1. กระทรวงแรงงานไต้หวันย้ำ นายจ้างต้องแจ้งหลบหนีเป็นลายลักษณ์อักษร เมื่อแรงงานต่างชาติขาดงานติดต่อกัน 3 วัน
กระทรวงแรงงานไต้หวันมีหนังสือถึงนายจ้างเพื่อย้ำข้อกฎหมายเกี่ยวกับระยะเวลาและขั้นตอนการแจ้งกรณีแรงงานต่างชาติขาดการติดต่อ โดยยืนยันว่านายจ้างทุกรายมีหน้าที่แจ้งตามกฎหมายเช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะจ้างตรงหรือจ้างผ่านบริษัทจัดหางาน และไม่ว่าแรงงานจะทำงานประเภทใด หากนายจ้างมอบหมายให้บริษัทจัดหางานดำเนินการแทน บริษัทจัดหางานก็ต้องปฏิบัติหน้าที่อย่างรอบคอบ เพื่อมิให้เกิดความผิดและถูกลงโทษ

ตามมาตรา 56 แห่งกฎหมายการจ้างงาน มาตรา 68 แห่งระเบียบว่าด้วยการอนุญาตและการบริหารจัดการการจ้างแรงงานต่างชาติ และมาตรา 66 แห่งระเบียบว่าด้วยคุณสมบัติและการอนุญาตจ้างแรงงานกึ่งฝีมือ หากลูกจ้างต่างชาติขาดงานติดต่อกัน 3 วันและไม่สามารถติดต่อได้ หรือสัญญาจ้างสิ้นสุดลง นายจ้างต้องแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรภายใน 3 วันต่อกองแรงงานท้องถิ่น สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง และหน่วยงานตำรวจ พร้อมส่งสำเนาถึงกระทรวงแรงงาน
กระทรวงเน้นว่าหน้าที่นี้ครอบคลุมทั้งผู้อนุบาลดูแลผู้ป่วยในครัวเรือน แรงงานภาคการผลิต และแรงงานประเภทอื่น เช่น แรงงานกึ่งฝีมือ ทั้งการจ้างตรงและจ้างผ่านบริษัทจัดหางาน โดยไม่มีข้อยกเว้น

ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง จู่โจมบ้านเช่าหลังหนึ่งในไถหนานตั้งแต่เช้าตรู่ จับแรงงานผิดกฎหมายที่เพิ่งตื่นนอนได้ 20 คน (ภาพจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง)
หลักเกณฑ์พิจารณาว่าแรงงานขาดการติดต่อ
เนื่องจากในทางปฏิบัติเคยเกิดข้อโต้แย้งเรื่องการพิจารณาข้อเท็จจริงในบางกรณี กระทรวงจึงทบทวนสาระสำคัญของหนังสือชี้แจงฉบับเดิมลงวันที่ 17 พฤษภาคม 2566 ซึ่งตีความ "ขาดงานติดต่อกัน 3 วันและไม่สามารถติดต่อได้" ไว้ดังนี้
- ขาดงานติดต่อกัน 3 วัน หมายถึง แรงงานขาดงานในวันที่ต้องทำงานติดต่อกัน 3 วันโดยไม่มีเหตุอันสมควร ขณะที่สัญญาจ้างยังไม่สิ้นสุด
- ไม่สามารถติดต่อได้ หมายถึง แรงงานออกจากที่พักและสถานที่ทำงานที่นายจ้างจัดให้ โดยนายจ้าง บริษัทจัดหางาน หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ทราบที่พักอาศัยและช่องทางติดต่อ
เนื่องจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงมีความหลากหลาย กระทรวงแรงงานจึงชี้แจงเพิ่มเติมว่า กรณีต่อไปนี้ถือว่า "ไม่สามารถติดต่อได้" เช่นกัน
1. ไม่สามารถติดต่อแรงงานได้เลย
2. แรงงานติดต่อกลับมา แต่ยืนยันไม่ได้ว่าเป็นตัวจริง
3. แรงงานติดต่อกลับมา แต่ไม่ได้แจ้งที่พัก ระยะเวลาที่พัก และช่องทางติดต่อที่ตรวจสอบได้จริงอย่างชัดเจน
4. แรงงานแจ้งที่พัก ระยะเวลาที่พัก และช่องทางติดต่อแล้ว แต่ตรวจสอบพบว่าข้อมูลไม่เป็นความจริง

