สโมสรผู้ฟังสัปดาห์นี้เริ่มกันที่เรื่องราวของแบรนด์ซีอิ้ว “โต้วโหยวป๋อ” (豆油伯) จากเมืองผิงตงของไต้หวัน ที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Golden Fork จากเวทีประกวดอาหารและเครื่องดื่มระดับนานาชาติ Great Taste Awards ของสหราชอาณาจักร โดยผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการเสนอชื่อในปีนี้คือ “ซีอิ๊วสาหร่ายคอมบุ” ซึ่งนับเป็นครั้งที่ 2 ที่แบรนด์ดังกล่าวได้รับการเสนอชื่อเข้าชิง Golden Fork หลังจากเคยได้รับการเสนอชื่อมาแล้วในปี 2023 และยังเป็นปีที่ 4 ติดต่อกันที่มีผลิตภัณฑ์จากไต้หวันได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลนี้

Great Taste Awards ใช้การทดสอบชิมแบบ Blind Tasting โดยปีนี้มีผลิตภัณฑ์เข้าร่วมกว่า 15,000 รายการ จาก 116 ประเทศ แต่มีเพียงประมาณ 2% ที่ได้รับรางวัลระดับ 3 ดาว ซึ่งเป็นระดับสูงสุด และเป็นเกณฑ์สำคัญในการเข้าสู่รอบ Golden Fork แม้สุดท้ายแล้วแบรนด์ซีอิ้วโต้วโหยวป๋อจะไม่ได้รับรางวัล Golden Fork ในปีนี้ แต่กรรมการระบุว่า การได้รับการเสนอชื่อถือเป็นสิ่งที่สะท้อนถึงคุณภาพและความโดดเด่นของผลิตภัณฑ์ ขณะที่รางวัลชนะเลิศ Golden Fork ในระดับภูมิภาคหมวดหมู่ "ประเทศอื่น นอกเหนือจากสหราชอาณาจักรและยุโรปสาขา” ตกเป็นของซอสแกงฮังเลจากร้านอาหารไทย “ฝรั่ง” ในกรุงลอนดอน

สำนักงานอาหารและยาไต้หวันระบุว่า การเลือกซื้อซีอิ๊วจึงสามารถพิจารณาจากรสชาติ กลิ่น ลักษณะการใช้งาน และงบประมาณ เพื่อให้เหมาะกับความต้องการของผู้บริโภค โดยซีอิ๊วในไต้หวันสามารถแบ่งตามกระบวนการผลิตได้เป็น 4 ประเภท ได้แก่
1. ซีอิ๊วหมัก ผลิตจากถั่วเหลืองหรือวัตถุดิบโปรตีนจากพืช ผ่านการทำหัวเชื้อและหมักเป็นเวลานาน มีกลิ่นหอม รสชาติซับซ้อนและกลมกล่อม แต่ใช้เวลาผลิตมากจึงมีราคาสูงกว่า
2. ซีอิ๊วเคมีแบบไฮโดรไลซ์ ใช้กรดหรือเอนไซม์ย่อยสลายโปรตีนโดยไม่ผ่านการหมัก จึงผลิตได้รวดเร็วและราคาถูกกว่า แต่กลิ่นและรสชาติจะด้อยกว่าซีอิ๊วหมัก
3. ซีอิ๊วเคมีแบบเร่งรัด ใช้การย่อยสลายโปรตีนด้วยกรดหรือเอนไซม์ แล้วนำไปหมักเพิ่มเติม มีรสเค็มค่อนข้างจัด และเมื่อเขย่าจะเกิดฟองขนาดใหญ่ที่สลายตัวเร็ว
4. ซีอิ๊วผสม เป็นการนำซีอิ๊ว 2 ประเภทมาผสมกัน โดยมักเติมซีอิ๊วหมักแท้เพื่อเพิ่มกลิ่นหอมและรสชาติ
ประเด็นต่อมาสำนักงานสถิติและบัญชีกลางไต้หวันรายงานว่า ค่าตอบแทนแรงงานเฉลี่ยของลูกจ้างในภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการในปี พ.ศ. 2568 อยู่ที่ 883,000 เหรียญไต้หวันต่อคนต่อปี เพิ่มขึ้น 32,000 เหรียญไต้หวัน หรือ 3.8% จากปีก่อน
โดยโครงสร้างค่าตอบแทนประกอบด้วย
- เงินเดือนและค่าจ้างเฉลี่ย: 761,000 เหรียญไต้หวัน /ปีค่าจ้างประจำ: 575,000 เหรียญไต้หวัน
- ค่าตอบแทนที่ไม่ใช่ค่าจ้างประจำ เช่น โบนัสและค่าล่วงเวลา: 186,000 เหรียญไต้หวัน
- ค่าตอบแทนที่ไม่ใช่เงินเดือน เช่น เงินสมทบประกัน เงินสำรองเกษียณ และสวัสดิการ: 122,000 เหรียญไต้หวัน
- ค่าจ้างประจำยังเป็นสัดส่วนหลักของค่าตอบแทนทั้งหมดที่ 65.1% ขณะที่ค่าตอบแทนที่ไม่ใช่ค่าจ้างประจำอยู่ที่ 21.1% และค่าตอบแทนที่ไม่ใช่เงินเดือน 13.9%

ซึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้ค่าตอบแทนเพิ่มขึ้น คือความต้องการเทคโนโลยีเกิดใหม่ที่ขยายตัว ส่งผลให้รายได้ของธุรกิจในห่วงโซ่อุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น และบริษัทต่างๆ จ่ายโบนัสสิ้นปีและโบนัสตามผลงานมากขึ้น ทำให้สัดส่วนค่าตอบแทนที่ไม่ใช่ค่าจ้างประจำเพิ่มขึ้นจนแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์
และเมื่อแยกตามภาคธุรกิจจะพบว่า ภาคอุตสาหกรรม 938,703 เหรียญไต้หวัน /ปี (+5.2%), ภาคบริการ 845,232 เหรียญไต้หวัน/ปี (+2.8%), ภาคการผลิต 970,109 เหรียญไต้หวัน/ปี (+5.5%), การเงินและประกันภัย 1,522,592 เหรียญไต้หวัน/ปี (+2.3%), สื่อ/ไอทีและการสื่อสาร 1,189,166 เหรียญไต้หวัน/ปี (+3.2%), การแพทย์ สาธารณสุข และสังคมสงเคราะห์ 976,041 เหรียญไต้หวัน/ปี (+2.5%), อสังหาริมทรัพย์ 775,010 เหรียญไต้หวัน/ปี (-1.4%) ซึ่งเป็นกลุ่มที่ค่าตอบแทนลดลง

ทั้งนี้ในปี 2568 ค่าตอบแทนแรงงานในไต้หวันเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี ขณะที่โบนัสและค่าตอบแทนตามผลงานมีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน สะท้อนการเติบโตของธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีเกิดใหม่