1. เตือนภัย! รับฝากหิ้วของหรือให้คนอื่นใช้ชื่อและที่อยู่ส่งของ ผู้อนุบาลไทยช่วยรับพัสดุซุกยาไอซ์ติดคุก 10.5 ปี วิตกกังวลจนสุขภาพแย่เสียชีวิตก่อนรับโทษ
คนไทยส่วนใหญ่ใจดีและปฏิเสธไม่เป็น ช่วยคนอื่นจนตัวเองเดือดร้อน ช่วงนี้ มีแรงงานไทยหลายรายที่เดินทางเข้าไต้หวันหรือกลับจากการลาพักร้อนที่เมืองไทย ช่วยคนอื่นหิ้วของเข้าสู่ไต้หวัน ถูกจับที่สนามบิน เพราะข้างในซุกสิ่งผิดกฎหมาย โดยเฉพาะยาเสพติด บางรายให้คนอื่นยืมใช้ชื่อและที่อยู่ของตน เพื่อส่งพัสดุเข้าไต้หวัน ปรากฏว่ามียาเสพติดซุกอยู่ข้างในถูกจับต้องรับโทษจำคุก บริษัทจัดหางานไทยหลายรายแจ้งว่า แรงงานไทยของตนถูกจับข้อหานำเข้ายาเสพติดถึงขั้นจำคุก จึงเพิ่มการประชาสัมพันธ์ เตือนแรงงานไทยอย่าช่วยคนอื่นจนตัวเองเดือดร้อน

คนไทยส่วนใหญ่ใจดี ช่วยคนอื่นจนตัวเองเดือดร้อน แรงงานไทยหลายรายที่เดินทางเข้าไต้หวันหรือกลับจากการลาพักร้อนที่ไทย ช่วยคนอื่นหิ้วของเข้าไต้หวัน ถูกจับที่สนามบิน เพราะข้างในซุกสิ่งผิดกฎหมาย
เรื่องการรับฝากของ หรือให้คนอื่นยืมใช้ชื่อที่อยู่ของตน แรงงานไทยบางคนอาจรู้เท่าไม่ถึงการณ์ โดยไม่นึกว่าตัวเองจะถูกหลอกใช้ ขณะที่บางรายรู้ว่ามีอันตราย แต่ยังเสี่ยงที่จะทำ เพราะเห็นแก่ค่าตอบแทนไม่กี่หมื่น หรือที่เรียกว่ารับจ้างหิ้วหรือรับของ ไม่ว่าจะลักษณะไหน เมื่อถูกตรวจพบ ตำรวจจะดักรอให้ผู้รับเซ็นชื่อรับพัสดุก่อน จากนั้นจะตะครุบจับตัวทันที และโทษนั้นหนักมาก จำคุกอย่างน้อย 10 ปีขึ้นไป สุดท้ายต้องรับจ้างติดคุกโดยไม่มีค่าตอบแทนด้วย เรื่องในทำนองนี้เกิดขึ้นแล้วหลายสิบคดี ปัจจุบัน ยังมีแรงงานไทยที่เดินทางมาใหม่หลงเชื่อคนอื่น จนตัวเองต้องตกเป็นผู้ต้องหา

เจ้าหน้าที่ศูนย์บริการแรงงานต่างชาติประจำสนามบินเถาหยวนของกระทรวงแรงงาน เข้าไปรับและพาแรงงานไทยผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองและรับกระเป๋าเดินทาง (ภาพจากกรมพัฒนากำลังแรงงาน)
คดีที่น่าสลดใจมากที่สุด น่าจะเป็นผู้อนุบาลไทยในไทเปให้ชายชาติเดียวกันที่รู้จักทางโซเชียลใช้ชื่อและที่อยู่ อ้างส่งของกินมาให้เพื่อน แต่ข้างในซุกยาไอซ์ 5.5 กก. ถูกจับ ศาลตัดสินจำคุก 10 ปี 6 เดือน เนื่องจากการดำเนินคดีเนิ่นนาน 2-3 ปี ไม่มีที่อยู่และกังวลจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ ป่วยหนักเสียชีวิตแล้วก่อนจะรับโทษ