ตำรวจไทจงจับแรงงานผิดกฎหมายนั่งในรถตู้เต็มคัน 9 คน ในจำนวนนี้เป็นแรงงานไทย 2 คน (ภาพจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง)
ในทางกลับกัน หากแรงงานแจ้งที่พัก ระยะเวลา และช่องทางติดต่ออย่างชัดเจนและตรวจสอบแล้วเป็นความจริง หรือกองแรงงานท้องถิ่นสอบสวนตามขั้นตอนและรายงานผลให้กระทรวงทราบแล้ว จะถือว่าแรงงาน "ไม่เข้าข่ายขาดการติดต่อ" ตัวอย่างเช่น แรงงานออกจากที่ทำงานและที่พักเพื่อขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานพักพิง หรือสำนักงานแรงงานของประเทศตนในไต้หวัน ยื่นร้องเรียนต่อกระทรวงแรงงานหรือกองแรงงานท้องถิ่น หรือโทรสายด่วนคุ้มครองแรงงาน 1955
นับระยะเวลาแจ้งอย่างไร
กระทรวงได้จัดทำ "แนวทางปฏิบัติกรณีแรงงานต่างชาติตามกฎหมายการจ้างงานขาดงาน ขาดการติดต่อ หรือเดินทางออกจากสถานที่พักที่นายจ้างจัดให้" เพื่อให้หน่วยงานท้องถิ่นใช้เป็นแนวทางอ้างอิง โดยกำหนดให้นายจ้างแจ้งภายใน 3 วัน นับจากวันถัดจากวันที่แรงงานขาดงานและขาดการติดต่อครบ 3 วัน ไปยังกองแรงงานท้องถิ่น ศูนย์บริการสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองในพื้นที่ และหน่วยงานตำรวจ พร้อมส่งสำเนาถึงกระทรวงแรงงาน หากวันสุดท้ายตรงกับวันอาทิตย์หรือวันหยุดนักขัตฤกษ์ ให้เลื่อนเป็นวันทำการถัดไป และหากตรงกับวันเสาร์ ให้เลื่อนเป็นวันจันทร์ถัดไป การแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรสามารถส่งทางไปรษณีย์ หรือผ่าน "ระบบยื่นคำร้องออนไลน์สำหรับชาวต่างชาติ" ของกระทรวงแรงงาน

ตำรวจเกาสงตรวจจับแรงงานผิดกฎหมายในไซต์งานก่อสร้างกว่า 20 คน (ภาพจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง)
บทลงโทษ
นายจ้าง: หากไม่แจ้งภายในกำหนด ถือเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 68 แห่งกฎหมายการจ้างงาน มีโทษปรับ 30,000–150,000 เหรียญไต้หวัน
บริษัทจัดหางาน: หากรับมอบหมายจากนายจ้างแต่ไม่ปฏิบัติตามระเบียบ จนนายจ้างฝ่าฝืนกฎหมาย จะถือว่าบกพร่องต่อหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย เข้าข่ายฝ่าฝืนมาตรา 40 วรรค 1 ข้อ 15 แห่งกฎหมายการจ้างงาน มีโทษปรับ 60,000–300,000 เหรียญไต้หวัน
การขอนำเข้าแรงงานทดแทน
หากแจ้งต่อสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและหน่วยงานตำรวจครบ 1 เดือนแล้วยังติดตามตัวแรงงานไม่ได้ นายจ้างสามารถยื่นคำขอนำเข้าแรงงานทดแทนต่อกระทรวงแรงงานได้ทันทีที่ครบกำหนดดังกล่าว และต้องยื่นภายใน 6 เดือนนับจากวันครบ 1 เดือนนั้น ทั้งนี้ ใบอนุญาตจ้างงานใหม่จะมีอายุเท่ากับระยะเวลาที่เหลือของใบอนุญาตเดิมเท่านั้น หากเหลือน้อยกว่า 6 เดือนจะไม่อนุมัติให้จ้างแรงงานทดแทน
กรณีแรงงานเปลี่ยนที่พักเอง
นอกจากสาระสำคัญข้างต้น กระทรวงยังกำหนดหลักการพิจารณากรณีแรงงานเปลี่ยนที่พักด้วยตนเอง ได้แก่
1. เปลี่ยนที่พักโดยไม่แจ้งนายจ้างหรือบริษัทจัดหางาน
2. แจ้งเปลี่ยนที่พักแล้ว แต่เจ้าหน้าที่แรงงานท้องถิ่นเข้าตรวจเยี่ยมแล้วไม่พบตัว
3. ไม่ไปพบเจ้าหน้าที่ตามที่แจ้งให้เข้าชี้แจง ทำให้ยืนยันความประสงค์ของแรงงานไม่ได้
ทั้งสามกรณีนี้ให้ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของหน่วยงานกำกับดูแลแรงงานท้องถิ่นว่าเข้าข่ายขาดการติดต่อหรือหลบหนีหรือไม่

