ผลงานการบันทึกติดตาม 25 ปี เปิดโลกใต้น้ำอันลึกลับของวาฬสเปิร์มบริเวณทะเลรอบเกาะไต้หวัน
เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2025 ที่ผ่านมา มีการเปิดตัวหนังสือวิทยาศาสตร์สำหรับประชาชนเกี่ยวกับการสำรวจวาฬและโลมาเล่มแรกของไต้หวันชื่อว่า “เฮยเฉาสวินจิง (黑潮尋鯨) แปลว่าเสาะหาวาฬในกระแสน้ำคูโรชิโอะ ซึ่งเป็นผลงานของ มูลนิธิการศึกษาและวัฒนธรรมกระแสน้ำคูโรชิโอะ (黑潮海洋文教基金會-Kuroshio Ocean Education Foundation หรือเรียกสั้นๆ ว่า "เฮยเฉา-黑潮" ) โดยหนังสือเล่มนี้เป็นผลจากการทำงานของ นักวิทยาศาสตร์ นักสำรวจระบบนิเวศ ช่างภาพใต้น้ำ นักเขียน และนักวาดภาพประกอบ ที่ร่วมกัน ถ่ายทอดเรื่องราวของวาฬสเปิร์มหรือวาฬหัวทุย (抹香鯨) และพาผู้อ่านไปสัมผัสเบื้องหลังของการสำรวจวาฬและโลมาอย่างใกล้ชิด

หนังสือเล่มนี้หวังจะมองเห็นไต้หวันผ่านแผนที่การกระจายตัวของวาฬสเปิร์ม
"เฮยเฉา-黑潮" เป็นองค์กรไม่แสวงหากำไรที่มุ่งเน้นการศึกษาเกี่ยวกับ วาฬ โลมา และระบบนิเวศทางทะเล พร้อมทั้งทำงานด้าน การอนุรักษ์วาฬและโลมา มาอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่ก่อตั้งในปี 1998 เป็นต้นมา ได้มีการสะสมข้อมูลการสำรวจสัตว์ทะเลอย่างมหาศาล โดยหนังสือ “เฮยเฉาสวินจิง-黑潮尋鯨” เป็นผลงานที่รวบรวมข้อมูล 25 ปี เกี่ยวกับการพบเห็นวาฬสเปิร์มของ "เฮยเฉา" นอกจากจะเป็น บันทึกทางวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมที่ถูกเผยแพร่เป็นครั้งแรก ยังถือเป็นหนึ่งในหนังสือเกี่ยวกับมหาสมุทรที่หาได้ยากในไต้หวัน
หวงจิ้งอี๋ (黃靜宜) บรรณาธิการใหญ่ของสำนักพิมพ์หย่วนหลิว (遠流出版) กล่าวถึงหนังสือเล่มนี้ว่า "เหมือนเป็นนักเป่าขลุ่ยวิเศษ" ที่ไม่เพียงแต่ นำทางผู้อ่านไปพบกับวาฬสเปิร์ม แต่ยังพาให้ดำดิ่งสู่โลกใต้น้ำอันลึกลับและกว้างใหญ่ของพวกมัน
ในงานเปิดตัวหนังสือ พิธีกร หลินชิงเซิ่ง (林清盛) กล่าวถึง "แผนที่แสดงจุดพบวาฬสเปิร์มทั่วโลก" ที่ปรากฏอยู่ในหนังสือ โดยอธิบายว่า ข้อมูลการพบเห็นวาฬสเปิร์มส่วนใหญ่อยู่ในเขตยุโรปและอเมริกา ขณะที่ มหาสมุทรแปซิฟิกพบน้อยกว่า อย่างไรก็ตาม ชื่อของไต้หวันก็ยังปรากฏอยู่บนแผนที่นี้ ซึ่งทำให้ชาวไต้หวันรู้สึกภูมิใจที่บ้านเกิดของพวกเราเป็นหนึ่งในจุดที่สามารถพบเห็นวาฬสเปิร์มได้ และหวังว่าสิ่งนี้จะเป็น อีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้คนทั่วโลกเดินทางมาชมวาฬสเปิร์มที่ไต้หวัน

