 80 กิโลกรัม การลด 5% ก็คือประมาณ 4 กิโลกรัม ไม่จำเป็นต้องตั้งเป้าว่า “ต้องลดให้ได้ 20 กิโลกรัม” ตั้งแต่แรก สิ่งสำคัญกว่าคือลดอย่างเหมาะสมและรักษาผลลัพธ์ให้ได้ในระยะยาวสำนักงานส่งเสริมสุขภาพไต้หวันยังเตือนด้วยว่า การลดน้ำหนักอย่างรวดเร็วเกินไปอาจทำให้สูญเสียมวลกล้ามเนื้อ และน้ำหนักมีโอกาสกลับขึ้นได้ง่าย จึงควรเน้นการปรับอาหารและออกกำลังกายอย่างเหมาะสม
ในงานแถลงข่าวครั้งนี้ ยังมีนักกีฬาเบสบอลอย่าง จี๋ลี่จี๋เหลา (吉力吉撈) นักกีฬาเบสบอลทีมเว่ยฉวนหลงฉิว (味全龍球) มาร่วมแบ่งปันประสบการณ์เรื่องอาหารด้วย เขาเล่าว่า อาหารของนักกีฬาจะเน้นโปรตีนและผักเป็นหลัก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องตัดคาร์โบไฮเดรตออกทั้งหมด เพราะคาร์โบไฮเดรตก็มีความสำคัญต่อการให้พลังงาน โดยเฉพาะสำหรับคนที่ต้องออกกำลังกายหรือใช้แรงมาก และอีกคำแนะนำง่าย ๆ ที่เขาเสนอสำหรับคนทั่วไปก็คือ ลองมีเครื่องชั่งน้ำหนักติดบ้านไว้สักเครื่อง และติดตามการเปลี่ยนแปลงของน้ำหนักอย่างสม่ำเสมอ อีกเรื่องที่ไม่ควรมองข้ามคือ รอบเอว ตามเกณฑ์สุขภาพของไต้หวัน ผู้ชายที่มีรอบเอวตั้งแต่ 90 เซนติเมตรขึ้นไป และผู้หญิงตั้งแต่ 80 เซนติเมตรขึ้นไป ถือว่าอยู่ในเกณฑ์รอบเอวเกิน ซึ่งสะท้อนการสะสมของไขมันบริเวณช่องท้องและเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงด้านเมตาบอลิก
Hope Station: งานเสวนา "ปัญหาการรู้เท่าทันสื่อดิจิทัลและสิทธิมนุษยชนของเยาวชน"
Hope Station สัปดาห์นี้จะพาท่านผู้ไปเจาะลึกบทวิเคราะห์จากเวทีเสวนาสิทธิเยาวชน พร้อมหาทางออกในการสร้างพื้นที่ปลอดภัยในครอบครัว การปรับตัวของภาคการศึกษา เพื่อร่วมกันสร้างระบบนิเวศดิจิทัลที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน