1. ประชาสัมพันธ์เตือนภัยแรงงานไทยในไต้หวัน “หลบหนี” ไม่ใช่ทางออก เมื่อกลายเป็นแรงงานผิดกฎหมาย ชีวิตที่ไร้หลักประกันรออยู่ข้างหน้า
แรงงานไทยจำนวนไม่น้อยที่ทำงานอยู่ในไต้หวัน หลงเชื่อคำชักชวนหวานหูของนายหน้าเถื่อน หรือบางรายมีปัญหาส่วนตัวจนตัดสินใจหลบหนีออกจากนายจ้าง กลายเป็น “แรงงานผิดกฎหมาย” หลังจากหลบหนีไปแล้ว หลายคนต้องกลับมาเสียใจในภายหลังว่าตัดสินใจผิดพลาด เพราะต้องใช้ชีวิตอย่างหลบ ๆ ซ่อน ๆ และยากลำบากไปวัน ๆ ไม่มีงานทำเป็นหลักแหล่ง ต้องพึ่งพานายหน้าคอยหางานและส่งไปทำ เพียงเพื่อประทังชีวิต ไม่มีเงินเหลือเก็บ ต่างจากคำสัญญาสวยหรูที่นายหน้าเคยยื่นให้ก่อนตัดสินใจหนี ทั้งที่ในความเป็นจริง หากยังทำงานอยู่ในโรงงานตามระบบ แม้บางเดือนโอทีจะน้อย แต่ปลายเดือนก็ยังได้รับค่าจ้างตามปกติ หักค่าใช้จ่ายส่วนตัวแล้ว ยังพอมีเงินเหลือส่งกลับไปดูแลครอบครัวที่เมืองไทย

กระทรวงแรงงานไต้หวันจึงขอเตือนแรงงานไทยทุกคนว่า การทำงานอย่างผิดกฎหมายนั้น “ไร้หลักประกัน” ในทุกด้าน หากเจ็บป่วยขึ้นมา ต้องแบกรับค่ารักษาพยาบาลที่สูงมากด้วยตัวเอง หลายคนจึงเลือกซื้อยากินเองแทนการพบแพทย์ จนสุขภาพร่างกายทรุดโทรมลงเรื่อย ๆ ยิ่งไปกว่านั้น หากเกิดอุบัติเหตุจากการทำงาน ก็จะไม่ได้รับความคุ้มครองใด ๆ จากระบบประกันภัยแรงงานเลย ต้องใช้ชีวิตอย่างหลบซ่อน หวาดระแวงอยู่ตลอดเวลา ส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตอย่างรุนแรง และที่สำคัญ มักตกเป็นเหยื่อของนายหน้าที่ฉวยโอกาสเอารัดเอาเปรียบ ขูดรีดค่าจ้าง จนไม่เหลือเงินส่งกลับไปให้ครอบครัวที่บ้านเลยแม้แต่น้อย
ในแง่กฎหมาย หากถูกเจ้าหน้าที่ตรวจพบว่าทำงานผิดกฎหมาย จะมีโทษปรับสูงถึง 30,000-150,000 เหรียญไต้หวัน และยังต้องเสียค่าปรับฐานพำนักอยู่อย่างผิดกฎหมายอีกต่างหาก โดยเริ่มต้นขั้นต่ำที่ 10,000 เหรียญ และหากหลบหนีนานเกิน 3 เดือน อาจถูกปรับสูงสุดถึง 50,000 เหรียญ
ในส่วนของนายหน้าที่ลักลอบจัดหางานให้แรงงานผิดกฎหมายก็หนีไม่พ้นบทลงโทษเช่นกัน ตามกฎหมายการจ้างงานของไต้หวันระบุไว้ชัดเจนว่า ผู้ใดจัดหาชาวต่างชาติไปทำงานกับผู้อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต มีโทษปรับตั้งแต่ 100,000-500,000 เหรียญไต้หวัน และหากเป็นการจัดหางานเพื่อแสวงหาผลประโยชน์หรือในเชิงพาณิชย์ จะต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี และปรับไม่เกิน 1.2 ล้านเหรียญไต้หวัน