แรงงานต่างชาติหลบหนีในไต้หวันพุ่งแตะ 100,000 คน
กรณีพิเศษที่นายจ้างยังต้องแจ้ง
คำชี้แจงยังระบุกรณีพิเศษที่นายจ้างมีหน้าที่แจ้งตามกฎหมายเมื่อแรงงานขาดการติดต่อ ได้แก่
1. แรงงานเดินทางเข้าไต้หวันแล้ว แต่ยังไม่ครบ 3 วันและยังไม่ได้รับใบอนุญาตจ้างงาน
2. ใบอนุญาตทำงานเหลือน้อยกว่า 3 วัน
3. อยู่ระหว่างเปลี่ยนนายจ้างหรือย้ายงาน
4. ถูกสั่งให้ออกจากไต้หวันแต่ยังไม่ได้เดินทางออกนอกประเทศ
5. สัญญาจ้างสิ้นสุดแล้ว แต่อยู่ระหว่างรอเพิกถอนใบอนุญาตทำงาน
6. เกิดข้อพิพาทแรงงาน และทั้งสองฝ่ายตกลงให้แรงงานหยุดทำงานชั่วคราว
2. คุณภาพแย่จนขายไม่ออก! จับพ่อลูกเช่าที่ปลูกกัญชาบนเขาในนิวไทเป จ้าง 3 แรงงานอินโดฯ เฝ้าดูแลตลอด 24 ชั่วโมง
ตำรวจบุกทลายโรงเรือนปลูกกัญชาบนภูเขาในเขตสือเหมิน จับกุมนายเจิง ชายชาวไต้หวันวัย 49 ปี และลูกชายวัย 25 ปี ซึ่งศึกษาวิธีปลูกผ่านอินเทอร์เน็ตด้วยตนเอง สั่งซื้อเมล็ดพันธุ์ และเช่าที่ดินเพื่อเพาะปลูก โดยว่าจ้างแรงงานชาวอินโดนีเซียที่หลบหนีนายจ้างจำนวน 3 คนมาช่วยดูแล ทว่าด้วยประสบการณ์ที่ไม่เพียงพอ ผลผลิตจึงมีคุณภาพต่ำจนขายไม่ได้เลยแม้แต่ต้นเดียว

จับพ่อลูกเช่าที่ปลูกกัญชาบนเขาในนิวไทเป จ้าง 3 แรงงานอินโดฯ เฝ้าดูแลตลอด 24 ชั่วโมง (ภาพจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง)
สถานีตำรวจเป่ยโถวเปิดเผยว่า เมื่อปี 2567 สองพ่อลูกตระกูลเจิงเห็นว่ากัญชามีราคาสูง จึงเริ่มศึกษาวิธีปลูกผ่านอินเทอร์เน็ตและสั่งซื้อเมล็ดพันธุ์ ใช้เวลาเตรียมการราว 1-2 ปี จากนั้นนายเจิงผู้เป็นพ่อได้เช่าฟาร์มแห่งหนึ่งบนภูเขาสือเหมิน ก่อสร้างโรงเรือนโครงเหล็กมุงพลาสติก และจ้างแรงงานอินโดนีเซียที่หลบหนีนายจ้างเป็นชาย 2 คน หญิง 1 คน ให้คอยรดน้ำดูแลต้นกัญชาตลอดวันตลอดคืน โดยมีลูกชายช่วยควบคุมดูแลอีกแรง

