ล่าสุด ไต้หวันกำลังจับตาตลาดสหรัฐอเมริกา หลังมีสัญญาณว่าสับปะรดไต้หวันอาจสามารถส่งออกไปจำหน่ายในตลาดสหรัฐฯ ได้อย่างเป็นทางการในอนาคต และหนึ่งในกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้สับปะรดเดินทางข้ามมหาสมุทรไปถึงปลายทางโดยยังคงคุณภาพไว้ได้ ก็คือ “เทคโนโลยีการดัดแปลงบรรยากาศหรือที่ภาษาจีนเรียกว่า “氣調技術” (qì diào jì shù)
แต่ก่อนที่จะไปถึงเรื่องเทคโนโลยี เรามาย้อนดูภาพรวมของตลาดส่งออกสับปะรดไต้หวันกันก่อนค่ะ
เดิมทีจีนเคยเป็นตลาดส่งออกสับปะรดที่ใหญ่ที่สุดของไต้หวัน แต่ตั้งแต่เดือนมีนาคม ปี 2021 จีนได้ระงับการนำเข้าสับปะรดจากไต้หวัน ส่งผลให้โครงสร้างตลาดส่งออกสับปะรดของไต้หวันเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ปัจจุบัน ญี่ปุ่นได้กลายเป็นตลาดส่งออกหลักของสับปะรดไต้หวัน โดยมีสัดส่วนมากกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ของการส่งออกทั้งหมด
ยกตัวอย่างข้อมูลในปี 2025 ไต้หวันส่งออกสับปะรดทั้งหมดประมาณ 16,880 ตัน คิดเป็นมูลค่าประมาณ 750 ล้านเหรียญไต้หวัน ขณะที่การส่งออกไปยังญี่ปุ่นเพียงประเทศเดียวมีปริมาณสูงถึง 16,014 ตัน หรือคิดเป็นประมาณ 94% ของปริมาณการส่งออกทั้งหมด ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ญี่ปุ่นกลายเป็นตลาดสำคัญอย่างมากสำหรับสับปะรดไต้หวัน หลังจากตลาดเดิมหยุดรับซื้อ อย่างไรก็ตาม การพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งในสัดส่วนที่สูงมาก ก็ทำให้ไต้หวันจำเป็นต้องมองหาตลาดใหม่ ๆ เพื่อกระจายความเสี่ยง และเพิ่มโอกาสให้กับเกษตรกรและผู้ประกอบการในระยะยาว
หนึ่งในโจทย์สำคัญก็คือเรื่อง “การขนส่ง” เพราะเมื่อพูดถึงการส่งออกผลไม้สด เรื่องระยะเวลาในการเดินทางถือเป็นปัจจัยสำคัญมาก ผลไม้บางชนิดที่มีราคาสูง หรือสินค้าที่ต้องการส่งถึงปลายทางอย่างรวดเร็ว อาจเลือกใช้การขนส่งทางอากาศ แต่เมื่อพิจารณาเรื่องต้นทุนแล้ว ผลไม้ส่งออกส่วนใหญ่ของไต้หวันยังคงต้องพึ่งพาการขนส่งทางเรือเป็นหลัก แน่นอนว่าการขนส่งทางเรือมีข้อดีในเรื่องต้นทุน แต่ข้อจำกัดก็คือใช้เวลานานกว่า โดยเฉพาะหากเป็นเส้นทางข้ามมหาสมุทร ซึ่งอาจใช้เวลามากกว่า 2 สัปดาห์
สำหรับผลไม้สด ระยะเวลามากกว่า 2 สัปดาห์ถือว่านานทีเดียว เพราะแม้จะนำผลไม้ไปเก็บในห้องเย็นหรือระบบทำความเย็น แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถลดอุณหภูมิลงได้เรื่อย ๆ เพื่อยืดอายุผลไม้ โดยเฉพาะสับปะรด ซึ่งเป็นผลไม้เมืองร้อน หากอุณหภูมิต่ำเกินไปก็อาจเกิดสิ่งที่เรียกว่า “อาการสะท้านหนาว” ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพของผลไม้ได้ ดังนั้น กระทรวงเกษตรของไต้หวันจึงพยายามหาวิธีใหม่ ๆ เพื่อแก้ปัญหานี้ และหนึ่งในเทคโนโลยีที่ถูกนำมาใช้ก็คือ “การดัดแปลงบรรยากาศ” หรือ 氣調技術