เตือนภัย: สิ่งที่แรงงานต้องเผชิญ เมื่อเลือก “หลบหนี” กลายเป็นแรงงานผิดกฎหมาย
- ไร้สิทธิประกันสุขภาพ หากเจ็บป่วย จะไม่สามารถเข้ารับการรักษาพยาบาลได้อย่างเหมาะสม
- ไร้สิทธิประกันด้านแรงงาน เสี่ยงถูกนายจ้างผิดกฎหมายกดขี่ค่าจ้าง ไม่จ่ายค่าโอที ค่าจ้าง โดยไม่สามารถร้องเรียนหรือขอรับความคุ้มครองใด ๆ ได้
- ต้องอยู่อย่างหวาดผวา คอยหลบซ่อนจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ ใช้ชีวิตอยู่ในเงามืดตลอดเวลา
- โทษปรับตามกฎหมาย การฝ่าฝืนกฎหมายการจ้างงาน มีโทษปรับสูงถึง 30,000-150,000 เหรียญไต้หวัน
- ติดแบล็กลิสต์ ถูกบันทึกประวัติ และห้ามเดินทางเข้ามาทำงานในไต้หวันอีก
ดังนั้น ก่อนตัดสินใจ “หลบหนี” ขอให้แรงงานไทยทุกคนคิดให้รอบคอบ เพราะเส้นทางที่ดูเหมือนจะมีอนาคตที่ดีกว่านั้น แท้จริงแล้วอาจนำไปสู่ชีวิตที่ยากลำบากยิ่งกว่าเดิม
2. แรงงานเวียดนามหลบซ่อนในป่า 5 ปี เสียชีวิตปริศนา สภาพความเป็นอยู่สุดรันทดสะเทือนใจคนทั้งโซเชียล
ที่นครเถาหยวน เกิดเหตุสลดใจเมื่อพบแรงงานต่างชาติผิดกฎหมายเสียชีวิตอย่างโดดเดี่ยวหลังหลบหนีนายจ้างและซ่อนตัวอยู่ในป่านานถึง 5 ปี เผยสภาพความเป็นอยู่ก่อนเสียชีวิตแร้นแค้นสุดขีด ไม่มีทั้งน้ำและไฟฟ้าใช้ จนกลายเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในโลกออนไลน์

ผู้เสียชีวิตคือ นายดิญ แรงงานชายชาวเวียดนาม วัย 36 ปี ซึ่งเดินทางเข้ามาทำงานในไต้หวันเมื่อ 7 ปีก่อน ก่อนตัดสินใจหลบหนีออกจากนายจ้างและใช้ชีวิตเป็นแรงงานผิดกฎหมายนานถึง 5 ปี เพื่อหลีกเลี่ยงการจับกุมของเจ้าหน้าที่ โดยอาศัยอยู่ในป่าไผ่และพงหญ้ารกร้างในเขตกุยซาน นครเถาหยวน
ที่พักพิงของเขามีเพียงบ้านอิฐแดงเก่าที่ถูกทิ้งร้าง ตั้งอยู่ริมพงหญ้าใกล้ถนนตงจิ้ว ล้อมรอบด้วยป่าไผ่อันเงียบสงัดและห่างไกลผู้คน ภายในมีเพียงเพิงผ้าใบขึงอย่างง่ายๆ ไว้กันแดดกันฝน ไม่มีไฟฟ้าใช้ ต้องอาศัยกะละมังใบใหญ่รองน้ำฝนไว้ต้มดื่ม ใช้เตาไฟแบบง่ายๆ หุงหาอาหารประทังชีวิต ส่วนพื้นที่โดยรอบก็เต็มไปด้วยขยะและข้าวของเครื่องใช้กระจัดกระจายอยู่ทั่วบริเวณ

นายดิญพักอยู่ในผนังบ้านอิฐแดงเก่าที่ถูกทิ้งร้าง มีเพียงเพิงผ้าใบขึงอย่างง่าย ๆ ไว้กันแดดกันฝน ไม่มีน้ำและไฟฟ้าใช้ (ภาพจากคลิปมูลนิธิการกุศล 千歲慈悲關懷會)
เมื่อขาดแคลนอาหาร นายดิญอาศัยการตกปลาจากสระน้ำใกล้เคียงเพื่อประทังชีวิต และเชื่อว่าเขาได้ลักลอบต่อสายไฟฟ้าเข้ามาใช้งาน ซึ่งคาดว่าอาจมีจุดประสงค์เพื่อนำไปใช้ช็อตปลาด้วย
เมื่อไม่นานมานี้ นายดิญถูกพบเป็นศพอย่างน่าเศร้าใจกลางพงหญ้าในเขตกุยซาน ภรรยาของเขาให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ว่า เนื่องจากที่พักไม่มีไฟฟ้าใช้ สามีน่าจะพยายามลักลอบต่อสายไฟ แต่กลับถูกกระแสไฟฟ้าช็อตจนเสียชีวิต หลังทราบเรื่อง ภรรยาได้แจ้งตำรวจให้เข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุ พร้อมทั้งนำผู้ประกอบพิธีทางศาสนามาทำพิธีเรียกวิญญาณ ซึ่งจากการสอบถามทำให้เชื่อว่าสามีอาจลักลอบต่อไฟฟ้าเพื่อใช้ช็อตปลา แต่เกิดอุบัติเหตุถูกกระแสไฟฟ้าย้อนช็อตตัวเองจนเสียชีวิตในที่สุด

