1. ใครรับผิดชอบค่าตั๋วเครื่องบินเดินทางกลับบ้าน
แรงงานไทยในไต้หวัน เมื่อทำงานครบสัญญา ต้องเดินทางกลับบ้าน ค่าตั๋วเครื่องบินใครเป็นคนออก นายจ้างหรือลูกจ้างที่ต้องรับผิดชอบค่าเดินทางนี้ เป็นปัญหาที่มีมานาน นายจ้างส่วนหนึ่งเป็นผู้รับผิดชอบ แต่แรงงานไทยส่วนใหญ่ออกค่าตั๋วเดินทางกลับประเทศเอง ทั้งที่ในสัญญาจ้าง ซึ่งเป็นสัญญามาตรฐานจากกระทรวงแรงงานไทยในข้อที่ 9 กำหนดชัดเจนว่า นายจ้างรับผิดชอบค่าตั๋วเครื่องบินในการเดินทางจากประเทศไทยถึงไต้หวันและเมื่อการทำงานตามสัญญาจ้างสิ้นสุดลง หรือเมื่อมีการเลิกจ้างในระหว่างระยะเวลาตามสัญญาจ้าง โดยมิใช่สาเหตุจากตัวลูกจ้าง นายจ้างจะรับผิดชอบค่าตั๋วเครื่องบินในการเดินทางกลับประเทศไทย แถมบริษัทจัดหางานเรียกเก็บค่าบริการจัดหางานหรือค่าหัวคิวที่แพง โดยอ้างว่ารวมค่าตั๋วเครื่องบินไป-กลับไว้เรียบร้อยแล้ว แต่ส่วนใหญ่มีเฉพาะค่าตั๋วเครื่องบินขามา ส่วนขากลับ ขึ้นอยู่กับดวง เจอนายจ้างดี ออกค่าตั๋วเครื่องบินเที่ยวกลับให้เมื่อทำงานครบสัญญาและไม่สามารถต่อสัญญาได้ แต่มีจำนวนไม่น้อยที่ให้แรงงานเป็นคนรับผิดชอบเอง แม้จะทำงานครบสัญญาก็ตาม

ปัญหาที่หลายคนอยากรู้ ค่าตั๋วเครื่องบินเที่ยวกลับประเทศ ใครเป็นคนรับผิดชอบ?
ประเด็นนี้ กระทรวงแรงงานไม่ได้บังคับว่า นายจ้างหรือแรงงานต้องเป็นคนรับผิดชอบ ให้เป็นไปตามความตกลงของทั้งสองฝ่าย ซึ่งระบุลงในหนังสือรับรองค่าใช้จ่ายและค่าจ้างของแรงงานต่างชาติ ที่ต้องลงชื่อก่อนการเดินทางมาทำงานในไต้หวัน และหนังสือรับรองฉบับนี้ ต้องผ่านการรับรองของกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงานไทยและใช้เป็นเอกสารแนบขณะยื่นขอวีซ่าทำงานในไต้หวันต่อสำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเป ประจำประเทศไทย เมื่อเดินทางถึงไต้หวันแล้ว บริษัทจัดหางานและนายจ้างยังต้องยื่นต่อกระทรวงแรงงาน เพื่อใช้เป็นส่วนประกอบในการออกหนังสืออนุญาตจ้างงานและใบอนุญาตทำงานแก่แรงงาน แต่ยังมีปัญหาตามมา เมื่อเดินทางเข้าไต้หวันแล้ว นายจ้างหรือบริษัทจัดหางานบางราย จะให้แรงงานไทยลงนามสัญญาซ้อนอีกฉบับหนึ่งว่า จะรับผิดชอบค่าเดินทางกลับประเทศด้วยตนเอง เพราะฉะนั้น ขณะครบสัญญาหรือไม่ต่อสัญญาเดินทางกลับประเทศ แรงงานไทยหลายรายจะจำใจให้หักค่าตั๋วเครื่องบินจากค่าจ้าง ขณะที่บางรายไม่ยอม ร้องไปยังสำนักงานแรงงานไทยหรือสายด่วนคุ้มครองแรงงาน 1955 หรือร้องไปที่กองแรงงาน จะยึดตามหนังสือรับรองค่าใช้จ่ายและค่าจ้างของแรงงานต่างชาติที่ลงนามก่อนการเดินทางและตามในสัญญา แม้นายจ้างจะนำสัญญาซ้อนออกมาโชว์ก็ไม่มีผล