จับพ่อลูกเช่าที่ปลูกกัญชาบนเขาในนิวไทเป จ้าง 3 แรงงานอินโดฯ เฝ้าดูแลตลอด 24 ชั่วโมง (ภาพจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง)
สถานีตำรวจเป่ยโถวรายงานต่อสำนักงานอัยการเขตไทเปเพื่อกำกับการสืบสวน พร้อมประสานสถานีตำรวจซิ่นอี้ ว่านหัว และจินซาน ตั้งชุดปฏิบัติการเฉพาะกิจร่วมกัน ก่อนเปิดปฏิบัติการเข้าตรวจค้นเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม โดยเข้าตรวจค้นฟาร์มในสือเหมินและบ้านพักของสองพ่อลูก จับกุมผู้ต้องหา 5 คน พร้อมตรวจยึดของกลาง ได้แก่ ต้นกัญชาสด 515 ต้น, เมล็ดกัญชา 47 กรัม, กัญชาแห้ง 231 กรัม และอุปกรณ์การปลูกอีกจำนวนมาก

ตำรวจเข้าตรวจค้นฟาร์มในสือเหมินและบ้านพักของสองพ่อลูก จับกุมผู้ต้องหา 5 คน พร้อมยึดของกลางต้นกัญชาสด 515 ต้น เมล็ดกัญชา 47 กรัม กัญชาแห้ง 231 กรัม (ภาพจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง)
จากการสอบสวนพบว่า นี่ไม่ใช่การเก็บเกี่ยวครั้งแรกของสองพ่อลูก ทั้งคู่เคยพยายามหาผู้ซื้อมาก่อน แต่เพราะฝีมือการปลูกยังไม่ถึง ผลผลิตจึงคุณภาพต่ำมากจนถูกผู้ซื้อปฏิเสธและกดราคา ทำให้ยังไม่เคยได้กำไรเลยแม้แต่เหรียญเดียว
หลังสอบปากคำ ตำรวจส่งตัวผู้ต้องหาดำเนินคดีข้อหาเกี่ยวกับยาเสพติดและข้อหาจัดตั้งองค์กรอาชญากรรม อัยการเห็นว่าสองพ่อลูกและแรงงานชาย 2 คนมีพฤติการณ์ต้องสงสัยว่ากระทำผิดร้ายแรง จึงยื่นคำร้องฝากขัง ซึ่งศาลอนุญาต และเมื่อสิ้นสุดการสอบสวน อัยการได้สั่งฟ้องผู้ต้องหาทั้ง 4 ราย

อุปกรณ์และเครื่องมือปลูกกัญชาที่ตำรวจยึดได้ (ภาพจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง)
ตำรวจเตือน ปลูก ผลิต ขนส่ง จำหน่ายกัญชา ล้วนผิดร้ายแรง
เฉินอี้หง ผู้กำกับการสถานีตำรวจเป่ยโถว กล่าวว่า การเพาะปลูก ผลิต ขนส่ง และจำหน่ายกัญชาเป็นอาชญากรรมยาเสพติดร้ายแรง จึงขอเตือนกลุ่มองค์กรอาชญากรรมอย่าคิดท้าทายกฎหมาย ตำรวจและอัยการจะประสานความร่วมมือกวาดล้างอาชญากรรมยาเสพติดอย่างจริงจังและเด็ดขาด พร้อมขอให้ประชาชนช่วยเป็นหูเป็นตา หากพบสิ่งผิดปกติรอบที่พักอาศัย เช่น มีคนแปลกหน้าเข้าออกบ่อย มีกลิ่นผิดปกติ หรือมีอุปกรณ์น่าสงสัย สามารถแจ้งเบาะแสต่อตำรวจได้ทันที

3. อุกอาจ! หนุ่มอินโดนีเซียเสียชีวิตหลังถูกบังคับดวลกับ 9 ยอดฝีมือมวยสีลัต เหตุขอลาออกจากชมรม
ไต้หวันมีแรงงานต่างชาติจำนวนมาก โดยแรงงานจากประเทศเดียวกันมักรวมตัวกันจัดตั้งชมรมเพื่อเล่นกีฬา หรือทำกิจกรรมต่าง ๆ ร่วมกัน แต่ชมรมศิลปะการต่อสู้ของอินโดนีเซียแห่งหนึ่งกลับเกิดเหตุร้ายถึงขั้นมีผู้เสียชีวิต