ก่อนหน้านี้ กระทรวงเกษตรไต้หวันได้พยายามขยายตลาดใหม่สำหรับสับปะรด โดยเฉพาะตลาดอย่างฮ่องกง สิงคโปร์ และเกาหลีใต้ ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากไต้หวันมากนัก ทำให้ปัญหาด้านระยะเวลาการขนส่งไม่รุนแรงเท่าการส่งไปยังตลาดที่อยู่ข้ามมหาสมุทร และพบว่าปริมาณการส่งออกไปยังตลาดเหล่านี้มีแนวโน้มเติบโตขึ้นแต่ถ้าต้องการขยายตลาดไปไกลกว่านั้น ก็จำเป็นต้องมีเทคโนโลยีที่ช่วยรักษาคุณภาพของสับปะรดให้ได้นานขึ้น กระทรวงเกษตรจึงมอบหมายให้สถาบันวิชาการเข้ามาศึกษาและพัฒนาเทคโนโลยีการดัดแปลงบรรยากาศ เพื่อยืดอายุการเก็บรักษาสับปะรด และในช่วงประมาณ 2 ปีที่ผ่านมา เทคโนโลยีดังกล่าวก็สามารถช่วยให้สับปะรดไต้หวันส่งออกไปยังตลาดที่อยู่ไกลอย่างแคนาดา ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ได้สำเร็จ แม้ว่าปริมาณการส่งออกไปยังประเทศเหล่านี้จะยังไม่มากนักก็ตาม
ข้อมูลจากกระทรวงเกษตรไต้หวันระบุว่า เมื่อปีที่ผ่านมา ไต้หวันส่งออกสับปะรดไปยังแคนาดาประมาณ 35 ตัน ออสเตรเลีย 17 ตัน และนิวซีแลนด์ 11 ตัน เมื่อรวมกันแล้วมีเพียงประมาณ 63 ตันเท่านั้น ซึ่งเมื่อเทียบกับปริมาณการส่งออกสับปะรดทั้งหมด ก็ถือว่ายังเป็นปริมาณที่ค่อนข้างเล็ก แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การทดลองเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า สับปะรดไต้หวันสามารถเดินทางไปยังตลาดที่อยู่ห่างไกลได้ หากมีเทคโนโลยีเข้ามาช่วยจัดการเรื่องการเก็บรักษา และเป้าหมายต่อไปที่หลายฝ่ายกำลังจับตามองก็คือ “สหรัฐอเมริกา”
เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา สหรัฐฯ ได้ประกาศล่วงหน้าว่าสับปะรดไต้หวันสามารถส่งออกไปจำหน่ายในสหรัฐฯ ได้ ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างรอการประกาศอย่างเป็นทางการ กระทรวงเกษตรไต้หวันจึงหวังว่า หากตลาดสหรัฐฯ เปิดอย่างเป็นทางการ ก็จะช่วยขยาย “พื้นที่” หรือฐานตลาดส่งออกของสับปะรดไต้หวันให้กว้างขึ้น สำหรับตลาดสหรัฐฯ ถือว่าเป็นตลาดที่มีศักยภาพไม่น้อย เพราะนอกจากจะเป็นตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่แล้ว ยังมีชุมชนชาวจีนและชาวเอเชียจำนวนมาก ซึ่งอาจมีความคุ้นเคยกับสับปะรดไต้หวันและรสชาติของผลไม้ชนิดนี้อยู่แล้ว