เตือนอย่าให้ใครยืมใช้ที่อยู่เพื่อส่งพัสดุเด็ดขาด แรงงานไทยรับพัสดุจากไทยยัดไส้ยาเสพติด ถูกจับแล้วหลายสิบราย
ผู้อนุบาลไทยรายนี้ ได้แก่นางธีรพร อายุ 59 ปี จากจังหวัดชัยภูมิ เดินทางมาทำงานตำแหน่งผู้อนุบาลดูแลผู้สูงอายุอยู่ในกรุงไทเปมาเป็นเวลากว่า 10 ปีแล้ว ปกติไม่ค่อยออกไปสุงสิงกับใคร ทำงานดี นายจ้างรักเหมือนเป็นสมาชิกในครอบครัว แต่เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2565 ถูกตำรวจนอกเครื่องแบบหลายนายจับกุมที่บ้านพักของนายจ้าง หลังจากเซ็นชื่อรับพัสดุจากประเทศไทย ข้างในพัสดุสอดไส้เมทแอมเฟตามีนหรือยาไอซ์ ซึ่งเป็นยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 2 น้ำหนัก 5.5 กก. ทำเอานายจ้างตกใจและไม่เชื่อว่าหญิงไทยรายนี้ จะกล้าลักลอบนำเข้ายาเสพติด โดยยืนยันกับตำรวจว่า อาจถูกหลอกยืมใช้ที่อยู่ ตำรวจควบคุมตัวไปสอบปากคำ หญิงไทยรายนี้แม้ปฏิเสธตลอดข้อหา โดยกล่าวว่า คนส่งเป็นเพื่อนชายชาติเดียวกันไม่เคยเห็นหน้า รู้จักทางโซเชียลอ้างว่าเป็นคนอยู่ตำบลเดียวกัน คบกันทางโซเซียลหลายเดือน เคยส่งสิ่งของให้ซึ่งกันและกัน ต้องเขียนที่อยู่ของผู้ส่ง ซึ่งเป็นที่อยู่บ้านนายจ้าง และแม่ของเพื่อนชายรายนี้ ยังเคยส่งอาหารไทยจากประเทศไทยมาให้ ครั้งล่าสุดก่อนถูกจับทักมาบอกว่า จะส่งของมาให้เพื่อน ขอให้ช่วยรับเฉย ๆ แล้วจะมีคนมารับต่อไปเอง ตนเคยถามว่าเป็นของอะไร? เพื่อนชายรายนี้บอกแต่เพียงว่าเป็นของกิน หลังจากเพื่อนรับแล้วจะแบ่งให้ด้วย ตนจึงไม่เอะใจ ที่ไหนได้เป็นยาเสพติด ตนถูกหลอกจริง ๆ ไม่ได้รู้เห็นเรื่องการส่งยาเสพติดแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม ผู้อนุบาลไทยรายนี้ ไม่สามารถเสนอข้อมูลของชายไทยผู้ส่งพัสดุรายนี้ได้ นอกจากนี้ ตำรวจยึดมือถือพบในเมสเซนเจอร์ยังมีข้อความโต้ตอบว่า ของที่ส่งมาให้คนอื่น ตนไม่ได้อะไรเลย ฝ่ายตรงข้ามบอกงั้นรับแล้วให้ทิ้งไป ข้อความเหล่านี้ กลายเป็นหลักฐานมัดตัวเองว่า รับรู้ในสิ่งของที่ส่งมาว่าเป็นอะไร?

เนื่องจากตรวจพบยาเสพติดทางพัสดุระหว่างประเทศเพิ่มขึ้นอย่างมาก ไต้หวันจะตรวจพัสดุที่ส่งมาจากประเทศไทยทุกชิ้นแบบเต็ม 100%
ผู้อนุบาลไทยรายนี้ถูกควบคุมตัวในทัณฑสถานหญิงรอการดำเนินคดี ด้านนายจ้างและบริษัทจัดหางานช่วยประกันตัวออกมาด้วยเงิน 5,000 เหรียญ เพื่อรอการขึ้นศาล ศาลชั้นต้นตัดสินจำคุก 10 ปี 6 เดือน เนื่องจากเป็นคดีอาญา จะกลับบ้านก็ไม่ได้ ศาลสั่งห้ามเดินทางออกนอกประเทศ กระทรวงแรงงานก็เพิกถอนใบอนุญาตทำงาน นายจ้างไม่สามารถว่าจ้างได้ต่อไป ต้องไปอาศัยคนไทยด้วยกันที่เถาหยวน ช่วยขายของเพื่อแลกกับอาหารและที่อยู่ไปเป็นวัน ๆ และยังโทรให้ญาติขายที่ดินที่บ้านเพื่อโอนมาเป็นค่าทนายสู้คดี แต่ยังไม่ทันจะขึ้นศาลอุทธรณ์ เกิดอาการป่วยเนื่องจากกังวลใจจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ จนสุขภาพแย่อาการป่วยหนักขึ้นเรื่อย ๆ ในที่สุดเสียชีวิตแล้วที่โรงพยาบาลเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2568 ที่ผ่านมา