แรงงานอินโดนีเซียในไต้หวันมีการจัดตั้งชมรมมวยสีลัตกระจายอยู่ตามพื้นที่ต่าง ๆ หลายสิบแห่ง เพื่อเป็นพื้นที่ออกกำลังกายและสืบสานศิลปะการต่อสู้ดั้งเดิมของบ้านเกิด
เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นกับชมรมมวยปันจักสีลัต หรือที่รู้จักกันทั่วไปในชื่อ "มวยสีลัต" ศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวดั้งเดิมของชาวอินโดนีเซีย โดยเป็นชมรมสาขาหนึ่งของ PSHT ซึ่งตั้งอยู่ในนครไทจง ผู้เสียชีวิตคือนายอี แรงงานชาวอินโดนีเซียซึ่งเพิ่งเข้าร่วมชมรมได้เพียง 3 เดือน และได้รับสายดำระดับเริ่มต้น เมื่อเขาแสดงความประสงค์ขอลาออกจากชมรมด้วยเหตุผลส่วนตัว กลับถูกนายอัน แรงงานสัญชาติเดียวกันซึ่งเป็นผู้ดูแลรับผิดชอบชมรม สั่งให้ดวลกับสมาชิกระดับสูง 9 คนติดต่อกันก่อน จึงจะอนุญาตให้ลาออก ระหว่างการประลอง นายอีพยายามหลบหลีกการโจมตีจนล้มลงศีรษะกระแทกพื้นอย่างแรง และเสียชีวิตภายหลังเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลนาน 3 วัน

แรงงานอินโดนีเซียในไต้หวันกว่า 150 คน เข้าร่วมการแข่งขันกีฬาปันจักสีลัตประจำปี 2561
ล่าสุด สำนักงานอัยการมีคำสั่งฟ้องนายอันในข้อหาทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย และส่งฟ้องต่อศาลท้องถิ่นไทจง โดยคดีนี้จะเข้าสู่กระบวนการพิจารณาแบบคณะลูกขุน ซึ่งเปิดโอกาสให้ประชาชนร่วมพิจารณาคดีเคียงข้างผู้พิพากษา
จากการสืบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจและอัยการพบว่า นายอีเข้าร่วมเป็นสมาชิกชมรมมวยสีลัต PSHT สาขาอู๋รื่อ ในนครไทจง หลังจากฝึกฝนได้ 3 เดือน เขาได้รับสายดำระดับเริ่มต้น ทั้งนี้ ชมรมมีการแบ่งระดับชั้นตามสีของสายคาดเอว ได้แก่ สีดำ สีชมพู สีเขียว สีขาวระดับต้น และสีขาวระดับสูง ต่อมาในเดือนกันยายน ปี 2568 นายอีได้แจ้งความประสงค์ขอลาออกจากชมรม พร้อมเดินทางไปคืนชุดฝึกซ้อม ณ ลานฝึก โดยมีแฟนสาวและเพื่อนร่วมเดินทางไปเป็นเพื่อน

