Skip to the main content block
::: หน้าแรก| แผนผังเว็บไซต์| Podcasts|
|
Language

Formosa Dream Chasers - Programs - RTI Radio Taiwan International-logo

รายการ
| รายการล่าสุด
เลือกรายการ
ผู้จัดรายการ ตารางรายการ
ประเด็น (ข่าว) ยอดนิยม
繁體中文 简体中文 English Français Deutsch Indonesian 日本語 한국어 Русский Español ภาษาไทย Tiếng Việt Tagalog Українська แผนผังเว็บไซต์

ที่นี่ไต้หวัน วันอังคารที่ 29 ก.ย.2569

กระเจี๊ยบเขียว“ชิงเสีย” ทนโรค ฝักใหญ่ ไม่แก่เร็ว ผลผลิตสูงกว่าพันธุ์หลักในตลาดถึง 50%
กระเจี๊ยบเขียว“ชิงเสีย” ทนโรค ฝักใหญ่ ไม่แก่เร็ว ผลผลิตสูงกว่าพันธุ์หลักในตลาดถึง 50%

กระเจี๊ยบเขียวอาจเป็นผักธรรมดาที่พบได้ในตลาดทั่วไป แต่ในไต้หวันพืชชนิดนี้กำลังกลายเป็นอีกหนึ่งพืชเศรษฐกิจที่ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ด้วยคุณสมบัติปลูกไม่ยาก มีตลาดรองรับ และสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ต่อเนื่อง ขณะเดียวกันกระแสรักสุขภาพก็ช่วยผลักดันความต้องการบริโภคให้เพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางสภาพอากาศที่แปรปรวนและการระบาดของโรคพืชที่สร้างความเสี่ยงให้เกษตรกร บริษัทเมล็ดพันธุ์ไต้หวันจึงเดินหน้าพัฒนาพันธุ์ใหม่ที่ตอบโจทย์ทั้งด้านการผลิตและคุณภาพ โดยใช้เวลาวิจัยนาน 3 ปี จนได้กระเจี๊ยบเขียวพันธุ์ “ชิงเสีย” (青俠) ซึ่งมีจุดเด่นทั้งความแข็งแรง ต้านทานโรค ฝักใหญ่ เนื้อสัมผัสดี ไม่แก่เร็ว และให้ผลผลิตต่อต้นสูงกว่าพันธุ์หลักที่จำหน่ายในตลาดถึง 50% และที่สำคัญ พันธุ์ใหม่นี้ยังช่วยลดความกังวลของเกษตรกรมือใหม่ เพราะดูแลไม่ซับซ้อน และสามารถเก็บเกี่ยวได้ต่อเนื่อง จึงมีศักยภาพในการสร้างรายได้อย่างสม่ำเสมอ

        ข้อมูลสถิติการเกษตรของไต้หวันสะท้อนให้เห็นว่ากระเจี๊ยบเขียวได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน โดยพื้นที่เพาะปลูกทั่วประเทศเพิ่มจากเพียง 19.29 เฮกตาร์ในปี 1997 เป็น 548.87 เฮกตาร์ในปี 2025 หรือเพิ่มขึ้นกว่า 28 เท่า

ขณะที่ผลผลิตเพิ่มจาก 155.9 ตัน เป็น 5,749.9 ตัน ในช่วงเวลาเดียวกัน

การเติบโตดังกล่าวได้รับแรงหนุนจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น เพราะกระเจี๊ยบเขียวมีใยอาหารที่ละลายน้ำได้สูงและมีแคลอรีต่ำ นอกจากนี้ยังสามารถนำไปประกอบอาหารได้หลากหลาย ตั้งแต่อาหารญี่ปุ่น อาหารตะวันตก ไปจนถึงอาหารเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะในอินเดียและหลายประเทศในเอเชียใต้ กระเจี๊ยบเขียวถือเป็นวัตถุดิบสำคัญในอาหาร เช่น แกงกะหรี่และเมนูยัดไส้ ทำให้ตลาดเมล็ดพันธุ์มีความต้องการสูงถึงหลายร้อยตันต่อปี

แต่การขยายตัวของตลาดก็เกิดขึ้นท่ามกลางความท้าทายด้านการเพาะปลูก โดยเฉพาะสภาพอากาศสุดขั้วที่เกิดขึ้นบ่อยขึ้น และการระบาดของโรคไวรัสที่สร้างความเสียหายให้กับผลผลิต โดยปัญหาใหญ่คือ “ไวรัส” ที่ใช้สารเคมีกำจัดไม่ได้

หลินถังหวง (林堂煌) รองผู้จัดการทั่วไปของบริษัท Suntech Seed (稼穡種子) กล่าวว่า กระเจี๊ยบเขียวในหลายประเทศกำลังเผชิญปัญหาโรคไวรัส โดยไวรัสจำนวนมากแพร่กระจายผ่านแมลงพาหะ ขณะที่กระเจี๊ยบเขียวเป็นพืชที่ต้องเก็บเกี่ยวอย่างต่อเนื่อง ทำให้การใช้สารเคมีเพื่อควบคุมโรคมีข้อจำกัด

เมื่อพืชติดเชื้อไวรัสแล้ว ไม่สามารถใช้สารเคมีเพื่อทำให้ต้นกลับมาเป็นปกติได้เหมือนการจัดการโรคพืชบางประเภท ดังนั้น การพัฒนาพันธุ์ที่มีความต้านทานโรคตั้งแต่ต้นจึงเป็นแนวทางที่สำคัญกว่า

บริษัท Suntech Seed จึงนำกระเจี๊ยบเขียวสายพันธุ์ญี่ปุ่นมาผสมกับสายพันธุ์จากอินเดียที่มีคุณสมบัติต้านทานโรค และใช้เวลาพัฒนานานประมาณ 3 ปี จนได้พันธุ์ “ชิงเสีย” โดยพันธุ์ดังกล่าวมีความสามารถในการต้านทาน ไวรัสใบด่างเหลืองเส้นใบของกระเจี๊ยบเขียว (Yellow Vein Mosaic Virus: YVMV) และ ไวรัสใบหงิกเส้นใบ (Enation Leaf Curl Virus: ELCV) ซึ่งเป็นโรคสำคัญในตลาดเอเชียใต้ โดยเฉพาะอินเดียที่กำลังเผชิญการระบาดของไวรัสทั้งสองชนิดอย่างรุนแรง

      เดิมบริษัทตั้งใจพัฒนาพันธุ์ดังกล่าวเพื่อตอบโจทย์ตลาดอินเดียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ระหว่างกระบวนการปรับปรุงพันธุ์ นักปรับปรุงพันธุ์กลับค้นพบคุณสมบัติอีกอย่างที่น่าสนใจ นั่นคือ “ชิงเสีย” มีเส้นใยในฝักบางมาก ซึ่งต่อมากลายเป็นจุดเด่นสำคัญสำหรับตลาดผู้บริโภค

We use cookies to provide you with a better browsing experience.

By continuing to browse this site, you agree to our Cookie Policy. Learn more about our Privacy Policy

I understand
00:00
00:00
0.5x 1x 1.5x 2x