แรงงานหญิงไทยทำงานที่เจียอี้ ถูกจับขณะเซ็นชื่อรับพัสดุจากไทยที่บรรจุกระเป๋าถือจำนวนมาก ในกระเป๋าแต่ละใบมีชั้นในยัดซองเฮโรอีนบริสุทธิ์น้ำหนักรวม 12.5 กก.
เรื่องนี้คิดว่าหลายท่านฟังแล้วคงจะหดหู่ใจ เราเชื่อว่าผู้อนุบาลไทยรายนี้ถูกหลอกใช้ชื่อและที่อยู่ โดยฝ่ายชายน่าจะเป็นแก๊งค่ายาข้ามชาติและวางแผนตีสนิทมาตั้งแต่ต้นแล้ว จนฝ่ายหญิงลืมป้องกันตนเอง จากนั้นจึงใช้เป็นทางผ่าน ส่งยาเสพติดมาทางพัสดุ ก็เป็นอุทาหรณ์เตือนใจทุกคนว่า ปัจจุบัน มิจฉาชีพอยู่รอบกาย อย่าเชื่อใครง่าย ๆ ไม่รับหิ้วของ อย่าให้ข้อมูลส่วนตัวของเราแก่ผู้อื่น อย่าให้ใครยืมใช้ที่อยู่ของเรา ระวังท่านจะตกเป็นผู้ต้องหาค้ายาเสพติด ซึ่งเป็นโทษที่ร้ายแรงมาก เนื่องจากว่าคดีประเภทนี้เพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วง 2-3 ปีมานี้ เพราะฉะนั้นการไปรษณีย์ไต้หวันจะตรวจพัสดุที่ส่งมาจากประเทศไทยทุกชิ้นแบบเต็ม 100% เมื่อพบยาเสพติดหรือผลิตภัณฑ์ของต้องห้าม จะแจ้งตำรวจและปล่อยให้พัสดุส่งไปยังจุดหมายปลายทางตามปกติ เมื่อผู้รับเซ็นชื่อรับของ ตำรวจนอกเครื่องแบบที่ไปดักรออยู่ก่อนแล้ว ก็จะเข้าจับกุมทันที ผู้รับจะกลายเป็นผู้ต้องหาซึ่งหน้า ถูกกักขังรอการดำเนินคดี ซึ่งใช่เวลานานมาก อย่างผู้อนุบาลรายดังกล่าว รอจนป่วย ไม่มีที่พัก ไม่มีเงินค่าอาหาร เพราะเมื่อเจอคดีแบบนี้ กระทรวงแรงงานจะเพิกถอนใบอนุญาตทำงาน นายจ้างว่าจ้างต่อไปไม่ได้ ต้องยกเลิกสัญญาจ้างทันที ต้องรอขึ้นศาลด้วยความทุกข์ลำบาก

อ้างส่งชาตรามือ แต่ข้างในยัดไส้ยาเสพติด
2. ระวัง! โดยสารเครื่องบินต้องจำกระเป๋าเดินทางของตัวเองให้แม่น อย่าหยิบผิดใบ! คนไทยเที่ยวญี่ปุ่นหยิบกระเป๋าผิด ผงะเจอกัญชา 24 กก. งานเกือบเข้า!
นอกจากไม่รับฝากหิ้วของ ไม่รับจ้างขนหรือรับพัสดุแล้ว ยังต้องระวังภัยสำหรับคนที่โดยสารเครื่องบินมาไต้หวันหรือกลับประเทศ ต้องจำกระเป๋าเดินทางของตนให้ดี อย่าเผลอไปหยิบผิดใบ อาจทำให้เดือดร้อนได้เช่นกัน