อู๋จวิ้นต๋า (吳俊達) ศาสตราจารย์ประจำภาควิชาพืชสวนและภูมิทัศน์ มหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวัน หรือ NTU เป็นผู้รับผิดชอบโครงการขนส่งและจัดเก็บสับปะรดระยะไกลของกระทรวงเกษตร ขณะนี้ทีมวิจัยได้ดำเนินการทดลองจำลองการส่งออกสับปะรดไปยังสหรัฐฯ โดยใช้ตู้คอนเทนเนอร์ที่สามารถควบคุมและดัดแปลงบรรยากาศภายในได้สำเร็จแล้ว และกำลังเตรียมยื่นเรื่องให้มหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวันประกาศถ่ายทอดเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ภาคธุรกิจสามารถนำเทคโนโลยีนี้ไปใช้ได้จริง เมื่อผู้ประกอบการภาคการเกษตรสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีดังกล่าวได้ ก็จะช่วยเพิ่มความมั่นใจในการจัดการสับปะรดสำหรับการขนส่งระยะไกล และอาจช่วยเปิดโอกาสให้ตลาดส่งออกใหม่ ๆ เกิดขึ้นได้ในอนาคต
ศาสตราจารย์อู๋จวิ้นต๋าอธิบายว่า การดัดแปลงบรรยากาศก็คือการปรับเปลี่ยนโครงสร้างของก๊าซในสภาพแวดล้อมที่ผลไม้อยู่ระหว่างการขนส่ง เพราะถึงแม้ผลไม้จะถูกเก็บเกี่ยวออกมาจากต้นแล้ว แต่กระบวนการหายใจและการเผาผลาญภายในผลไม้ยังคงดำเนินต่อไป ดังนั้น เทคโนโลยีนี้จึงมุ่งลดความเข้มข้นของออกซิเจน เพิ่มความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์ รวมถึงควบคุมอุณหภูมิและความชื้นให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม
แน่นอนว่า ผลไม้แต่ละชนิด รวมถึงแต่ละสายพันธุ์ ก็ต้องใช้เงื่อนไขที่แตกต่างกัน เพราะไม่ใช่ว่าจะสามารถลดออกซิเจนหรือเพิ่มคาร์บอนไดออกไซด์ได้ในระดับเดียวกันทั้งหมด สำหรับสับปะรดไต้หวันสายพันธุ์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดอย่าง “ไถหนงหมายเลข 17” หรือ “จินจ้วน” ซึ่งภาษาจีนเรียกว่า 金鑽鳳梨 หากใช้วิธีการแช่เย็นทั่วไป จะมีอายุการเก็บรักษาประมาณ 2 สัปดาห์ แต่หากใช้ระบบขนส่งและบรรจุภัณฑ์แบบดัดแปลงบรรยากาศ ก็สามารถยืดอายุการเก็บรักษาออกไปได้ประมาณ 3–4 สัปดาห์
ศาสตราจารย์อู๋จวิ้นต๋ายังอธิบายด้วยว่า ผลไม้เมืองร้อนมักเกิดอาการสะท้านหนาวได้ง่ายเมื่ออยู่ในอุณหภูมิต่ำเป็นเวลานาน ดังนั้น หากลดอุณหภูมิมากเกินไป แม้จะช่วยชะลอการเสื่อมสภาพและยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อก่อโรคได้ แต่ก็อาจสร้างความเสียหายจากอุณหภูมิที่ต่ำเกินไปแทน เทคโนโลยีการดัดแปลงบรรยากาศจึงเข้ามาช่วยชดเชยข้อจำกัดตรงนี้ ทำให้ไม่จำเป็นต้องพึ่งการลดอุณหภูมิลงมากเกินไป