ช่วงปี 2566 ได้เกิดเหตุทะเลาะวิวาทและใช้มีดแทงกันระหว่างสมาชิกชมรมมวยสีลัตในเมืองจางฮั่ว ส่งผลให้มีแรงงานอินโดนีเซียเสียชีวิต 1 ราย บาดเจ็บ 1 ราย ซึ่งต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถติดตามจับกุมผู้ก่อเหตุซึ่งเป็นแรงงานอินโดนีเซียได้ 29 คน
อย่างไรก็ตาม นายอันกลับยื่นเงื่อนไขว่า หากนายอีต้องการลาออกจากชมรมจริง จะต้องลงสนามประลองกับสมาชิกระดับสูงทีละคน รวมทั้งสิ้น 9 คน ภายในวันเดียวกัน นายอีจึงจำยอมรับคำท้าดังกล่าว ทั้งที่กฎกติกาของการประลองในชมรมได้กำหนดไว้อย่างชัดเจนว่า อนุญาตให้โจมตีเฉพาะบริเวณร่างกายที่อยู่ต่ำกว่าศีรษะและอยู่เหนือขาหนีบเท่านั้น แต่เมื่อนายอันสังเกตเห็นว่านายอีเริ่มมีอาการอ่อนล้าและหายใจหอบถี่ กลับใช้เท้าเตะเข้าที่ต้นคอของนายอีโดยตรง ส่งผลให้นายอีซึ่งกำลังพยายามตั้งการ์ดป้องกันและหลบหลีก ล้มลงกับพื้นและศีรษะฟาดพื้นอย่างรุนแรง แม้จะถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลและเข้ารับการรักษานาน 3 วัน แต่สุดท้ายนายอีก็เสียชีวิตลง เนื่องจากภาวะเลือดออกในเยื่อหุ้มสมองชั้นหนาบริเวณซีกซ้ายของกะโหลกศีรษะ
ภายหลังเกิดเหตุ อัยการได้ร่วมกับแพทย์นิติเวชทำการชันสูตรพลิกศพ พร้อมทั้งรวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องอย่างละเอียด ทั้งภาพจากกล้องวงจรปิด การเรียกสอบปากคำบุคคลที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนผลการตรวจพิสูจน์ทางนิติเวชศาสตร์ ก่อนจะสรุปว่านายอันมีพฤติการณ์เข้าข่ายความผิดอย่างชัดเจน จึงมีคำสั่งฟ้องในข้อหาทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย

ช่วงปี 2566 ได้เกิดเหตุทะเลาะวิวาทและใช้มีดแทงกันระหว่างสมาชิกชมรมมวยสีลัตในเมืองจางฮั่ว ส่งผลให้มีแรงงานอินโดนีเซียเสียชีวิต 1 ราย บาดเจ็บ 1 ราย ซึ่งต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถติดตามจับกุมผู้ก่อเหตุซึ่งเป็นแรงงานอินโดนีเซียได้ 29 คน
ปัญหาความรุนแรงในชมรมมวยสีลัต
ปันจักสีลัต หรือที่นิยมเรียกกันว่า "มวยสีลัต" เป็นศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวดั้งเดิมที่มีต้นกำเนิดจากกลุ่มประเทศมลายูและอินโดนีเซีย ซึ่งผสมผสานทั้งการเตะ การชก การจับทุ่ม ตลอดจนการใช้อาวุธประกอบการต่อสู้ ปัจจุบันแรงงานอินโดนีเซียในไต้หวันมีจำนวนมากกว่า 300,000 คน ในจำนวนนี้เป็นแรงงานเพศชายมากกว่า 100,000 คน จึงมีการจัดตั้งชมรมมวยสีลัตกระจายอยู่ตามพื้นที่ต่าง ๆ หลายสิบแห่ง เพื่อเป็นพื้นที่ออกกำลังกายและสืบสานศิลปะการต่อสู้ดั้งเดิมของบ้านเกิด

ช่วงปี 2566 ได้เกิดเหตุทะเลาะวิวาทและใช้มีดแทงกันระหว่างสมาชิกชมรมมวยสีลัตในเมืองจางฮั่ว ส่งผลให้มีแรงงานอินโดนีเซียเสียชีวิต 1 ราย บาดเจ็บ 1 ราย ซึ่งต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถติดตามจับกุมผู้ก่อเหตุซึ่งเป็นแรงงานอินโดนีเซียได้ 29 คน
ทว่าที่ผ่านมา ชมรมเหล่านี้มักเกิดข้อพิพาททั้งภายในชมรมเองและระหว่างชมรมต่าง ๆ อยู่เสมอ จนเป็นเหตุให้มีแรงงานอินโดนีเซียเสียชีวิตแล้วหลายราย ตัวอย่างเช่น เมื่อช่วงปลายปี 2566 ได้เกิดเหตุทะเลาะวิวาทและใช้มีดแทงกันระหว่างสมาชิกชมรมมวยสีลัตในเมืองจางฮั่ว บริเวณหน้าสถานีรถไฟจางฮั่ว ส่งผลให้มีแรงงานอินโดนีเซียเสียชีวิต 1 ราย บาดเจ็บ 1 ราย ซึ่งต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถติดตามจับกุมผู้ก่อเหตุซึ่งเป็นแรงงานอินโดนีเซียเพศชายได้ถึง 29 คน ภายในระยะเวลาไม่ถึง 16 ชั่วโมง