เรื่องที่จะนำมาเล่าเพื่อเป็นอุทาหรณ์แก่คนที่เดินทางโดยสารเครื่องบิน เป็นเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อต้นเดือนมีนาคมปีนี้ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐนำมาตีแผ่ เห็นว่ามีประโยชน์ เพราะแรงงานไทยก็อาจเจอปัญหาแบบเดียวกัน
ไกด์หนุ่มไทยรายหนึ่งแชร์ประสบการณ์ลูกทัวร์เดินทางไปเที่ยวที่ญี่ปุ่น หยิบกระเป๋าสัมภาระผิดใบ เมื่อเปิดดูด้านในเจอกัญชาอบแห้ง น้ำหนัก 24 กก. ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจสอบสวนทั้งวัน กลายเป็นประเด็นที่มีการพูดถึงมากในโลกออนไลน์ เมื่อไกด์ไทยรายนี้ได้โพสต์เรื่องราวระบุข้อความว่า เคสนี้เป็นอุทาหรณ์สำหรับลูกค้าและตัวเอง เรื่องเริ่มต้นจากตนซึ่งเป็นหัวหน้าทัวร์พาลูกทัวร์ไปท่องเที่ยวประเทศญี่ปุ่น ในวันออกเดินทาง มีลูกทัวร์สามีภรรยาสองคน ซึ่งเดินทางออกต่างประเทศเป็นครั้งแรก ทุกอย่างลูกเป็นคนจัดการให้ ซื้อตั๋วสายการบินภายในประเทศจากสนามบินสุราษฎร์เดินทางสู่สุวรรณภูมิ มีการโหลดกระเป๋าสัมภาระมาสองชิ้น ใบสีดำและสีแดง ปรากฏว่าสีแดงถูก แต่สีดำหยิบผิดใบ ไปหยิบของฝรั่งมา ซึ่งไม่ได้ตรวจเช็กว่ากระเป๋าถูกหรือไม่ ส่วนฝรั่งที่โหลดกระเป๋าสัมภาระสีดำมาพอไม่มีกระเป๋าตัวเองก็มาแจ้งสายการบินเจอสัมภาระลงเหลืออยู่หนึ่งใบ สายการบินพยายามโทรหาเจ้าของตามเบอร์ที่ออกตั๋ว ปรากฏลูกสาวไม่ได้พกโทรศัพท์ไปด้วยเลยไม่ได้รับสาย

คนไทยเที่ยวญี่ปุ่นหยิบกระเป๋าผิดตั้งแต่ก่อนออกเดินทาง ไปถึงสนามบินนาริตะ จึงพบและเปิดดู เจอกัญชาอบแห้ง 24 กก. เกือบติดคุกที่ญี่ปุ่น (ภาพจากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ)
คุณแม่คุณพ่อก็ไม่ได้สังหรณ์ใจ เมื่อรับกระเป๋าเสร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้ว นั่งรออยู่ที่สุวรรณภูมิเกือบ 4 ชั่วโมงโดยไม่ได้เปิดกระเป๋าโดยคิดว่าเป็นกระเป๋าของตัวเอง ถึงเวลาหนึ่งทุ่มครึ่ง ซึ่งเป็นช่วงนัดหมายเวลาเตรียมออกเดินทาง ทีมงานบริษัททัวร์ติดแท็กสัมภาระของลูกทัวร์และทำการโหลดกระเป๋าสายการบินไทยมุ่งหน้าสู่สนามบินนาริตะโตเกียว หลังเดินทางถึงสนามบินนาริตะ ผ่านการตรวจคนเข้าเมืองเรียบร้อย หัวหน้าทัวร์รับกระเป๋าสัมภาระและให้ลูกทัวร์เปิดเพื่อที่จะทำการล้างหน้าแปรงฟันเปลี่ยนเสื้อผ้า คุณพ่อคุณแม่เปิดกระเป๋าไม่ได้เลยโทรหาลูกสาวให้ดูกระเป๋าปรากฏลูกสาวบอกไม่ใช่กระเป๋าใบนี้ ได้แจ้งหัวหน้าทัวร์ หัวหน้าทัวร์ตรวจสอบมีสติกเกอร์บาร์โค้ดเป็นชื่อฝรั่ง หัวหน้าทัวร์สังหรณ์ใจเลยอยากเปิดกระเป๋าดูก่อน ตัดสินใจปลดล็อกกระเป๋าและให้ลูกค้าถ่ายวิดีโอก่อนทำการเปิด หลังจากเปิดออกมาพบกัญชาอบแห้ง 24 กิโลกรัม ภายในกระเป๋าที่หยิบผิดมา หัวหน้าทัวร์ติดต่อแจ้งศุลกากรสนามบิน หลังจากนั้นสอบสวนยาวเช้ายันเย็นตั้งแต่ 08.00-17.30น. น้ำไม่ได้ดื่มข้าวไม่ได้กิน แต่สุดท้ายด้วยความบริสุทธิ์ใจในการสำแดงสิ่งของ รวมทั้งมีหลักฐานยืนยัน ทำให้ทางเจ้าหน้าที่ศุลกากรญี่ปุ่นเชื่อว่า ไม่มีเจตนาในการนำยาเสพติดเข้าประเทศ หัวหน้าทัวร์และลูกทัวร์ทั้งสองผ่านเข้าสู่ญี่ปุ่นได้อย่างปลอดภัยในเวลา 17.50 น. วันเดียวกัน