สำหรับสับปะรดจินจ้วนหลังเก็บเกี่ยว อุณหภูมิที่เหมาะสมสำหรับการเก็บรักษาและขนส่งอยู่ที่ประมาณ 13 องศาเซลเซียส บวกลบ 2 องศาเซลเซียส หรือประมาณ 11–15 องศาเซลเซียส นอกจากเรื่องเทคโนโลยีแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่อาจเป็นจุดขายของสับปะรดไต้หวันก็คือ “คุณภาพ” ศาสตราจารย์อู๋จวิ้นต๋ามองว่า ต้นทุนการผลิตทางการเกษตรของไต้หวันค่อนข้างสูง ดังนั้น การนำผลไม้ไต้หวันไปแข่งขันในตลาดโลกจึงไม่สามารถใช้วิธีแข่งขันด้วยปริมาณหรือราคาถูกได้ แต่ไต้หวันสามารถแข่งขันด้วย “ความปลอดภัย คุณภาพสูง และเอกลักษณ์เฉพาะตัว”
สำหรับตลาดสหรัฐฯ นั้น มีสับปะรดนำเข้าจากประเทศในอเมริกากลางและอเมริกาใต้จำนวนมากอยู่แล้ว ดังนั้น สับปะรดไต้หวันจะต้องสร้างความแตกต่างให้กับตัวเอง จุดเด่นของสับปะรดจินจ้วนคือ เนื้อมีเส้นใยละเอียด รสชาติหวานแต่ไม่เลี่ยน มีความเป็นกรดต่ำ มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว และที่น่าสนใจคือ “แกนสับปะรดสามารถรับประทานได้” ด้วยคุณสมบัติเหล่านี้ ศาสตราจารย์อู๋จวิ้นต๋าเชื่อว่า สับปะรดไต้หวันน่าจะได้รับการตอบรับที่ดีในตลาดสหรัฐฯ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้บริโภคเชื้อสายจีนและเอเชียที่คุ้นเคยกับผลไม้ชนิดนี้
อีกปัจจัยหนึ่งที่อาจทำให้ผู้ประกอบการสนใจตลาดสหรัฐฯ มากกว่าตลาดออสเตรเลีย ก็คือข้อกำหนดด้านการนำเข้า ออสเตรเลียกำหนดให้สับปะรดนำเข้าต้องตัดจุกหรือส่วนยอดออก และต้องผ่านกระบวนการรมควันเพื่อกำจัดศัตรูพืช ขณะที่สหรัฐฯ ไม่มีข้อกำหนดเหล่านี้ตามข้อมูลของโครงการ ทำให้ต้นทุนในการส่งออกไปสหรัฐฯ ค่อนข้างต่ำกว่าเมื่อเปรียบเทียบกัน ทั้งหมดนี้จึงทำให้ตลาดสหรัฐฯ กลายเป็นหนึ่งในตลาดที่ผู้ประกอบการไต้หวันจับตามอง
ข้อมูลจากกรมการเกษตรและอาหารของไต้หวันระบุว่า ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา พื้นที่เพาะปลูกสับปะรดของไต้หวันอยู่ที่ประมาณ 10,700–11,746 เฮกตาร์ โดยแหล่งผลิตส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในเมืองผิงตง ไถหนาน เจียอี้ และเกาสง ในแต่ละปี ไต้หวันมีผลผลิตสับปะรดประมาณ 340,000–550,000 ตัน และสับปะรดสายพันธุ์ไถหนงหมายเลข 17 หรือจินจ้วน มีสัดส่วนสูงถึงประมาณ 85 เปอร์เซ็นต์ของการผลิต
ส่วนด้านการส่งออก หากย้อนกลับไปดูช่วงก่อนที่จีนจะระงับการนำเข้าสับปะรดจากไต้หวัน ปริมาณการส่งออกเคยทำสถิติสูงสุดประมาณ 51,000 ตันในปี 2019 แต่หลังจากปี 2022 เป็นต้นมา ปริมาณการส่งออกลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 20,000 ตัน