นายจ้างหลายรายออกค่าตั๋วเครื่องบินเที่ยวกลับให้เมื่อทำงานครบสัญญาและไม่สามารถต่อสัญญาได้ แต่มีจำนวนหนึ่งที่ให้แรงงานรับผิดชอบเอง แม้จะทำงานครบสัญญาแล้วก็ตาม
นอกจากนี้ ยังมีปัญหาสำหรับบางคนที่ต่อสัญญาใหม่หรือย้ายงานเปลี่ยนนายจ้างใหม่ อาจต้องออกค่าตั๋วเครื่องบินเที่ยวกลับประเทศด้วยตนเอง เนื่องจากนายจ้างและบริษัทจัดหางานอ้างว่า ตนไม่ได้เก็บค่าหัวคิวมาตั้งแต่ต้นทาง แรงงานไทยมาย้ายงานทีหลังต้องออกค่าใช้จ่ายในการเดินทางกลับประเทศด้วยตนเอง เพราะฉะนั้นการต่อสัญญาหรือย้ายนายจ้างใหม่ต้องสอบถามให้เรียบร้อย จะได้ไม่มีการพิพาทภายหลัง

อย่างไรก็ตาม มีนายจ้างจำนวนไม่น้อยที่ออกค่าตั๋วเครื่องบินให้แรงงานไทย เมื่อทำงานครบสัญญาเดินทางกลับประเทศ บางรายสวัสดิการดีถึงขั้นออกค่าตั๋วเครื่องบินให้แรงงานที่ลาพักร้อนเดินทางกลับไปเยี่ยมครอบครัว หรือพาแรงงานไทยไปท่องเที่ยวในประเทศหรือต่างประเทศเป็นประจำทุกปี ขึ้นอยู่กับสวัสดิการของนายจ้างแต่ละราย
แต่สำหรับแรงงานไทยที่ยกเลิกสัญญาขอกลับบ้าน หรือทำผิดระเบียบกฎหมาย จนถูกนายจ้างยุติสัญญา โดยในสัญญาจ้างมาตรฐาน ข้อที่ 11.1 ระบุว่า กรณีที่ลูกจ้างฝ่าฝืนข้อกำหนดในสัญญาข้อหนึ่งข้อใดต่อไปนี้ นายจ้างจะบอกเลิกสัญญานี้และส่งลูกจ้างกลับประเทศไทย ลูกจ้างจะจ่ายค่าตั๋วเครื่องบินไปและกลับ และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดหรือชดใช้ค่าใช้จ่ายดังกล่าว ถ้ามีการทดรองจ่ายโดยนายจ้างหรือบุคคลอื่น ได้แก่ :
(1) ในระหว่างระยะเวลาการจ้างงานพบว่าลูกจ้างเป็นโรคที่ทางการไต้หวันไม่อนุญาตให้ทำงาน
(2) สูญเสียความสามารถในการทำงาน
(3) รับจ้างทำงานให้แก่ผู้อื่นนอกเหนือจากนายจ้าง หรือทำงานพิเศษให้กับบุคคลที่สาม
(4) กระทำการฝ่าฝืนคำสั่งของรัฐหรือศีลธรรมอันดี
(5) เจตนาฝ่าฝืนกฎหมายและระเบียบของไต้หวัน
(6) ไม่เชื่อฟังการบังคับบัญชา คำสั่ง หรือคำแนะนำของนายจ้าง หรือตัวแทนนายจ้างและได้รับการตักเตือนจำนวน ๓ ครั้ง
(7) ขาดงานเป็นจำนวนสามวันติดต่อกันขึ้นไป หรือรวมกันหกวันในหนึ่งเดือนโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร
(8) จงใจทำให้เสียหายหรือทำลายอุปกรณ์ เครื่องมือ ทรัพย์สินหรือเครื่องใช้ของนายจ้าง ความเสียหายทั้งหมดหรือความสูญเสียลูกจ้างจะต้องชดใช้