คนไทยเที่ยวญี่ปุ่นหยิบกระเป๋าผิดตั้งแต่ก่อนออกเดินทาง ไปถึงสนามบินนาริตะ จึงพบและเปิดดู เจอกัญชาอบแห้ง 24 กก. เกือบติดคุกที่ญี่ปุ่น (ภาพจากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ)
ความประมาทเลินเล่อไม่ใส่ใจ อาจทำให้เกิดเหตุการณ์ที่บานปลายไปกว่านี้ได้ ดีที่หัวหน้าทัวร์เจ้าของโพสต์รายนี้แก้ไขปัญหาต่าง ๆ ไปได้ด้วยดี หลังจากเรื่องราวดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไป ก็มีคนเข้ามาแสดงความคิดเห็น พร้อมทั้งวิพากษ์วิจารณ์เป็นจำนวนมาก ซึ่งก็มีคนที่มองว่าเป็นความผิดพลาดของทางลูกทัวร์เอง ที่ไม่ได้มีการตรวจเช็กกระเป๋าสัมภาระของตัวเองให้เรียบร้อย ขณะที่บางส่วนก็มองถึงความอันตรายและความปลอดภัยของระบบการตรวจเช็กสัมภาระของสนามบิน นอกจากนี้ยังมีอีกส่วนที่มองถึงข้อแตกต่างในเรื่องกฎหมาย "กัญชา" ที่แต่ละประเทศบังคับใช้ไม่เหมือนกัน จึงอาจจะมีการตรวจสอบที่ไม่เหมือนกัน

คนไทยเที่ยวญี่ปุ่นหยิบกระเป๋าผิดตั้งแต่ก่อนออกเดินทาง ไปถึงสนามบินนาริตะ จึงพบและเปิดดู เจอกัญชาอบแห้ง 24 กก. เกือบติดคุกญี่ปุ่น (ภาพจากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ)
ทางไกด์เจ้าของโพสต์ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า หลัก ๆ เลยคือปัญหาเรื่องการไม่ตรวจเช็กสัมภาระ หยิบของคนอื่นไปผิด ในกรณีนี้ถ้าเกิดเป็นสิ่งของปกติ คนอื่นอาจจะเดือดร้อนด้วยความผิดพลาดของเรา ส่วนอีกเรื่องก็น่าจะเป็นเรื่องกัญชาเสรีของไทยที่สามารถขนได้เยอะขนาดนี้โดยไม่มีกฎหมายควบคุม ถ้าเดินทางคนเดียวหยิบกระเป๋าผิดใบเข้าไต้หวันโดยไม่มีไกด์ช่วย ไม่สามารถสื่อภาษาได้จะยุ่งเลยนะครับ ก่อนออกเดินทาง ควรใช้สายรัดกระเป๋าเดินทางเพื่อให้จำง่ายและควรถ่ายภาพไว้ เพื่อใช้ยืนยันกระเป๋าเดินทางของเรา