เฮยเฉาสวินจิง หนังสือสำรวจวาฬเล่มแรกของไต้หวัน
วาฬสเปิร์ม เป็นวาฬมีฟัน (Toothed whales) ที่มีขนาดลำตัวใหญ่ที่สุดในโลก โดยตัวผู้มีความยาวได้ถึง 18 เมตร ขณะที่ตัวเมียยาวได้สูงสุดประมาณ 12 เมตร วาฬชนิดนี้มีความเกี่ยวข้องกับมนุษย์มาอย่างยาวนาน จางฮุ่ยจวิน (張卉君) อดีตผู้อำนวยการมูลนิธิเฮยเฉา กล่าวว่า ไขมันในสมองของวาฬสเปิร์ม มีความเสถียรสูงและมีความบริสุทธิ์มาก จึงเคยถูกนำมาใช้เป็นวัตถุดิบในการทำเทียนไข ซึ่งช่วยให้มนุษย์มีแสงสว่างในค่ำคืนอันมืดมิด
ปัจจุบัน หน่วยวัดความสว่างของหลอดไฟที่เรียกว่า "ลูเมน" (Lumen, lm) มีพื้นฐานมาจากแนวคิดที่ว่า "หนึ่งแคนเดลา" หรือ "หนึ่งเทียนไข" หมายถึงแสงสว่างที่เทียนจากไขวาฬสามารถให้ได้ในหนึ่งชั่วโมง ซึ่งแสดงให้เห็นว่า วาฬสเปิร์มมีบทบาทสำคัญต่ออารยธรรมของมนุษย์
เนื่องจากไขวาฬเป็นแหล่งวัตถุดิบสำคัญในอุตสาหกรรมการให้แสงสว่างและการพัฒนาอุตสาหกรรมต่างๆ ทำให้การล่าวาฬเชิงพาณิชย์ขยายไปทั่วโลกในศตวรรษที่ 18 และในช่วงที่ไต้หวันอยู่ภายใต้การปกครองของญี่ปุ่นก็มีกิจกรรมล่าวาฬเกิดขึ้นเช่นกัน อย่างไรก็ตาม จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญเกิดขึ้นในปี 1990 เมื่อ "กฎหมายอนุรักษ์สัตว์ป่า" ของไต้หวันประกาศให้วาฬและโลมาเป็นสัตว์สงวน ทำให้สถานการณ์ของวาฬสเปิร์มพลิกผันจากสัตว์ที่ถูกล่า กลายเป็นสายพันธุ์สำคัญในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวชมวาฬในเขตฮัวเหลียนและไถตง

นักท่องเที่ยวนั่งเรือชมวาฬ(photo:East Coast Travel Co.,Ltd)
วาฬสเปิร์มที่ปรากฏตัวถี่ขึ้น – สายสัมพันธ์ที่เชื่อมโยงกับมนุษย์ วาฬสเปิร์ม (Sperm Whale) ไม่ใช่วาฬที่พบเห็นได้บ่อยที่สุดในน่านน้ำทางตะวันออกของไต้หวัน แต่ก็ไม่ได้หายากจนเกินไป อย่างไรก็ตาม ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา การพบเห็นวาฬสเปิร์มในไต้หวัน แทบจะเป็นศูนย์ หรือมีเพียงไม่กี่ครั้งต่อปีเท่านั้น แต่ตั้งแต่ปี 2016 เป็นต้นมา จำนวนครั้งที่มีรายงานการพบเห็นวาฬสเปิร์ม พุ่งขึ้นเป็น 33 ครั้ง และต่อมาในแต่ละปีมีการพบเห็นโดยเฉลี่ย ประมาณ 20 ครั้ง จนกระทั่งในปี 2023 วาฬสเปิร์มติดอันดับ "วาฬและโลมาที่พบเห็นได้บ่อยที่สุดในไต้หวัน" เป็นอันดับที่ 6 ซึ่งเป็นสถิติที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อน
อย่างไรก็ตาม ช่วงเวลาที่เฮยเฉาได้ใกล้ชิดกับวาฬสเปิร์มมากที่สุด กลับเป็นเหตุการณ์ที่น่าเศร้า ในเดือนกรกฎาคมปี 2023 เมื่อลูกวาฬสเปิร์มตัวหนึ่ง เกยตื้นที่ชายฝั่งชีซิงถาน (七星潭) หลินตงเหลียง (林東良) ผู้อำนวยการมูลนิธิเฮยเฉาเล่าว่า "ทันทีที่ก้าวเท้าไปที่ชายหาดชีซิงถาน ผมรู้สึกสลดใจต่อเหตุการณ์ตรงหน้า... ลูกวาฬสเปิร์มที่นอนแน่นิ่งอยู่ตรงนั้น มันก็เป็นอีกหนึ่งชีวิตเหมือนกัน"
การออกไปชมวาฬสเปิร์มตามชายฝั่งทางตะวันออกของไต้หวัน ต้องอาศัยโชค แต่สำหรับใครที่อยากเห็นวาฬสเปิร์มแบบไม่ต้องเสี่ยงโชค สามารถไปเยี่ยมชมได้ที่พิพิธภัณฑ์ จวงมู่หัว (莊慕華) นักเขียนและนักวิจัยกล่าวว่า "พิพิธภัณฑ์แห่งชาติไต้หวัน" มีโครงกระดูกของวาฬสเปิร์มจัดแสดงให้ชม ขณะที่ ทั่วทั้งไต้หวันมีโครงกระดูกของวาฬสเปิร์มจัดแสดงอยู่ทั้งหมด 5 ตัว หากคุณกำลังมองหาเป้าหมายการเดินทางสำหรับปี 2025 การออกตามรอยวาฬสเปิร์ม ไม่ว่าจะในมหาสมุทรหรือพิพิธภัณฑ์ อาจเป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ที่น่าประทับใจ