จะเห็นได้ว่า ปัญหาค่าตั๋วเครื่องบินกลับประเทศ สลับซับซ้อนและมีเงื่อนไขแตกต่างกันออกไปหลายกรณี บางคนถามว่า การลาพักร้อนเดินทางกลับประเทศ นายจ้างจะออกค่าตั๋วเครื่องบินให้หรือเราต้องออกเอง โดยหลักการแล้ว แรงงานเป็นผู้รับผิดชอบค่าเดินทาง เพราะไม่ใช้เดินทางกลับสัญญาจ้างสิ้นสุดลง หรือไม่ได้เป็นการเลิกจ้างในระหว่างระยะเวลาตามสัญญาจ้าง โดยมิใช่สาเหตุจากตัวลูกจ้าง ตัวแรงงานเองต้องเป็นฝ่ายรับผิดชอบค่าตั๋วเครื่องบินในการเดินทางกลับประเทศไทย ยกเว้นอย่างที่กล่าวไป มีนายจ้างหลายรายเหมือนกันที่มีสวัสดิการดี ออกค่าตั๋วเครื่องบินให้แรงงานไทยที่ลาพักร้อนกลับไปเยี่ยมครอบครัว ใครที่ทำงานในโรงงานแบบนี้ ถือว่าโชคดีไป แรงงานไทยท่านใด หากมีปัญหาข้องใจเรื่องค่าตั๋วเครื่องบินเที่ยวกลับเมื่อสิ้นสุดสัญญาจ้าง โทรไปสอบถามหรือขอคำปรึกษาจากสำนักงานแรงงานไทย ซึ่งในไต้หวันมีสองแห่ง ได้แก่ สำนักงานไทย ไทเปและเกาสง หรือจะโทรไปสอบถามจากสายด่วนคุ้มครองแรงงาน 1955 ก็ได้
2. คำถามยอดนิยมของคนไต้หวันเกี่ยวกับแรงงานต่างชาติ ทำไม่ชอบใส่น้ำหอมกลิ่นแรง? ชาวเน็ตบางรายยกย่องว่า นั่นเป็นมารยาทในที่สาธารณะ
แรงงานต่างชาติที่มีจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ คาดมีโอกาสทะลุล้านคนในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า กลายเป็นส่วนหนึ่งของพหุสังคมของไต้หวันไปแล้ว โดยทั่วไป คนไต้หวันมีความเป็นมิตรมากกว่าประเทศอื่นที่นำเข้าแรงงานต่างชาติ ไม่ว่าจะเป็นเกาหลี ญี่ปุ่นหรืออิสราเอล ทั้งนี้เพราะอุปนิสัยของคนไต้หวันจะไม่ค่อยถือตัว และไม่มีอคติต่อแรงงานต่างชาติ จะสังเกตเห็นได้ว่า แรงงานต่างชาติเดินทางไปมาสะดวก โดยเฉพาะในวันหยุด ตามรถโดยสารประจำทางหรือรถไฟ จะมีแรงงานต่างชาติใช้บริการปะปนกับชาวไต้หวันจำนวนมาก คนไต้หวันส่วนใหญ่ไม่ได้มองแรงงานต่างชาติเป็นพลเมืองชั้นสองเหมือนบางประเทศ

อย่างไรก็ตาม การที่มีแรงงานต่างชาติจำนวนมาก ก็ทำให้หนุ่มสาวชาวไต้หวันบางคนมีปัญหาเกี่ยวกับแรงงานต่างชาติไม่น้อย และ 1 ในปัญหายอดนิยมก็คือ ทำไมแรงงานต่างชาติถึงชอบฉีดน้ำหอม ซึ่งส่วนใหญ่บอกว่า เข้าใกล้แรงงานต่างชาติแล้วหอมดี แต่บางคนฉีดน้ำหอมมากเกินไป ทำให้มีกลิ่นแรงและฉุน เมื่อเร็ว ๆ นี้ มีหญิงสาวชาวไต้หวันคนหนึ่งโพสต์ข้อความถามในห้องสนทนา Dcard ซึ่งเป็นเว็บบอร์ดชื่อดังของไต้หวันว่า ทำไมแรงงานต่างชาติถึงฉีดน้ำหอมที่มีกลิ่นแรงมาก เธอบอกว่าวันก่อนขึ้นรถเมล์และเจอแรงงานต่างชาติหญิงกลุ่มหนึ่ง กลิ่นน้ำหอมแรงและฉุนจนทำเธอให้รู้สึกไม่สบาย ชาวเน็ตจำนวนมากมาคอมเมนต์แสดงความเห็น หลายคนบอกว่า สำหรับพวกเขาแล้ว การใช้น้ำหอมถือเป็นความสุภาพและเป็นมารยาทในที่สาธารณะอย่างหนึ่ง เมื่อออกไปนอกสถานที่ ส่วนใหญ่ โดยเฉพาะผู้หญิงจะฉีดน้ำหอมแบบให้คนข้าง ๆ รู้สึกได้ ชาวเน็ตหญิงไต้หวันรายนี้ กล่าวในข้อความที่โพสต์ว่า เนื่องจากเธอเป็นโรคภูมิแพ้ จึงรู้สึกลำบากใจว่าจะนั่งตรงไหนดีเพื่อหลีกเลี่ยงกลิ่นเหล่านี้ ทำให้รู้สึกอึดอัด แม้ว่าจะไม่ใช่เป็นกลิ่นเหม็น แต่ก็ยากที่จะทนรับได้ จึงอยากรู้ว่า ทำไมแรงงานต่างชาติถึงชอบใช้น้ำหอมกลิ่นแรง ๆ และเป็นกันทุกคนไหม?