นายดิญพักอยู่ในผนังบ้านอิฐแดงเก่าที่ถูกทิ้งร้าง มีเพียงเพิงผ้าใบขึงอย่างง่าย ๆ ไว้กันแดดกันฝน ไม่มีน้ำและไฟฟ้าใช้ (ภาพจากคลิปมูลนิธิการกุศล 千歲慈悲關懷會)
ด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจเขตกุยซานยืนยันว่า ผู้เสียชีวิตคือนายดิญ แรงงานชายชาวเวียดนามวัย 36 ปี ที่ขาดการติดต่อมานานถึง 5 ปี หลังเกิดเหตุได้รายงานต่อพนักงานอัยการเพื่อดำเนินการชันสูตรพลิกศพตามขั้นตอน
ผลการตรวจสอบเบื้องต้นของแพทย์นิติเวชระบุว่า ผู้เสียชีวิตน่าจะเสียชีวิตจากภาวะช็อกเนื่องจากโรคหัวใจและหลอดเลือด โดยไม่พบร่องรอยการถูกทำร้ายจากบุคคลอื่นแต่อย่างใด จึงวินิจฉัยเบื้องต้นว่าเป็นการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ ทางด้านครอบครัวผู้เสียชีวิตก็ไม่ติดใจสงสัยในสาเหตุการตาย เจ้าหน้าที่ตำรวจและอัยการจึงได้ส่งมอบร่างให้ครอบครัวนำไปประกอบพิธีทางศาสนา ส่วนสาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริงนั้นยังคงต้องรอผลชันสูตรขั้นสุดท้ายเพื่อยืนยันอีกครั้ง

สภาพที่พักของนายดิญ และกะละมังตวงน้ำฝนเพื่อใช้ดื่ม(ภาพจากคลิปมูลนิธิการกุศล 千歲慈悲關懷會)
เรื่องราวดังกล่าวถูกเปิดเผยผ่านคลิปวิดีโอที่สมาคมการกุศลเชียนซุ่ย ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่เมืองหยุนหลิน นำมาเผยแพร่สู่สาธารณะ โดยคลิปดังกล่าวได้บันทึกภาพสถานที่หลบซ่อนตัวของนายดิญก่อนเสียชีวิตไว้อย่างชัดเจน จนมียอดรับชมสะสมทะลุ 1 ล้านครั้ง และกลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในโลกออนไลน์ ชาวเน็ตจำนวนมากแสดงความคิดเห็นตั้งคำถามถึงการตัดสินใจของนายดิญ อาทิ "ชีวิตลำบากถึงเพียงนี้ ทำไมยังยืนกรานอยู่ในไต้หวัน" "ทั้งที่มีชีวิตที่ดีและรายได้มั่นคงรออยู่แล้ว แต่กลับเลือกเดินบนเส้นทางนี้" "ทำไมไม่เดินทางกลับเวียดนามไปเสียเลย" และ "ในเมื่อเป็นทางเลือกของตัวเอง ก็ต้องยอมรับผลที่ตามมา"
เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงชีวิตที่ยากลำบากของแรงงานผิดกฎหมายบางส่วนที่เลือกหลบหนีออกนอกระบบ ซึ่งหลงเชื่อคำชักชวนว่าทำงานผิดกฎหมายจะได้รับค่าจ้างที่สูงกว่า หรือเพื่อแลกกับอิสรภาพจากการถูกส่งตัวกลับประเทศ แต่ต้องแลกมาด้วยความเสี่ยงและคุณภาพชีวิตที่ต่ำกว่ามาตรฐานอย่างมาก จนนำไปสู่โศกนาฏกรรมในที่สุด