วาฬสเปิร์ม
"วาฬสเปิร์มและโลมา ซึ่งเป็นวาฬมีฟัน (Toothed Whales) ไม่ได้ใช้ตาเพื่อมองดูสิ่งต่างๆ ในมหาสมุทร แต่ใช้เสียงในการรับรู้", อวี๋ซินอี๋ (余欣怡) ผู้จัดการฝ่ายวิจัยอนุรักษ์ของมูลนิธิเฮยเฉา กล่าวว่า วาฬต่างจากมนุษย์ที่ใช้ตามองสิ่งรอบตัว วาฬสเปิร์มใช้การได้ยิน เพื่อตรวจจับสภาพแวดล้อมของมัน นอกจากนี้ วาฬสเปิร์มยังเป็นนักดำน้ำลึกขั้นเทพ สามารถดำน้ำได้ลึกถึง 2,000 เมตร ใต้มหาสมุทร ในการแถลงข่าว อวี๋ซินอี๋ เปิดเสียงของวาฬสเปิร์มให้ผู้เข้าร่วมฟัง ซึ่งมีทั้งเสียงที่ลากยาว รวมถึงเสียงที่สั้นกระชับ คล้ายรหัสมอร์ส นอกจากนี้ วาฬสเปิร์มในแต่ละพื้นที่ก็มี รูปแบบการส่งเสียงที่แตกต่างกัน
"วาฬสเปิร์มใช้คลื่นเสียงเพื่อตรวจจับตำแหน่งของเหยื่อ เช่น หมึกปืนใหญ่และปลาในทะเลลึก", เธออธิบาย *หากเราสามารถเก็บข้อมูลเสียงของวาฬสเปิร์มได้มากพอ อาจช่วยให้เราจำแนกได้ว่าวาฬสเปิร์มในไต้หวันมีความใกล้ชิดกับประชากรวาฬจากที่ใดในโลก"
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา นักวิจัยใช้ เทคนิค Photo ID, การถ่ายภาพทางอากาศด้วยโดรน และการบันทึกเสียงใต้น้ำ เพื่อศึกษาและระบุวาฬสเปิร์มแต่ละตัว ขณะนี้ มีวาฬสเปิร์มที่ถูกระบุอัตลักษณ์แล้วจำนวน 97 ตัวในน่านน้ำไต้หวัน เฉินก้วนหรง (陳冠榮) นักสำรวจระบบนิเวศของเฮยเฉากล่าวว่า ด้วยเทคโนโลยีกล้องที่พัฒนาไปมากในปัจจุบัน ใครๆ ก็สามารถเข้าร่วมการสำรวจทางวิทยาศาสตร์ได้ ดังนั้น "วาฬสเปิร์มไม่ได้อยู่ห่างไกลจากพวกเราอีกต่อไป แค่มีมือถือก็สามารถถ่ายภาพและใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ขยายภาพเพื่อระบุตัวมันได้"

อวี๋ซินอี๋ อธิบายเพิ่มเติมว่า วาฬสเปิร์มแต่ละตัวสามารถแยกแยะได้จากรอยบิ่นที่ครีบหาง ซึ่งเกิดจากอาการบาดเจ็บ รอยบิ่นของแต่ละตัวไม่เหมือนกัน ทำให้ใช้เป็นข้อมูลระบุตัวบุคคลได้ แต่วาฬที่ยังอยู่ในวัยเด็ก จะไม่มีรอยบิ่น ทำให้ไม่สามารถจำแนกได้ "การติดตามโดยใช้รอยบิ่นเป็นวิธีที่เป็นธรรมชาติและไม่เป็นการรบกวนสัตว์ แต่ต้องใช้ความพยายามมากกว่าการติดเครื่องหมายบนตัวพวกมัน"
หลินตงเหลียง (林東良) ผู้อำนวยการมูลนิธิเฮยเฉา เล่าว่า ในปี 2023 นักสำรวจของเฮยเฉา พบวาฬสเปิร์มตัวหนึ่ง และเมื่อเปรียบเทียบกับภาพถ่ายเก่าพบว่ามันตรงกับวาฬที่เคยถูกถ่ายไว้ในปี 2003 ด้วยกล้องฟิล์ม และวาฬตัวนี้ได้รับหมายเลข KU_PM008 และถูกตั้งชื่อว่า "ฮัวเสี่ยวชิง" (花小清) มันกลายเป็นวาฬสเปิร์มที่มีข้อมูลการติดตาม ยาวนานที่สุดในฐานข้อมูลของไต้หวัน ซึ่ง"การพบเจอ 'ฮัวเสี่ยวชิง' อีกครั้งหลังจาก 20 ปี เป็นกำลังใจให้กับทุกคนที่ทำงานด้านอนุรักษ์" หลินตงเหลียง กล่าว "จงออกเดินทางต่อไป และจงมีความหวังเสมอว่า เราจะได้พบพวกมันอีกครั้ง"