คนไต้หวันบางคนเป็นโรคภูมิแพ้ ขณะนั่งรถเมล์เจอกลุ่มแรงงานต่างชาติซึ่งมักจะใส่น้ำหอมกลิ่นแรง ทำให้อึดอัดใจ
ชาวเน็ตจำนวนมากมาคอมเมนต์ว่า เคยถามเพื่อนชาวเวียดนามเหมือนกันว่า ทำไมถึงชอบใส่น้ำหอม เพื่อนชาวเวียดนามบอกว่า นั่นไม่ใช่น้ำหอม แต่เป็นกลิ่นครีมอาบน้ำที่คนเวียดนามนิยมใช้ เหมือนกับสเปรย์น้ำหอมสำหรับปรับผ้านุ่ม บางคนบอกว่า แรงงานต่างชาตินิยมใช้สบู่หรือครีมอาบน้ำที่มีกลิ่นหอมทำให้สดชื่น บ้างก็ว่า เนื่องจากประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อยู่ในโซนร้อน มีเหงื่อออกง่ายอาจทำให้มีกลิ่นตัวแรง จึงต้องใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีกลิ่นหอมเพื่อลดกลิ่นกาย มีรายหนึ่งคอมเมนต์ว่า เคยดูคลิปแนะนำคนในประเทศอาเซียน พวกเขาบอกว่า การมีกลิ่นหอมติดตัว เป็นเรื่องของวัฒนธรรมและเป็นมารยาทในที่สาธารณะอย่างหนึ่ง ขณะที่บางคนคอมเมนต์ว่า พวกเขาอาจคิดว่าคนไต้หวันก็มีกลิ่นตัวเหมือนกัน เพียงแต่ว่า เราเคยชินกับกลิ่นของตัวเองจนไม่รู้สึกอะไร จึงควรมองด้วยใจที่เปิดกว้าง มีรายหนึ่งบอกว่า บางทีพวกเขาอาจสงสัยว่า ทำไมเราถึงไม่มีกลิ่นอะไรเลย และคนไต้หวันบางคนก็ชอบฉีดน้ำหอมกลิ่นแรงเหมือนกัน คิดว่าตัวเองหอม แต่คนอื่นอาจไม่คิดแบบนั้น บางคอมเมนต์แซวว่า ถ้าให้ฉันเลือกระหว่างน้ำหอมกลิ่นฉุนกับกลิ่นเหงื่อแรง ๆ ของคนไต้หวันบางคนที่ไม่ชอบอาบน้ำ ฉันขอเลือกน้ำหอมกลิ่นแรงดีกว่า

แรงงานต่างชาติจำนวนมาก ใช้ระบบขนส่งสาธารณะ อย่างรถเมล์ รถไฟเป็นประจำ (Photo Credit : One-Forty)
แล้วคุณล่ะ ฉีดน้ำหอม ใช้แชมพูหรือสบู่หอมหรือไม่? โดยเฉพาะตอนออกนอกสถานที่ ชอบน้ำหอมกลิ่นฉุนหรือกลิ่นเหงื่อแรง ๆ และมีความเห็นอย่างไรกับเพื่อนชาวไต้หวันรอบข้าง พวกเขาหอมหรือมีกลิ่นตัวไหม?...